สภาพและความจริง (๑)

  เมื่อปลายปีการศึกษา ๒๕๔๘ ผมเป็น ๑ ในกรรมการ ๒ คนผู้คัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต หลักสูตร ๕ ปี สาขาวิชา สังคมศึกษา ของคณะครุศาสตร์ จำได้ว่า มีนักศึกษาอยู่ ๒ คน ที่ผมและเพื่อนผู้ร่วมคัดเลือกเห็นตรงกันว่า ๒ คนนี้ไม่น่าจะไหวในการศึกษา แต่เราไม่เคยบอกนักศึกษาให้ได้รับทราบ ---- คนที่ ๑ จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เราเห็นบุคลิกของผู้สมัครแล้วมีความรู้สึกคล้ายคลึงกันคือ ไม่มั่นใจว่าเขาจะเป็นตัวแทนที่ดีกับการศึกษาในหลักสูตรนี้ --- ก่อนนั้นหลายท่านไม่อยากที่จะเข้าเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบในหลักสูตรนี้ด้วยเหตุผลที่พอจะวิเคราะห์ได้คือ ๑) นักศึกษาไม่เก่งกับการเรียน ๒) แรงจูงใจในการศึกษาไม่ประทับใจผู้สอน ๓) หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรของคณะครุศาสตร์ แต่อาจารย์ที่สอนตลอดถึงกรรมการบริหารหลักสูตรล้วนอยู่ในคณะมนุษย์ฯ ตลอดถึงประธานหลักสูตร ความรู้สึกว่ามันเป็นของฉันและมันไม่ใช่ของฉันของทั้ง ๒ ฝ่ายผู้มีการศึกษา ผมเข้าใจว่าส่งผลกระทบต่อนักศึกษาอยู่ไม่น้อย เมื่อนักศึกษาไปติดต่อที่คณะครุศาสตร์ ก็ถูกผลักมาที่คณะมนุษย์ฯ เมื่อมาติดต่อที่คณะมนุษย์ฯก็ถูกผลักไปที่คณะครุศาสตร์ ความสับสนนี้น่าเห็นใจทีเดียว อย่างไรก็ตาม ปีการศึกษาหน้าคณะครุศาสตร์ไม่เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาในหลักสูตรนี้แล้ว (เหมือนวิชาเอกการสอนภาษาไทย ที่คณาจารย์อยู่คณะมนุษย์ฯ) และเมื่ออ่านรายงานการประชุมที่ผ่านมาพบว่า หลักสูตรใดถ้าไม่มีการปรับปรุงหลักสูตรก็จะปิดไป สังคมศึกษาก็น่าจะเป็นทำนองนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายจริงๆ ในเมื่อระดับมัธยมยังมีกลุ่มวิชาสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นฐานรองรับอยู่ ---- คนที่ ๒ จำไม่ได้ว่ามาจากไหน แต่เรียนเทียบ ม.๖ มา สิ่งที่เราทราบคือ ผู้เรียนเทียบ ม.๖ บางคนก็ลอกกันมาบ้าง ครูสอนช่วยบ้าง แต่ลืมนึกไปว่า ในกลุ่มเหล่านี้มีผู้ที่ตั้งใจเรียนอยู่ การคิดแบบเหมาจ่ายเห็นจะไม่ถูกต้อง แต่เราก็รับนักศึกษา ๒ ท่านนี้ เมื่อปรึกษากันแล้วว่า ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ด้วยการศึกษา

  มาวันนี้ให้นึกเสียดายแน่ หากวันนั้นเราปฏิเสธที่จะรับเข้าศึกษาด้วยเหตุผลจากการประเมินด้วยประสบการณ์ของตนเอง เพราะเมื่อผมเข้ามารับผิดชอบวิชาในกลุ่มนักศึกษา ปรากฏว่า ๒ คนนี้คือตัวหลักของผู้มีความมุ่งมั่นในการศึกษา และคาดหวังว่าเขาจะเป็นตัวแทนที่ดีของผู้เป็นครู (น่าจะดีกว่ารุ่นพี่ที่ผ่านมามากทีเดียว) ผู้ขวักไขว่ต่อการศึกษาเรียนรู้และการถ่ายทอด จากทั้งหมด ๙ คน ในรุ่นที่ ๓ หลักสูตร ๕ ปี

   กรณีไม่เปิดรับสมัครในปีการศึกษา ๒๕๕๐ นี้ ผมคิดว่า ครุศาสตร์คิดผิด เพราะนักศึกษากลุ่มนี้ในความคิดของผมเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ เขาไม่ใช่ธรรมดา เรามักจะยกย่องนักศึกษาวิชาเอกการบัญชี ช่างคัดเด็กได้ดี ผมคิดว่า สังคมศึกษาในรุ่นนี้น่าจะไม่เป็นรองกลุ่มการบัญชีแน่นอน ทุกวันนี้ปรึกษากับเพื่อนว่า “เราต้องให้โอกาสแก่ทุกคน เพราะนี่คือสถาบันการศึกษา ถ้าเขารู้แล้วเขาจะไม่มาศึกษา อีกอย่างหนึ่ง สถาบันนี้เมื่อเทียบกับที่อื่นมันคุ้มกับการลงทุนทีเดียว”

 สภาพและความจริง (๒)

