ดิฉันเงื้อง่ามานานแล้ว ไม่ฟันสักที วันนี้ได้ฤกษ์เบิกโรง อาศัยช่วงที่ความร้อนแรงเรื่องออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนเรศวร เริ่มซาซาลง  ขออาสาเป็นหน้าม้าข้างฝ่ายพนักงานมหาวิทยาลัย ชี้แจงแถลงไขความในใจดังนี้ค่ะ


สถานภาพของมหาวิทยาลัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยนเรศวรในปัจจุบัน

          มหาวิทยาลัยนเรศวร  เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่เป็นส่วนราชการจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓    เป็นมหาวิทยาลัยใหม่ในส่วนภูมิภาค ตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศ  นับจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙  มหาวิทยาลัยนเรศวรมีอายุเพียง ๑๖ ปี

          ตามนโยบายการกำหนดอัตรากำลังภาครัฐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒  ซึ่งมีเป้าประสงค์ที่จะลดจำนวนข้าราชการลงผนวกกับมาตรการยุบเลิกอัตราข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ  มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้รับจัดสรรอัตรากำลังจากส่วนกลาง เป็นตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยแทนตำแหน่งข้าราชการ เพื่อการบรรจุบุคลากรทุกประเภทเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นอาจารย์ และเจ้าหน้าที่นับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน
 มหาวิทยาลัยนเรศวรมีบุคลากรที่เป็นข้าราชการ จำนวนทั้งสิ้น  ๖๘๕ คน  ลูกจ้างประจำ ๑๐๒  คน  และพนักงานมหาวิทยาลัย  ๑,๖๑๘ คน  คิดเป็นร้อยละ ๒๘.๔๘   ๔.๒๔  และ  ๖๗.๒๗ ของจำนวนรวมตามลำดับ  ทั้งนี้  สัดส่วนของจำนวนข้าราชการและลูกจ้างประจำ ต่อ จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัย ลดลงเป็นลำดับทุกปี (ข้อมูล ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙)

          อย่างไรก็ตาม พนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของมหาวิทยาลัย  ต่างตกอยู่ในสภาพไม่มั่นคงในอาชีพการงาน  ทั้งนี้ก็เพราะบุคลากรกลุ่มนี้ปฎิบัติงานภายใต้พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓  ในขณะที่ พ.ร.บ. ดังกล่าว ไม่มีข้อกำหนดใดใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลประเภทนี้เลย  หรืออีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า พนักงานมหาวิทยาลัยเป็นบุคคลที่ไม่มีกฎหมายรองรับนั่นเอง  ดังนั้นในหลายๆ กรณี  กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ใช้บังคับเพื่อการบริหารงานบุคคลในส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัย  จึงยังไม่ครอบคลุม   บางส่วนถูกเลือกปฏิบัติและขาดความเป็นธรรม ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับถัดไป

ปัญหาการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยและ
วิกฤตเสถียรภาพพนักงานมหาวิทยาลัยในระบบราชการ

          ทั้งที่ทิศทางการดำเนินนโยบายในระดับประเทศเตรียมพร้อมให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบในทุกวิถีทาง  แต่การที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยดังกล่าว    ทำให้มหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค ดังเช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร  ประสบกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “ อาจารย์ ”  ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินงานตามภารกิจของมหาวิทยาลัย   เพราะมหาวิทยาลัย ไม่อาจรับประกันอัตราค่าตอบแทนต่างๆ  หรือสิ่งเอื้ออำนวยหลักประกันความมั่นคงในการจ้างงาน เพื่อจูงใจบุคคลให้มาเป็นอาจารย์ได้อย่างเต็มที่และชัดเจน  สิ่งนี้ จึงเป็นเหตุผลประการแรกที่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของบุคลากร และส่งผลต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก

