ส่วนใหญ่เราก็ทำอยู่แล้วครับ “โดยธรรมชาติ” แต่ผมลองมาสะกิดดูให้เกิดแบบ “ตั้งใจ” นะครับ

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์มาตลอดช่วง ๔-๕ ปี ผมพบว่าแนวคิดในการทำงาน KM ในชีวิตจริงนั้นมีอยู่ ๒ แบบใหญ่ๆ คือ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 38.25pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 38.25pt" class="MsoNormal">1.     การจัดการความรู้โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือจัดการความรู้เพื่อชีวิต (KMธรรมชาติ)</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 38.25pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 38.25pt" class="MsoNormal">2.     การจัดการเรียนรู้แบบมีผู้สนับสนุน ที่ต้องมีคุณอำนวย คุณประสาน คุณเอื้อฯลฯ ที่อยู่ในระบบหน่วยงานต่างๆ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">วันนี้ ผมคิดว่า ทำไมเราเราต้องแยกกันแบบนั้น ทำไมเราไม่ทำให้เกิดทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน ผมจึงขอเสนอ แบบที่ ๓ คือ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 38.25pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 38.25pt" class="MsoNormal">3.     การจัดการความรู้แบบบูรณาการที่ใช้ KMธรรมชาติเป็นฐานคิด แล้วต่อยอดด้วย KM แบบสนับสนุนจากภายนอก</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">ถ้าเราทำงานแบบนี้ก็จะไปเข้ากรอบงานแบบเดียวกับ ครูสมพรสอนลิง ที่ปล่อยให้ลิงได้อยู่กับแม่ ให้แม่สอนแบบธรรมชาติ ปูฐานไว้ก่อน แล้วจึงมาต่อยอดด้วยการสนับสนุนการเรียนรู้แบบ คุณอำนวย</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">ที่จริงแล้ว เราอาจทำกันอยู่แล้วก็ได้โดยไม่ได้คิดอย่างมีแผน มีขั้นตอนที่ชัดเจน ทำให้การทำงานของ คุณกิจ ขาดฐานคิดที่เป็นธรรมชาติ เกิดการเรียนแบบหลุดฐานชีวิต มีแต่ “ยอด” ที่ “เด็ด” มาจากที่อื่น ขาดความเชื่อมโยงกันของความรู้ใหม่กับความรู้เดิม จนทำให้การเรียนรู้ เป็นไปเพื่อ การสอบผ่าน เท่านั้น ซึ่งน่าจะถือว่า ใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เพราะใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือได้น้อย เพราะขาดการเชื่อมเข้ากับชีวิตจริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">และถ้าคุณอำนวยขาด "ความเข้าใจ" ฐานความรู้ธรรมชาติของ "คุณกิจ" แล้ว ผมยิ่งมองไม่ออกเลยว่า จะ "อำนวย" ได้อย่างไร มีแต่เตี้ยอุ้มค่อม ไปไหนไม่รอด นั่นแหละตรับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">และ ถ้า "คุณกิจ" ก็เป็นตัวปลอมเสียอีก เรียนแบบไม่รู้จะเอาความรู้ไปทำอะไร ก็ยิ่งหนักแบบ Double trouble เลยครับ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">และ ผมขอมองต่างมุมกับคนที่เริ่มจากการสนับสนุนจากภายนอกเป็นการเริ่มต้น ก่อนการพัฒนาความรู้เพื่อชีวิต (KMธรรมชาติ) ที่จะยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากกขึ้นไปอีก เพราะจะทำให้ผู้เรียนรู้ (คุณกิจ)ยิ่งขาดความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นไปอีก</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">ดังนั้น หลักการบูรณาการของการจัดการความรู้ก็น่าจะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal" align="center">เริ่มที่การจัดการความรู้ที่ทำโดยระบบธรรมชาติเป็นฐานที่แน่นเสียก่อน แล้วจึงมาต่อยอดด้วยการจัดการความรู้แบบมีกองหนุนช่วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">คุณอำนวยจะต้องพยายามเข้าใจฐานความรู้ที่มี และที่จำเป็นต้องมีก่อนที่จะ อำนวย ให้เกิดการเรียนรู้แบบ ต่อเติม หรือ ต่อยอด ก็จะทำให้มีการจัดการความรู้แบบบูรณาการทั้งสองแบบเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน (Seamless) ก็จะทำให้งานจัดการความรู้บรรลุเป้าหมายงานในทุกระดับได้เร็วยิ่งขึ้นครับ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal">ที่จริงส่วนใหญ่เราก็ทำอยู่แล้วครับ โดยธรรมชาติ แต่ผมลองมาสะกิดดูให้เกิดแบบ ตั้งใจ นะครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2.25pt" class="MsoNormal"></p>  ขอบคุณมากครับ