ถึงเวลาของบันทึกการเสวนาในแบบนอกกรอบ กับรสชาติที่แตกต่างครับ

<p>
ขอยืมภาพนางแบบ (ดญ.ชาสิลา) จากพี่เมตตา ใน เสวนาจานส้มตำ ๑๖ :</p>

กลับมาพบกับเวทีเสวนาที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในประเทศไทยอีกครั้ง จากตลาดสดทุ่งนาทอง กาฬสินธุ์
กับประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจของเด็กตลาดโต้รุ่งที่วันนี้ ย้ายวงมานั่งกินส้มตำที่ตลาดสดแห่งนี้

คู่สนทนา 1 : ได้อ่านบันทึกใน gotoknow ของหนูนิด ที่บอกว่าเป็นน้องใหม่ในวงการแล้วอึ้งเลย นึกไม่ถึงว่าคนในภาคราชการจะมีความตั้งใจจริงในงานพัฒนาถึงเพียงนี้

<h2>

คู่สนทนา 2

: ถือว่าเป็นข้อดีของ blog ที่ทำให้ได้สัมผัสถึงความคิด ความรู้สึกของคนในภาคราชการได้ แต่คนทั่วไปไม่ค่อยได้รับรู้ว่าภาคราชการมีความจริงใจแค่ไหน ไม่เคยเห็นใครเขียนบันทึกออกมาแบบนี้ เค้าคงคิดว่า คงไม่มีใครอยากรู้ว่า ภาคราชการคิดเห็นอย่างไร หรือบางที เค้าอาจจะไม่ได้คิดอย่างนี้ก็ได้</h2>
คู่สนทนา 1 : หนูนิดเขียนเก่งมากๆ อยากจะเขียนได้แบบนี้มั่ง แต่เขียนไม่ออกจริงๆ

คู่สนทนา 2 : เห็นเค้ามาเขียนความเห็นในบันทึกของนายบอน ประมาณว่า ท้าให้พวกเราโผล่เข้าไปเขียนใน gotoknow มั่ง พี่อำนาจ น.เมืองสรวง ก็เคยถามว่า เข้ามาเขียนใน gotoknow หรือยัง และยังวิเคราะห์ไว้ด้วย ว่า เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องหลัก เลยทำให้ไมได้เข้ามาเขียนอะไรใน gotoknow ได้สักที

<div class="picture">P</div>

คู่สนทนา 1 : กว่าจะเข้ามาอ่าน blog ได้ก็ยากพอสมควรแล้ว ถ้าจะให้เขียนคงต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกสักนิด

คู่สนทนา 2 : คงจะยากเหมือนกันนะ เพราะคนที่เขียน blog แต่ละคนเรียนสูงกว่าพวกเราทั้งนั้น อาชีพ หน้าที่การงาน เกี่ยวข้องกับการอ่าน การเขียนอยู่ทุกวัน แต่วิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ได้อ่านเพียงแค่หนังสือพิมพ์ เขียนรายรับรายจ่ายซื้อขายข้าวของในสมุดจดเท่านั้น จะเขียนแต่ละที ยากเหมือนกัน ถ้าให้พูดออกมาให้ฟังแล้ว สบาย ใครก็พูดได้

นายบอน  : หนูนิดมีพื้นฐานดี และสั่งสมความคิด ประสบการณ์ต่างๆมาเรื่อยๆ ทำให้สามารถที่จะกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆออกมาได้ เป็นนักอ่านหนังสืออีกด้วย เก็บสะสมข้อมูลมาเรื่อยๆ รวมทั้งเป็นนักคิด นักฝัน จึงเขียนอะไรออกมาได้ง่ายดาย แต่ถ้าหนูนิดไปบอกให้ชาวบ้านเรียนจบ ป.6 มาเขียนบันทึกแบบเธอมั่ง จะกลายเป็นเรื่องยากไปทันที แต่ถ้าให้พูดออกมาแทนล่ะก้อ จะสบายมากๆ