          เมื่อการรับและคัดเลือกบุคลากร เป็นไปตามวิถีข้างต้น  จึงเกิดสภาพการณ์ที่ทำให้มหาวิทยาลัยจำต้องจัดระบบบริหารงานบุคคลคู่ขนานกัน 2 แบบ  คือแบบข้าราชการ ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓ และแบบพนักงานมหาวิทยาลัย โดยออกเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยที่ไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย   ซึ่งบางอย่างก็เทียบเคียงให้เหมือนกับข้าราชการได้  บางอย่างไม่อาจเทียบเคียงได้ก็เกิดความเหลื่อมล้ำกันบ้าง  และบางอย่างยังไม่เกิดปัญหา ก็ยังไม่ได้วางระบบ ระเบียบไว้รองรับแต่อย่างใด  ทั้งที่หลายกรณี  บุคลากรทั้ง ๒ ประเภท มีสถานภาพที่ไม่แตกต่างกันเลย  คือ เป็นอาจารย์เหมือนกัน เป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกัน  กระบวนการบริหารงานบุคคลอย่างนี้ล้วนกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบซึ่งกันและกันโดยตลอด  ตั้งแต่ เรื่องเล็กน้อย  เช่น การแต่งกาย  (ชุดปกติขาว-สูท-ชุดไทย)  การออกหนังสือเดินทางไปราชการต่างประเทศ  การให้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดค่าบริการต่างๆ (ถ้าแสดงบัตรข้าราชการจะลดพิเศษ)ไปจนถึงเรื่องสำคัญๆ ที่กระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร  เช่น   การพิจารณาความดีความชอบ  สวัสดิการและผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ  เป็นต้น 

          สำหรับวิกฤตเสถียรภาพ  และความไม่ชอบธรรม ที่เกิดแก่พนักงานมหาวิทยาลัยเฉพาะส่วนบุคคลนั้น มีหลายประการ ดังจะยกเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้ต่อไปนี้

  1. พนักงานมหาวิทยาลัย มีความรู้สึกไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพการงาน  เกรงว่าอาจถูกเลิกจ้าง หรือลดเงินเดือน หรือถูกปรับเป็นลูกจ้าง วันใดวันหนึ่งก็ได้หากมหาวิทยาลัยไม่ออกนอกระบบ หรือไม่มี พ.ร.บ. รองรับ
  2. พนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีสิทธิ์เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งของตนและครอบครัวจากรัฐดังเช่นข้าราชการ แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคมเองเพื่อให้ได้สวัสดิการรักษาพยาบาลที่มีข้อจำกัดมาก อาทิ ไม่ครอบคลุมไปถึง พ่อ แม่  จำกัดเฉพาะการรักษา / ยา พื้นฐาน  จำกัดให้รับบริการได้เฉพาะสถานพยาบาลที่กำหนด ฯลฯ  ไม่ต่างไปจากลูกจ้างบริษัทเอกชนทั่วไป
  3. พนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีกองทุนบำเหน็จ บำนาญ  หลังเกษียณอายุราชการ
  4. พนักงานมหาวิทยาลัย ไม่มีสวัสดิการค่าเช่าบ้าน และค่าเล่าเรียนบุตร
  5.  การขาดสิทธิของพนักงานมหาวิทยาลัยตามข้อ 2  3  และ 4   ในขณะที่ข้าราชการซึ่งเป็นบุคลากรประเภทเดียวกัน ได้รับสิทธิดังกล่าว ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องจากบุคคลภายนอก  และทำให้พนักงานมหาวิทยาลัยถูกเลือกปฏิบัติ เพราะบุคคลภายนอกมองว่า  สิทธิประโยชน์ต่างๆ  แสดงถึงฐานะทางสังคมของข้าราชการมีเกียรติควรแก่การเคารพนับถือมากกว่า ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยมีฐานะเสมือนพนักงานบริษัท
  6. มหาวิทยาลัยประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย เข้มข้น และเข้มงวด ตามรอบเวลาที่กำหนด  พนักงานมหาวิทยาลัยต้องเขียน Portfolio ต้องคำนวณภาระงานเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อประกันคุณภาพของงานตามระบบราชการในแนวปฏิรูป  ในขณะที่ข้าราชการไม่มีข้อกำหนดให้ดำเนินการดังกล่าว ดังนั้น จึงก่อให้เกิดความลักลั่นในการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาความดีความชอบประจำปี  ปลุกกระแสความไม่สามัคคีปรองดองกันได้ง่าย
  7. ระบบการพิจารณาความดีความชอบของ กพร. ก็เช่นกัน ที่ทำให้ขวัญและกำลังใจในการทำงานของบุคลากรส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยนเรศวร  ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (รวมทั้งลูกจ้างชั่วคราว)  ถดถอยลงอย่างมาก  ทั้งนี้เพราะ กพร. กำหนดให้ปันผลรางวัลตามผลการปฏิบัติราชการประจำปีของมหาวิทยาลัย  แก่บุคลากรที่เป็นข้าราชการเท่านั้น พนักงานมหาวิทยาลัยจึงเป็นดังเช่นบุคคลนอกกฎหมาย ที่สร้างผลงานไร้ความหมาย
  8. ในไม่ช้า พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ (อาจารย์) ของมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ดังเช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีอายุการทำงานไม่นานนัก ก็จะทยอยถึงเวลาแห่งการประเมินผลงานทางวิชาการ เพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ เป็น ผศ.  รศ.  ศ. ตามลำดับ  ทำนองเดียวกัน พนักงานมหาวิทยาลัยสายบริการ  ก็ต้องการความก้าวหน้า เป็นผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญ  ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ  ดังเช่นข้าราชการสาย ข และ ค  หากมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถสร้างกฎ กติกา ที่เป็นที่ยอมรับ  เพื่อรองรับหนทางความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพต่างๆ  แก่พนักงานมหาวิทยาลัยเหมือนข้าราชการอย่างชัดเจน  ก็จะเป็นผลเสียต่อการพัฒนาบุคลากรในภาพรวมของทั้งมหาวิทยาลัย  และมีผลพวงต่อเนื่องไปถึงคุณภาพของมหาวิทยาลัย

