ผมลองแจกแจงดูว่า เอ๊ะ วิธีการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ของคนเรานี่ มีอยู่กี่แบบกันแน่ เมื่อมองโดยมุมมองของการวิเคราะห์ต้นทุน

มอง ๆ แล้วแจงเป็น 4 แบบ

ลองดูนะครับ 

แบบแรก ฉวยโอกาส

แบบนี้ต้นทุนใกล้เคียงศูนย์ เน้นของฟรี

โจรานุโจร โกงานุโกง จะอยู่ในกลุ่มนี้ 

พวกนี้ ลงทุน 1 จะเอา 1000 ขึ้น 

 

แบบที่สอง เก็งกำไร

แบบนี้ทำนิดเดียว แต่เล็งผลเลิศ

ตัวอย่างเช่น

ทำบุญนิดเดียว จะขึ้นสวรรค์

นักเล่น futures ที่เป็น risk-takers ก็อยู่กลุ่มนี้

ผู้บริหารบางคน ก็เป็นกลุ่มนี้ คือไม่ยอมลงทุนพัฒนาคนพัฒนางาน แต่จะรีดผลงานเยอะ ๆ จากผู้ใต้บังคับบัญชา

พวกนี้ ลงทุน 1 จะเอา 10 ขึ้น

กลุ่มหนึ่งกับสองนี่ บางครั้งดูคล้ายกันมาก

เช่น สมมติผมบริหารเงินทุนวิจัย ทุนละ 1 ล้านบาท

ผมอาจหวังผลว่า ใครก็ตาม รับทุนไปแล้ว จะวิจัยเรื่องสุดยอดออกมาราวกับรับทุนระดับร้อยล้านบาท

ความแตกต่างคือ ถ้าผมเป็นแบบกลุ่มหนึ่ง  ผมจะคาดหวังว่าต้องได้ผลตามคาด

แต่ถ้าผมเป็แบบกลุ่มสอง จะมองแบบไม่โหดมาก แม้จะยังเล็งผลเลิศก็ตาม

 

แบบที่สาม ลงทุน

พวกนี้ จะเป็นพวกทำอย่างแฟร์ ๆ ไม่เอาเปรียบ และไม่ยอมเสียเปรียบ

พวกนี้จะเป็นเหมือนคนทำสวน ปลูกอะไร ก็หวังจะได้ผลอันนั้นโดยไม่คาดหวังผลผิดธรรมชาติ

กลุ่มนี้ ลงทุน 1 อาจเอาแค่ 2 หรือ 3 หรือแม้แต่ได้ 1.1 ก็รับได้

 

แบบที่สี่ ทำทาน 

จะเป็นพวกใจกว้าง ไม่จู้จี้ ลงทุนมากแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่หวังผล หรือทำไปทั้งที่รู้ว่าไม่เกิดประโยชน์ เอามันส์เข้าว่า หรือเอาหน้าไว้ก่อน

กลุ่มนี้ ลงทุนแล้วไม่หวังว่าจะได้คืน หรือได้คืนเท่าไหร่ก็ช่าง

 

ฟังดูเหมือนเป็นการแบ่งประเภทผู้บริหาร แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่

วิธีที่เราจัดการเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ดูให้ดี ๆ ก็วนเวียนอยู่ในสี่แบบนี้ เช่น อยากมีสุขภาพดี เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไร

กลุ่มนักฉวยโอกาส ก็อาจใช้วิธีคิดเข้าข้างตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่า เฮ้ย ไม่ใช่ข้าแน่ ที่จะเจ็บป่วยในห้าปีจากนี้ จะไม่ยอมออกไปถูกลมหรือเหงื่อหยดเด็ดขาด

คือลงทุนด้วยการ "คิดฝัน" 

กลุ่มนักเก็งกำไร ก็อาจใช้วิธีบรรยายให้คนอื่นเห็นคุณานุประโยชน์ของการออกกำลังกาย หวังว่ากุศลจะส่งให้ตัวเองแข็งแรง หรือปีนึงออกกำลังกายสักนิดนึง เผื่อยมบาลใจอ่อน ยอมผ่อนผันเป็นพิเศษ

ถ้าเป็นกลุ่มนักลงทุน ก็จะไปออกกำลังกาย และทำอีกหลายอย่างที่คนทั่วไปพึงกระทำ

กลุ่มนักทำทานก็คือ ไปแข่งวิ่งมาราธอนซะทุกงาน ทุกรอบ คือทำแบบเกินพอดีแบบไม่หวังผลเรื่องสุขภาพให้มากไปกว่าที่เป็นอยู่เดิม

ทั้งสี่แบบนี้ ผมเชื่อว่าล้วนมีอยู่ในตัวเรา มากบ้าง น้อยบ้าง ตามจริต ตามกมล

แต่จะยอมรับหรือเปล่าเท่านั้นแหละ