คู่สนทนา 1 : จริงด้วย พื้นฐานนั้นสำคัญมากๆ นั่งอ่านบันทึกหลายเรื่องใน gotoknow อ่านแล้วไม่รู้เรื่องเลยว่า เค้าคุยอะไรกัน คงเป็นเพราะพื้นฐานความรู้ไม่มีเท่าคนอื่นเขา อ่านๆไปยังรู้สึกว่า เหมือนเป็นคนละชนชั้นกับชาว gotoknow ส่วนใหญ่

คู่สนทนา 2 : อยากเขียนได้แบบที่นายบอนนำคำพูดที่พวกเราพูดคุยไปถ่ายทอดในเสวนาจานส้มตำจัง แต่ก้ได้แค่พูดออกมา แต่เขียนไม่ได้

คู่สนทนา 1 : คงต้องเรียนรู้อีกนานกว่าที่จะมานั่งเขียนบันทึกได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าให้พูดแล้วมีคนมาช่วยพิมพ์ ช่วยเขียนให้ แม้แต่พ่อใหญ่ที่บ้านก็สามารถที่จะถ่ายทอดความคิดผ่านบล็อกได้ทุกคน

คู่สนทนา 2 : อ่านบันทึกที่พิมพ์ออกมาจาก blog หมอดินของหนูนิดแล้ว ประทับใจมาก ดูเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง และกล้าลุยทำงานดีเหมือนกัน

คู่สนทนา 1 : คิดได้ยังไงหนอ ให้การบ้านตาเหรียญ ให้ไปอ่านหนังสือก่อร่าง สร้างฝัน แล้วยังให้ข้อคิดที่โดนใจว่า “…..ดูซิทั้งๆ ที่ตัวเค้าไม่ได้อาศัยอยู่ในชุมชนของเขาเลย  ตัวเค้าทำงานอยู่ที่ชลบุรี เค้าทำได้ยังไง เค้าปลูกฝังแนวคิด กันยังไง………..”  อิจฉาที่หนูนิดมีโอกาสได้ไปพบพี่อำนาจ และได้รับการถ่ายทอดแนวคิดแบบเต็ม 2 หู

คู่สนทนา 2 : เก่งเหมือนกันที่หนูนิด สามารถจับหัวใจของตาเหรียญออกมาเขียนในบันทึกได้ ที่บอกว่า “….
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักท้อแท้และเหน็ดเหนื่อยหรอกค่ะ ไหนจะงานที่บ้าน และงานของส่วนรวม  จึงได้ทำการกระตุ้นลักษณะนี้แหละค่ะ แต่ไม่ใช่ให้แค่บันทึกนี้บันทึกเดียวนะค่ะ บันทึกที่มีคำชมมา หรือว่าสนใจใคร่รู้ ก็ให้ตาเหรียญอ่านเหมือนกันค่ะ….”

คู่สนทนา 1 : แต่นายบอนแน่กว่า เขียนความคิดเห็นกระทุ้งซะยาวเหยียด เปิดช่องให้หนูนิดได้พูดถึงความคิดที่ยังไม่ได้สื่อสารออกมา  ต้องพยายามแคะๆออกมา ไม่งั้นจะออกมาไม่หมด คนอื่นอ่านบันทึกแล้ว อ่านจบพูดชมให้กำลังใจ แต่การที่จะมีใครแคะแกะออกมาได้อีก ต้องเจ๋งมากๆ

นายบอน : ความจริงไม่ได้แคะนะ มองเหมือนมาม่าหมูสับต่างหาก ถ้าไม่สับเนื้อให้ละเอียด  จะทำให้เคี้ยวเนื้อที่เหนียวๆยาก ต้องคนที่ฟันแข็งแรงเท่านั้น ถึงจะเคี้ยวเนื้อชิ้นนั้นได้ แต่ถ้าสับให้ละเอียดขึ้น เคี้ยวง่าย กลืนง่าย ใครก็สัมผัสถึงรสชาติของเนื้อชิ้นนั้นได้ แต่หลายคนที่ทำอาหาร (เขียนบันทึก) มักจะปรุงอาหารในแบบที่ตัวเองถนัด คนที่กินอาหารจานนั้นบ่อยๆ ย่อมจะกินได้ไม่ยาก แต่คนที่ไม่ค่อยได้กิน อาจจะเคี้ยวยากสักหน่อย