ข้อเสนอแนะต่อการแก้ปัญหาการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยและวิกฤตเสถียรภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยในระบบราชการ

  1. คณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรเร่งรัดการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ที่มีรายละเอียดครอบคลุมหลักการกลางที่รัฐบาลกำหนด  เพื่อให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  เพราะมหาวิทยาลัยจะได้มีความชอบธรรมในการจัดระบบบริหารงานบุคคล  การบริหารการเงินและงบประมาณ  และอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน อย่างเหมาะสมตามบริบท  วิสัยทัศน์  ปรัชญาของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จะสะสมมากขึ้นจนยากที่จะสะสาง
  2. คณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรผลักดันให้รัฐบาลกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เกี่ยวกับงบประมาณที่จะจัดสรรให้กับมหาวิทยาลัย เมื่อออกนอกระบบในกรณีที่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยใหม่ ที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค  และเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ ที่มีทางเลือกให้กับการศึกษาอย่างหลากหลาย ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ  แต่ยังขาดแคลนทั้งกำลังคนและทรัพยากรเกื้อหนุนต่างๆ ในขณะที่ต้องแบกรับภาระการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวมีเศรษฐานะต่ำกว่าคนในเมืองหลวง  อีกทั้งต้องเป็นที่พึ่งทางวิชาการแก่ชุมชนและสังคม  ช่วยพัฒนาสังคมในภูมิภาคใกล้คียงให้เข้มแข็งมีสุขภาวะที่สมบูรณ์  มีศักยภาพที่จะแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ  ภารกิจที่หนักอึ้งดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอไม่ใช่เท่าที่จำเป็น  ความชัดเจนดังกล่าว จะช่วยให้สังคม ผู้ปกครอง  นักเรียน ยอมรับและเชื่อมั่นว่า  มหาวิทยาลัยมีปณิธานอันแน่วแน่ในอันที่จะมุ่งพัฒนาเยาวชนอันเป็นอนาคตของชาติ  มิใช่มุ่งแสวงหาผลกำไรจากการประกอบธุรกิจทางการศึกษา เพียงเพื่อความอยู่รอดหรือความมั่งคั่งของคนในองค์กร
  3. ในกรณีที่มีปัญหาทางการเมืองเข้าแทรกแซง ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ชะงักงัน  คณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรพิจารณาหาแนวทาง หรือผลักดันให้มี พ.ร.บ. คุ้มครองพนักงานมหาวิทยาลัยของทุกมหาวิทยาลัย  ที่กำลังจะออกนอกระบบ  ให้มีความมั่นคงในการปฏิบัติงาน  มีสิทธิและสวัสดิการ เท่าเทียมหรือไม่น้อยกว่าข้าราชการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนบุคลากร เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย มากกว่าข้าราชการ


          จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา