ยิ่งเป็นเด็กมาจากบ้านนอก ชื่อก็แสนเชย คงถูกล้อเลียน ข่มเหง รังแกเป็นแน่ ผมคิดไปต่าง ๆ นานา
            ผมชื่อ บุญถึงลืมตาดูโลกเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบได้ 5 ปี ในจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ไกลจากรุงเทพฯ นัก มีพี่น้องท้องเดียวกัน 7 คน เป็นชาย 4 คน เป็นหญิง 3 คน เรียงลำดับจากพี่คนโตชื่อบุญวัง  บุญนำ  บุญถม  บุญแถม  บุญถึง (คือผม) บุญพา และบุญศรี

                ผมเคยถามพ่อว่า ทำไมตั้งชื่อพวกเราว่า บุญ นำหน้าทุกคน แต่ละคนก็ชื่อเชย ๆ ทั้งนั้น เวลาไปเรียนหนังสือในเมืองมักถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียนเป็นประจำ จะว่าตั้งชื่อให้สอดคล้องกับชื่อของพ่อแม่เหมือนกับหลาย ๆ ครอบครัวเขาทำกันก็ไม่ใช่ เพราะพ่อผมชื่อ ถนอมแม่ชื่อ สังเวียนไม่เห็นใกล้เคียงกับคำว่า บุญสักหน่อย ได้รับคำตอบว่าพ่อแม่ลำบากมามาก อาจมีเวรมีกรรมแต่ชาติปางก่อน จึงไม่อยากให้ลูก ๆ ลำบากเหมือนพ่อแม่ เลยตั้งชื่อลูก เอาเคล็ดว่า บุญจะได้เป็นคนใจบุญใจกุศล เป็นมงคลแก่ตัวเอง

                แต่ผมก็ยังไม่เห็นมีพี่น้องคนไหนเป็นอย่างที่พ่อต้องการสักคน       บางคนกลับสร้างบาปเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะตัวผมที่ชอบยิงนกตกปลา ล่าสัตว์มาตั้งแต่เด็ก ๆ มาคิดได้ก็เมื่อโตเป็นหนุ่มแล้ว

                ผมเข้าใจว่าพ่อเองก็คงได้รับอิทธิพลจากคนในหมู่บ้านด้วยที่ชอบตั้งชื่อลูกนำหน้าว่า คำ” “ทองหรือ บุญเช่น คำปุ่น ทองมี เป็นต้น เมื่อตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาผมเคยขอพ่อเปลี่ยนชื่อ กลับถูกพ่อดุเอาทุกครั้งโดยไม่บอกเหตุผล ผมคิดเอาเองว่า พ่อคงกลัวเสียระบบที่อุตส่าห์สร้างมาด้วยความภาคภูมิใจ

                เป็นธรรมเนียมของลูกคนกลาง ๆ อย่างผมที่มักจะถูกใช้งานสารพัดอย่าง พอเริ่มจำความได้ผมก็ถูกใช้ให้เลี้ยงน้องทั้งสองคน โตขึ้นหน่วยก็ถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงานทั้งในบ้านและในสวน จับจอบ จับเสียม หาบหาม จนมือด้าน บ่าด้านมาตั้งแต่เด็ก

                พี่น้องผมทุกคนรูปร่างสูงใหญ่ อ้วนท้วนเหมือนพ่อ มีผมคนเดียวที่รูปร่างหน้าตา ค่อนมาทางแม่ ทั้งผอมเกร็ง สูงโย่ง ชาลีบ หัวเข่าโปน จนมักจะถูกเรียกจากผู้ใหญ่ว่า ขาตะเกียบหรือ กุ้งแห้งเยอรมันตอนมาอยู่โรงเรียนก็ถูกคุณครูท่านหนึ่งเรียก สตีฟลีบ โดยล้อเลียนชื่อ สตรีฟรีฟ ชายงามนักกล้ามของโลกผู้โด่งดังในสมัยนั้น ผมถ่ายรูปตัวเอง ตนเป็นเด็กไว้ไม่กี่รูป เวลาหยิบรูปถ่ายเหล่านั้นมาดูครั้งใด ผมต้องรีบวางทุกครั้ง เพราะทนสมเพชตัวเองไม่ได้ และพยายามเก็บอย่างมิดชิดไม่ให้ใครเห็น

                แต่ถึงกระนั้นผมก็เป็นเด็กที่แข็งแรง ไม่ค่อยจะเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร สามารถหาบน้ำเต็มปี๊บได้ตั้งแต่อายุ 11 ปี ในหน้าแล้งน้ำที่บ่อหน้าบ้านแห้งขอด  ต้องไปหาบน้ำจากวัดบ้านยาง   มาดื่มมาใช้  ระยะทางไป - กลับตกราว ๆ กิโลเมตรเห็นจะได้ บางวันต้องหาบถึง 2 หรือ 3 เที่ยวก็มี ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน

                เมื่อพี่บุญวังเรียนจบมาเป็นครู ก็กะเกณฑ์ให้น้องชายทุกคนเรียนหนังสือ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อแม่    ใจจริงผมไม่อยากเรียนต่อหรอก ก็คงคิดเหมือนเด็กชนบททั่ว ๆ ไป ที่เรียนแค่ประถมปีที่ 4 ก็เบื่อจะแย่ แถมยังตื่นกลัวชีวิตในเมือง กลัวที่ต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ครูคนใหม่ ยิ่งเป็นเด็กมาจากบ้านนอก ชื่อก็แสนเชย คงถูกล้อเลียน ข่มเหง รังแกเป็นแน่ ผมคิดไปต่าง ๆ นานา

                แต่อีกใจหนึ่งก็เบื่อทำงานที่บ้าน ที่สวน ไปโรงเรียนก็ดีอย่าง จะได้หลบเลี่ยงงานได้บ้าง ผมเริ่มสับสนกับความต้องการของตนเอง แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองอยู่แล้ว ในที่สุดก็หนีไม่พ้นสักอย่าง ต้องเรียนตามบัญชาของพี่บุญวัง และก็ต้องทำงานบ้าน งานสวนหลังเลิกเรียนและวันหยุดไม่เว้นแต่ละวัน ต้องแบกภาระทั้งสองอย่างหนักกว่าแต่ก่อนเสียอีก

                ...

ผมยังแปลกใจจนถึงวันนี้ว่า ผมสามารถเรียนจนจบออกมาเป็นครูได้อย่างไร...