คู่สนทนา 1 : ใน gotoknow มีคนคอยให้กำลังใจแบบ KM เยอะอยู่แล้ว อ่านๆไป ส่วนใหญ่พากันระดมให้กำลังใจกันเพียบ ถ้าเป็นผมคงจะลอยสูงขึ้นๆๆๆๆ ไม่ติดดิน ถ้ามีใครสักคนกระทุ้งให้กลับมายืนบนพื้นดิน ไม่ให้ล่องลอยออกไปสู่ท้องฟ้าบ้าง ย่อมดีไม่น้อย

<h2>

คู่สนทนา 2

: กำลังใจนั้น ใครๆก็เติมให้ได้ แต่ความเข้มแข็งในจิตใจ นั้น ยากเหลือเกินในการเติมเต็ม ชัยชนะที่สำคัญนั้น คือ การชนะใจตนเอง</h2>
คู่สนทนา 1 : เมื่อหนูนิดได้มาเจอตัวจริงเสียงจริง หรือ เอฟสองเอฟ (F2F) กับพี่อำนาจ พี่พนัส และพี่หนิงแล้ว จะช่วยแต่งแต้มเติมฝันต่อไปยังไง

นายบอน : ซื้อได้มั้ย คำว่า แต่งแต้มเติมฝันนี่ เพราะ ก่อร่าง สร้างฝัน เป็นคำที่คุณอำนาจใช้จนหลายคนคุ้นเคยแล้ว …  หนูนิดยึด หนังสือ ก่อร่าง สร้างฝัน ที่หนองสรวง เป็นแนวทางเริ่มต้น เพื่อสร้างแนวทางของตัวเอง แต่หนูนิด กับตาเหรียญ มีหลายอย่างที่ลงมือทำไปแล้ว ไม่น่าจะก่อร่าง สร้างฝันอีกแล้วล่ะ ต้องแต่งแต้มเติมฝัน

คู่สนทนา 2 : จะไม่ทำหนังสือ “แต่งแต้มเติมฝัน” ให้ตาเหรียญสักเล่มหรือ ในอนาคตอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนที่ได้อ่าน เกิดความคิด และแรงผลักดันในการทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมท้องถิ่นขึ้นมาได้บ้างนะ เหมือนก่อร่าง สร้างฝันเล่มเล็กๆ ที่ทำให้หลายคน และหนูนิด เกิดพลังและความตั้งใจในการสานฝันให้เป็นจริง

นายบอน
: ความจริงแล้ว ไม่ยากเลย ในการดึงความฝัน ความคิดต่างๆ ออกมาเรียบเรียงให้คนอื่นจับต้องสัมผัสได้ การดึงความคิด ความฝัน ความต้องการ จะทำให้ทั้งตาเหรียญและหนูนิด ได้ทบทวน ย้อนระลึกถึงผลงานที่ผ่านมา ได้ปลุกความฝันให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เกิดกำลังใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  อย่างน้อยเมื่อได้เรียบเรียงออกมาแล้ว ย่อมจะใช้เป็นเส้นทางในการเดินไปสู่จุดหมายที่วางไว้ได้ง่ายขึ้น เพราะคนที่ได้อ่าน จะช่วยเติมเต็มให้กำลังใจ แนวทางในการทำงานมาให้ จะมีคนมาร่วม แต่งแต้มเติมฝัน ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

<div class="picture"> PPP </div>

คู่สนทนา 1
: ยังไม่ตอบคำถามเลยว่า เมื่อหนูนิดได้มาเจอตัวจริงเสียงจริง หรือ เอฟสองเอฟ (F2F) กับพี่อำนาจ พี่พนัส และพี่หนิงแล้ว จะช่วยแต่งแต้มเติมฝันต่อไปยังไง

นายบอน : หนูนิดได้เขียนบันทึกสรุปเป็นเด็นปัญหาความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนบ้านกอกโคกไว้ 5 ประเด็นคือ

   1. กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดให้มีคุณภาพ
   2. การบริหารจัดการของกลุ่ม
   3. เครือข่ายการตลาด
   4. การอบรมเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถของผู้นำและสมาชิกในกลุ่ม
   5. การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

แล้วบอกว่า ข้อ 1-4 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามบทบาทหน้าที่เองตามขั้นตอน ส่วนข้อ 5 หนูนิดช่วยได้ ความจริงถ้ามองให้ดี ทุกอย่างก็เชื่อมโยงกันได้ทั้งนั้น เชื่อมโยงในส่วนที่สามารถทำได้  ถ้าเขียนใหม่ว่า

1. คุณอำนาจ แสงสุข (น.เมืองสรวง)
2. ตาเหรียญ
3. พี่พนัส- แผ่นดิน
4. พี่หนิง [email protected]
5.หนูนิด

หนูนิดคือ ข้อ  5 ได้รู้จัก พุดคุยทั้ง 4 คนแรก สนิทสนม ได้กินข้าวกับอีก 4 คนแรกมาแล้ว ในขณะที่ ทั้ง 4 คนแรก ยังไม่มีโอกาสได้กินข้าวร่วมกันทุกคน หนูนิด สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยน สอบถาม ขอกำลังใจ ปรึกษาหารือ จาก 1 ใน 4 คนได้ตามที่ต้องการ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีสิ่งที่หนูนิด ต้องการต่างกันไป  

<h2>ในเมื่อหนูนิดรู้จัก และเชื่อมโยงกับ 4 คนได้ แล้วไอ้ 5 ประเด็นนั่น ทำไมจะเชื่อมไม่ได้</h2>
คู่สนทนา 1 : แล้วนายบอนหายไปไหน ทำไมไม่ติดโผ 1 ใน 5

นายบอน : เป็นคนสับเนื้อหมูใส่มาม่าไงล่ะ คนอื่นๆจะไปหาเครื่องปรุงมาใส่ในชาม หั่นผัก เติมเครื่องปรุง จุดไฟ เติมฟืน

<h2> คู่สนทนา 2 :  พี่อำนาจให้แนวคิด ให้พลัง คำแนะนำอย่างเต็มที่กับหนูนิดไปแล้ว  ตาเหรียญคือ เป้าหมายที่หนูนิดพยายามทุ่มเทช่วยเหลือ พี่พนัส แผ่นดิน เป็นนักกิจกรรม ให้คำแนะนำ คำปรึกษาและอาจจะแนะนำให้นิสิตไปร่วมทำโครงการกับหนูนิดก็ได้ พี่หนิง DSS ก็พานิสิตพิการไปร่วมเติมเต็มศักยภาพได้เช่นกัน </h2>

คู่สนทนา 1 : ชอบคำพูดตาเหรียญที่ว่า “เฮาต้อง ซอยโตเฮาก่อน จนเฮาประสบความสำเร็จจริง ไผๆ กะเห็นกะฮู้ กันหมดทุกคน เมื่อนั้นเฮาค่อยไปขอความซอยเหลือจากทางราชการ แต่เฮาอย่าไปหวังเพิ่งเพิ่นหลาย โตเฮาเองต้องเพิ่งโตเอง เฮาต้องยืนอยู่ได๋ด้วยตัวเฮาเองก่อน “  ถ้าหนูนิดเปิดช่องให้พี่พนัสกับพี่หนิง ให้นิสิตมาทำโครงการอะไรสักอย่างร่วมกับชาวบ้านและตาเหรียญ จะได้ฝึกประสบการณ์ คิด แก้ไขปัญหาไปด้วย

<h2>คู่สนทนา 2 : อ่านในบันทึกเห็นพี่พนัส กะพี่หนิงจะพานิสิตไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนเม็กดำ และ ครูบาสุทธินันท์ก่อน กับพื้นที่ที่มีความพร้อมแล้ว ถ้าได้ประสบการณ์ วิธีคิดมาแล้ว ควรที่จะมาทำกิจกรรมในพื้นที่ของหนูนิดบ้าง กับพื้นที่ที่ยังไม่พร้อม ซึ่งนิสิตจะได้ออกแบบ คิด ทำ จากที่ที่ยังไม่พร้อม ได้เรียนรู้จากของจริงไปด้วย โดยมีพี่พนัส พี่หนิง คอยดูแล และขอคำแนะนำจากครูบา และอีกหลายๆท่านไปด้วย</h2>
นายบอน : โห อ่านขาดถึงขนาดนี้เลยหรือ (หมายถึง –มองไกล)

