...ที่เขาว่าอาชีพครูกับนักแสดง มีธรรมชาติคล้ายกันนั้น ดิฉันเพิ่งมาเข้าใจตอนแก่นี่เอง..

(18)

 

 

 

 

การฝึกให้เด็กฉลาด  มีอยู่หลายวิธี  วิธีหนึ่งที่น่าสนใจ คือการฝึกให้สงสัย  เมื่อเด็กสงสัย และคิดแย้ง เขาก็จะเกิดคำถามในใจ  หากคิดค้นต่อไป  เขาก็จะได้อาจจะได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือเหมาะสม

 หากเราฝึกให้เขารู้จักตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง  เหมาะสม  เด็กก็จะเกิด ทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร  แถมมาด้วย

 

กรณีศึกษาที่ 2 ความเชื่อกับความจริง

กิจกรรมที่ 2.2 :...ประวัติศาสตร์จริงไหม?


(อันนี้ต้องเรียนชี้แจงก่อนว่า ดิฉันตั้งคำถามเฉพาะนี้ เพื่อให้เด็กฝึกวิธีคิดนะคะ มิได้มีเจตนาจะลบหลู่ความรู้นี้แต่อย่างใด )

จุดมุ่งหมาย


1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงวิเคราะห์
2. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงสังเคราะห์
3. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล
4. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการพูดและการเขียนนำเสนอด้วยการใช้เหตุผล
5. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร

ขั้นตอนกิจกรรม

1. ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่การฟังอย่างมีสมาธิ
2. ผู้สอนตั้งคำถามโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการโน้มน้าวใจให้คิดวิเคราะห์
3. ผู้สอนพูดให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนโดยจงใจให้เกิดการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกข้าง
4. ผู้สอนพูดเรื่องๆหนึ่งให้ผู้เรียนฟังและให้ผู้เรียนเขียนสรุปประเด็นที่ได้ฟัง
5. ผู้สอนพูดโน้มน้าว ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงผลจากการจับประเด็นการฟังที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกข้างเสียใหม่
6. ผู้สอนพูดสรุปผลของการทำกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร


กระบวนการกิจกรรม

1. ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่การฟังอย่างมีสมาธิ

1.1 จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะต่อสื่อสารแบบโน้มน้าวใจ และการตั้งคำถามให้เลือกข้าง ต้องขอให้ทุกคนปิดเสียงโทรศัพท์ ต้องลุ้นด้วยความหวังว่าจะไม่มีใครมาหาหน้าห้องในขณะที่เด็กทั้งห้องกำลังตั้งสมาธิ ห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยดิฉันส่วนมากเป็นห้องเรียนธรรมดาที่ใช้พัดลม ถ้าปิดประตูห้องจะเกิดความรู้สึกเหมือนถูกปิดกั้น ทำให้เกิดความอึดอัด และถ้าไม่ปิดประตูห้อง ก็ต้องลุ้นอย่างที่ว่า


2. ผู้สอนตั้งคำถามโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการโน้มน้าวใจให้คิดวิเคราะห์


2.1 ตั้งคำถามเด็กๆว่าประวัติศาสตร์ที่เธอเคยรู้มานั้น เธอคิดว่าจริงไหม?

ดิฉันต้องพูดโน้มน้าวใจให้เธอได้ข้อมูลทั้งฝ่ายที่น่าเชื่อถือและฝ่ายที่น่าสงสัย และต้องสื่อสารกับเด็กๆอย่างเป็นธรรมชาติ .....อ่านสคริปต์ไม่ได้ ขั้นตอนนี้ต้องใช้สมาธิมาก และต้องจำและจัดลำดับใจความที่จะพูดให้แม่นยำ ต้องเดินไปมาระหว่างสองฝั่ง ต้องพูดเหมือนเป็นคนสองคนที่มีความเห็นต่างกันสุดขั้ว ที่สำคัญ คือต้องลุ้นว่าขอให้มีเด็กกล้าคิด อย่าเชื่อสนิทเมื่อครูพูดโน้มน้าว

ที่ผ่านมาดิฉันพูดผิดพูดถูกมานับสิบนับร้อยครั้ง ล้มเหลวบ้าง ได้ผลนิดหน่อยบ้าง นึกว่าไม่ได้ผลแต่กลับได้ผลบ้าง
(อย่างหลังนี่ทำให้ดีใจชะมัด แต่นานน้าน..น จะฟลุกสักที)

...ที่เขาว่าอาชีพครูกับนักแสดง มีธรรมชาติคล้ายกันนั้น ดิฉันเพิ่งมาเข้าใจตอนแก่นี่เอง..

