หลักทางวิชาการแล้ว ก็ยังมีเทคนิคคู่ปรับที่สูสีกันกับวิชาเกิน แต่นักวิชาการทั่วไปไม่นิยมใช้กัน ด้วยความไม่ถนัด หรือเหตุผลอื่นๆก็แล้วแต่ เทคนิคที่ว่าก็คือ “วิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการ”

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันนี้ผมได้ชมรายการทีวีเรื่องปราชญ์เดินดิน ที่ทางรายการไปสัมภาษณ์พ่อทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เจ้าสำนัก จุลินทรีย์สร้างโลก แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ทำให้ผมรู้สึกสงสารนักวิชาการด้านจุลินทรีย์ดิน ที่ไม่ทราบว่าจะต้องเรียน วิชาการ อีกกี่ชาติจึงจะ วิ่งตาม พ่อทองเหมาะได้ทัน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากจุลินทรีย์สร้างโลกแล้ว อีกจุดเด่นของท่านคือ เป็นนักผสมและคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ ไร้เทียมทาน เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ข้าวหอมที่ ลงทุน ต่ำ และได้ผลทันที ไม่ต้องรอเทวดาที่ไหนมาโปรด ทำเอง ใช้เอง แบบ ทำเดี๋ยวนี้ได้เดี๋ยวนี้</p>  หลักวิชาการนั้น เราจะเริ่มจากการวางแผน เตรียมการ ของบประมาณ ดำเนินการ ประเมิน สรุปผล เผยแพร่ ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ไม่ต่ำกว่า ๕ ปี กว่าจะได้สักเรื่องเล็กๆ ด้วยงบประมาณมหาศาล พอได้อะไรมาทีก็เกือบจะล้าสมัย หรือหมดสมัยไปแล้วเป็นส่วนใหญ่   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่หลักวิชาเกิน เป็นการจัดการความรู้ ที่ทันสมัยตลอดเวลา ใช้งบประมาณน้อย ได้ผลเร็ว โดยการใช้การประเมินผลเชิงประจักษ์ ที่ผู้ใช้เป็นผู้ประเมิน ไม่ได้ผลอย่างไรก็ปรับเปลี่ยนได้ทันที หรืออย่างช้าก็ฤดูถัดไป</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยหลักทางวิชาการแล้ว ก็ยังมีเทคนิคคู่ปรับที่สูสีกันกับวิชาเกิน แต่นักวิชาการทั่วไปไม่นิยมใช้กัน ด้วยความไม่ถนัด หรือเหตุผลอื่นๆก็แล้วแต่ เทคนิคที่ว่าก็คือ วิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการ ที่ทำไปปรับไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้านักวิชาการทำดีๆ แบบไม่ติดกรอบงานแล้ว รับรองว่า นักวิชาเกินทั้งหลายต้องชิดซ้ายเลยครับ เพราะฐานความรู้สูงกว่า มีงบประมาณ เครื่องมือ และเครือข่ายทำงานกว้างขวางกว่า</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ ก็น่าเสียดายที่นักวิชาการส่วนใหญ่จะติดกรอบหลักการทางวิชาการที่แข็งทื่อ อืดอาด ไม่กล้าคิดนอกกรอบ และไม่ทำงานกับ ความเป็นจริง แต่นิยมทำงานตาม หลักการ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และหลักการที่แข็งทื่อที่สุดประการหนึ่งก็คือการใช้หลักการทางสถิติที่ถือว่า ความแปรปรวน เป็นความผิดพลาดในงานทดลอง ทั้งๆที่ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นคือของจริง</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ด้วยการขาดความสามารถในการ วิเคราะห์ ความแปรปรวน จึงนิยม ตัดทิ้งเป็น Error” (ความผิดพลาด) แทนที่จะ วิเคราะห์ ความแปรปรวนว่าเกิดจากอะไร </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงทำให้ ผมไม่ค่อยเข้าใจคำว่า วิเคราะห์ ในความหมายของนักสถิติเท่าไหร่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>เพราะผมเข้าใจว่าวิเคราะห์ คือ การแยกแยะองค์ประกอบย่อยๆ ที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น แต่การวิเคราะห์ความแปรปรวน กลับตัดความแปรปรวนทิ้ง และถ้าแปรปรวนมากก็ตัดทิ้งก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วยซ้ำ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่นักวิชาเกินจะนิยมเอาความแปรปรวนมาทำต่อ วิเคราะห์หาข้อเด่น ข้อด้อยของความแปรปรวนเหล่านั้น ผ่านกระบวนการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงเป็นเส้นทางเดินแห่งความสำเร็จของนักวิชาเกินทั้งหลาย ที่นักวิชาการน่าจะนำไปใช้เป็นบทเรียนในการพัฒนา อย่างน้อยแค่ทำงาน วิชาการ ให้ทันพอจะคุยกับ นักวิชาเกิน รู้เรื่องก็ถือว่าเก่งแล้วครับ อย่าเพิ่งคิดไปนำเขาเลยครับ ถ้าเรายังติดกรอบ วิชาการ อยู่ แค่ทันเขาก็นับว่ายิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ชุดใหญ่สามครั้งซ้อนแล้วครับ</p>  แต่ถ้าปรับมาเป็น วิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการ เมื่อไหร่ จะมีโอกาสได้แซงหน้านักวิชาเกินแน่นอนครับ