คู่สนทนา 2 : “ถ้าจะเลี้ยงไก่ อยากได้ไข่ ก็ต้องทำรังให้ไก่ไข่ก่อน“  หยิบความฝัน เป้าหมายของหนูนิด มาให้หลายคนช่วยคิด ช่วยกันสร้างรังให้ไก่ไข่ มากันหลายคน ย่อมจะสร้างรังได้เยอะขึ้น นิสิตของพี่พนัสและพี่หนิงที่ไม่เคยเลี้ยงไก่ ไม่เคยสร้างรังให้ไก่เลย จะได้มีโอกาสมาทำจากของจริง ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

คู่สนทนา 1 : แล้วคิดที่จะเชื่อมโยงหนูนิด ตาเหรียญ ไปยังท่านอื่นๆบ้างไหม นอกจาก น.เมืองสรวง พี่พนัส พี่หนิง DSS แล้ว

<h2> นายบอน : ตั้งใจไว้ว่า จะสอนหนูนิดเขียนแผนที่ความคิด ดึงความฝันออกมาวางไว้ตรงหน้า วิเคราะห์และสับๆๆๆๆๆ ให้ละเอียด จะได้กลืนง่าย เมื่อเขียนเป็นแผนที่ความคิด มองเห็นภาพรวมทั้งหมด แต่ละกิ่งของแผนที่ความคิด = เป้าหมาย หรือความฝันที่อยากลงมือทำนั่นเอง  สามารถที่จะแต่งแต้มเติมฝัน ต่อเติมกิ่งก้านของแผนที่ความคิดให้ยืดยาวออกไปได้อีก จากความคิด ของหนูนิด บวกกับความคิด มุมมองของหลายๆท่าน จะล้วงแคะแกะความคิดให้หลุดออกมาตรงหน้า  แล้วกลางเดือนมี.ค. ที่หนูนิดตั้งใจว่า จะร่วมเดินทางไปกับพี่พนัส และพี่หนิงนั้น  ก็เอาแผนที่ความคิดอันนั้นแหละ เอาไปด้วย เอาไปให้อีกหลายๆคน แต่งแต้มเติมฝันต่อไป... </h2>
คู่สนทนา 2 :ำทุกอย่างให้ประสานกันได้นี่เอง หนูนิดให้รายละเอียดต่างๆออกมา มาถึงพี่หนิง พี่พนัส เมื่อมองเห็นรายละเอียดแล้ว  ก็จะมีคำแนะนำ แนวทาง หรือถ้าอยากร่วมงานกัน ย่อมจะหาช่องที่จะเชื่อมโยงได้ทั้งนั้น  จะให้นิสิตลองฝึกวิเคราะห์โครงการ ออกแบบโครงการก็ย่อมได้ แม้ว่าจะไม่ได้ไปลงพื้นที่จริงๆ แต่การระดมความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย พี่พนัส และพี่หนิง จะได้โอกาสสอนเด็กให้ออกแบบ เขียน คิด โครงการได้ด้วย

นายบอน : โห อ่านขาดมากๆ

คู่สนทนา 2 :  ที่ตาเหรียญ  บอกกับหนูนิดว่า  “ตา ไม่เคยคิดเลยนะนิด  ชีวิตตาน่ะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนนึงจะได้มีวันนี้ ตาได้รับโล่พระราชทานฯ ตาไม่รู้จะหาอะไรเปรียบเทียบเลย มันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตา เป็นความภูมิใจที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  ตาก็เลยคิดว่า ตาจะทำงานเพื่อชาวบ้าน ต่อไป เพื่อในหลวง และเพื่อแผ่นดินต่อไป”

<h2>มีหลายคนที่อยากทำงานเพื่อ แผ่นดินถิ่นเกิด มี ความอดทนความพยายาม ถ้าทำให้คนที่คิดคล้ายกันมาเจอกัน การแต่งแต้มเติมฝัน จะสำเร็จมากยิ่งขึ้น</h2>




และนี่คือ เสวนาจานส้มตำครับ


อ่าน เสวนาจานส้มตำ  ตอนที่ผ่านๆมา