3.ผู้สอนพูดให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนโดยจงใจให้เกิดการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกข้าง


3. 1 หลังจากเห็นว่าเธอกำลังงงๆได้ที่ (คือกล่าวเป็นวิชาการว่า กำลังใช้ความคิด) ก็ให้เธอตัดสินใจเลือกข้างแยกจากกันเป็นเด็ดขาด

เช่นพวกที่เชื่อว่าจริงให้ไปทางซ้าย ถ้าเชื่อว่าไม่จริงให้ไปทางขวา ไม่ให้มีพวกครึ่งๆกลางๆ ตอนนี้เธอก็จะเก็บข้าวเก็บของย้ายที่นั่งกันอุตลุด
(ขั้นตอนนี้ถือเป็นโอกาสในการฝึกจิตสำนึก ให้เธอยกเก้าอี้อย่างมีมารยาท เร็วและเงียบ ไม่ให้ลาก ไม่ให้ทำเสียงดังรบกวนห้องอื่นเด็ดขาด)

3.2 คราวนี้ต้องพูดโน้มน้าวเธออีกทีเพื่อตบท้ายให้ป่วนได้ที่ อย่าให้ใครได้นั่งเป็นสุขเลยสักรายเดียว ถ้าเด็กคิดตาม เธอจะทำท่าผุดลุกผุดนั่ง โดยเฉพาะคนที่ขี้สงสัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เธอจะรีบย้ายไปอยู่อีกฝั่ง ดิฉันกะว่าให้เธอย้ายที่นั่งข้ามฟากสักคนละสองรอบพอเหงื่อซึม แล้วก็บอกเธอว่า


....นี่แหละคืออิทธิพลของความเชื่อ มันจะแยกคนออกเป็นอย่างน้อยสองฝ่ายเสมอ....


( ถึงตอนนี้เธอก็มักจะเฮกันทุกที เพราะในหนึ่งห้องจะให้คิดเหมือนกันทุกคนนั้นเป็นไปได้ยาก ที่สุดแล้วเธอก็ต้องนั่งแยกกันเป็นสองฟากจนได้)

4. ผู้สอนพูดเรื่องๆหนึ่งให้ผู้เรียนฟังและให้ผู้เรียนเขียนสรุปประเด็นที่ได้ฟัง


4.1 จากนั้น ต้องหาเรื่องซับซ้อนอะไรสักเรื่อง มาพูดให้เธอฟังเพื่อจับใจความสำคัญ (เอาแบบที่คนพูดเองยังงง  ) กะว่าประมาณสักสามสี่นาที แล้วให้เธอแต่ละคนเขียนจับประเด็นออกมาให้ได้ และจับเวลาการบันทึกประเด็น ไม่ควรเกินสองนาที คืออย่าให้เธอทันตั้งตัวได้

4.2 เมื่อเสร็จแล้ว ก็ให้เธอส่งตัวแทนออกมาอ่านสิ่งที่บันทึกได้ให้เพื่อนฟังหน้าชั้น (ผลก็ออกมาเหมือนกันทุกครั้ง ว่าเธอจับประเด็นไม่ตรงกัน)

5. ผู้สอนพูดโน้มน้าว ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงผลจากการจับประเด็นการฟังที่แตกต่างกัน กับมุมมองเรื่องประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกข้างเสียใหม่

5.1 ดิฉันจึงบอกเธอว่า.... (อันนี้ต้อง ล็อกสคริปต์นะคะ)

เด็กๆเริ่มฟังครูพูดพร้อมกัน และจบพร้อมกันนะคะ.
สิ่งที่คุณฟังผ่านไปแล้วมันก็กลายเป็นอดีต..!.
อดีตที่ผ่านไปนานๆ ......มันก็กลายเป็นเป็นประวัติศาสตร์.
คุณฟังพร้อมกัน จบพร้อมกันแท้ๆ แต่เขียนออกมาไม่เหมือนกันสักคนเดียว..
...แล้วประวัติศาสตร์ล่ะ?....

แล้วเธอก็จะเฮละโลเปลี่ยนข้างพร้อมกับวิพากษ์กันสนั่นหวั่นไหว.. ดิฉันนึกขำตัวเองในใจ เพราะสอนทีไรทำเด็กเวียนหัวทุกที....

(ส่วนเด็กฉลาดบางคนนั้น เชื่อว่าเธอรู้เท่าทันแล้วว่าดิฉันจะสอนอะไรตั้งแต่ยังไม่ทันสอน แต่เธอมีมารยาทพอที่จะปล่อยให้ครูฝึกเพื่อนๆจนเสร็จสิ้นกระบวนการ)

6. ผู้สอนพูดสรุปผลของการทำกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร

การอธิบายให้เชื่อมโยงกับการรู้เท่าทันการสื่อสาร

1. ประเด็น ความเชื่อกับความจริง

ดิฉันบอกเธอสั้นๆว่า สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เสมอไป. จงรู้เท่าทันการสื่อสาร.อย่าเชื่ออะไรง่ายๆไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามผ่านเข้ามาในชีวิต ...จงคิดให้ดีเสียก่อนที่จะเชื่อ....
(ที่พูดสั้นๆเพราะหมดมุข ข้อคิดที่เด็กๆบางคนเขียนเองหลังจากที่เขาได้เห็น ได้รู้สึกด้วยตนเอง ดูดีมีระดับกว่าของดิฉันเยอะ)

2. ประเด็น การรู้เท่าทันการนำเสนอข่าว

กิจกรรมนี้อาจพอจะทำให้ เด็กๆเข้าใจเป็นเบื้องต้น ว่าไม่มีใครสามารถจะรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือมองเห็นความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ครอบคลุมทั้งหมดได้ คนแต่ละคนหรือสื่อแต่ละสื่อก็มีข้อจำกัดในการมอง มีมุมมอง(ความเห็น) มีวิธีมองความจริง และมีวิธีเลือกข้อมูลหรือความจริงมานำเสนอ แตกต่างกันไป

(ดิฉันยกตัวอย่างคนมีตาสองตา เราเห็นข้างหน้า เห็นข้างๆ แต่ไม่มีวันที่จะมองเห็นข้างหลังด้วยในเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกัน สิ่งที่แต่ละคนเลือกจ้องและเพ่งอย่างจดจ่อ ก็อาจมิใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป)

ข่าวหนึ่งข่าว ที่สื่อนำเสนอ จึงไม่สามารถครอบคลุมความจริงแท้ของเรื่องนั้นทั้งหมด แต่เป็นประเด็นที่ถูกเลือกขึ้นมานำเสนอ ดังนั้น  ผู้รับสารก็ควรฝึกรับสารอย่างมีวิจารณญาณด้วย (อันนี้ใช้ฝึก media literacy ได้)

การสะท้อนความคิดและวิธีคิด

หากเป็นเด็กๆนิเทศศาสตร์ดิฉันก็ให้เขียนข้อคิดและแสดงความคิดเห็นกันจนหูตาลาย (คือเธอบ่นว่าพวกหนูเวียนหัวตาลายตั้งแต่ตอนเลือกข้างวิ่งไปวิ่งมาแล้ว)... ถ้าเป็นเด็กๆเอกครูภาษาไทย ดิฉันก็ให้เธอแต่งกลอนเป็นอาจิณ หลายคนมีความถนัดและแต่งกลอนเก่งมาก ได้กลอนคมๆน่าอ่านมาแปะข้างตู้อีกหลายบท

ผลการฝึกทักษะชุดนี้

1. เด็กๆไม่ยอมเชื่อดิฉันง่ายๆอีก     *_* 
2. เธอจะช่างซัก ช่างสงสัยมากขึ้น
3. ดิฉันคิดเอาเองว่า เธอเริ่มจะรู้เท่าทันความเชื่อ และจะค่อยๆเข้าใจวิธีประกอบสร้างความจริง
4. สำหรับเด็กๆ นอกจากเธอจะไม่กล่าวชมดิฉันแต่อย่างใดแล้ว เธอยังไปบอกรุ่นน้องต่อๆกันว่าอาจารย์แกสอนแปลกๆ สอนไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็ตรงกับที่เพื่อนบ่นว่า เธอนี่สอนแปลกพิลึก..! ....เฮ้อ...!