  เพื่อนของผมท่านหนึ่งในที่ทำงานเดียวกันนี้ ผมเชื่อมั่นในตัวของท่านมากเพราะท่านจะเป็นคนมุ่งมั่นทีเดียว จากมุมมองของผมท่านไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ โดยเฉพาะการเรียนและความรู้ จำได้ว่า เรา ๒ คนได้พบกัน (ไม่ได้คุยอะไรกัน) ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งเป็นตัวกลางแนะนำและไปสอบเข้าปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ สาขาวิชา สังคมสงเคราะห์ทางการศึกษา เราสอบผ่านข้อเขียนกันได้ แต่ตกสัมภาษณ์ มีคำสัมภาษณ์ประโยคหนึ่งที่ติดหูผมมาตลอดถึง “มีเงินที่จะเรียนหรือไม่” ผมตอบไปว่า “ไม่มี” เพราะผมไม่มีเงินเก็บ (ที่ผ่านมาสอนหนังสือฟรีมาตลอด) แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะหาเงินไม่ได้ ก่อนตัดสินใจจะเรียน เราต้องวางแผนว่า เราจะนำเงินที่ไหนไปเรียนแล้วแน่นอน แต่การตกสัมภาษณ์ของผมน่าจะไม่ใช่ประโยคนี้ ส่วนเพื่อนของผม ผมไม่เคยถามว่า เขาสัมภาษณ์อะไรบ้าง เราเข้าสอบกัน ๕ คน ตก ๓ ได้ ๒ ทั้ง ๒ ที่ได้นั้น เรามักล้อกันว่า สู้คนพูดเก่งไม่ได้เฟ่ย อะไรประมาณนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับวิธีการพูดของเขาจริงๆ มีเหตุมีผล มีหลักการที่ดี น่าเชื่อถือทีเดียว ส่วนผู้ที่ตกสัมภาษณ์ ๓ คนก็แยกย้ายกันไป ผมไปเรียนที่มหิดล เพื่อนผมไปสอบที่ มหาจุฬาฯ ส่วนเพื่อนคนกลางไปเรียนต่อที่ ม.รังสิต แต่ไม่จบ ทราบว่าค่าเทอมสูงมาก อีกอย่างหนึ่ง ไปเรียนสายที่ตนชอบแต่ไม่ใช่สายที่ตนเรียนมา กล่าวคือ จบภาษาอังกฤษ แต่ไปเรียนต่อคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียนไม่จบ แต่เขาก็ไปทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่ ผมและเพื่อนจบแล้วมาทำงานที่เดียวกัน มีครั้งหนึ่งที่เพื่อนผมไปสอบเข้าเป็นข้าราชการ แต่ก็ตกสัมภาษณ์ ขณะที่เพื่อนที่จบธรรมศาสตร์ผ่านเข้าไปได้ ท่านมักจะเปรยให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ เมื่อเรามาคุยกัน “เรื่องความรู้นั้นไม่กลัว เหนื่อยใจอย่างเดียวคือสัมภาษณ์”
  ผมพยายามคิดอยู่ตลอดเหมือนกันว่า ทำไมผมจึงสอบตกบ่อย ตกจนชิน ตกไม่รู้จักเข็ดจักหลาบ โดยเฉพาะสัมภาษณ์ ทั้งที่ผมพูดจริง ผมเคยตกสัมภาษณ์ที่ใดบ้าง นอกจากเข้าเรียนธรรมศาสตร์ ที่จำได้คือ ๑) การสอบเข้าเป็นอาจารย์ที่ ม.ราชภัฏธนบุรี ๒) สอบเข้าเป็นอาจารย์ที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา ๓) สอบเข้าปริญญาเอกที่ มจร. และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ๔) สอบเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ที่ มอ.ปัตตานี คณะมนุษย์ฯ ในกลุ่มปรัชญาและศาสนา ผมพกความมั่นใจและการเตรียมตัวไปสูงมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สำรองความรู้สึกไว้ เพราะมีเพียง ๑ ตำแหน่งเท่านั้น ที่ผมต้องไปเพราะหวังจะไปทำงานให้ใกล้หาดใหญ่ให้มากที่สุด แต่ตกสัมภาษณ์ ผมบันทึกทุกอย่างที่ผมตอบและเสนอไปลงในกล้องถ่ายรูป (บันทึกเสียงได้) เมื่อทราบว่าตกสัมภาษณ์ ผมก็ค้นทันทีว่าใครได้ พบว่าผู้ที่ได้คือผู้จบปริญญาโทปรัชญาจาก มอ.ปัตตานีนั่นเอง ผมไม่กล้าฟังว่าผมให้การสัมภาษณ์และเสนองานอะไรไปบ้าง ด้วยเหตุคืออายเสียงตัวเอง อันที่จริงครูบาอาจารย์ก็สอนอยู่ตลอดตั้งแต่เล็กว่า ไปพูดที่ไหน ยังไงให้บันทึกเสียงไว้เพื่อจะได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง จะได้ไม่พลาดอีก แต่ผมก็บันทึกบ้างไม่บันทึกบ้าง แต่ไม่ได้ฟังเพราะอายนี่เอง ฟังเสียงตัวเองพูดแล้วมันตลกสิ้นดี ทองแดงหล่นเป็นประจำ (อีกนิดหนึ่งที่ต้องบันทึกคือ ก่อนการสอบเหล่านั้น ผมเคยไปสอบเป็นพนักงานที่ภาควิชาปรัชญาและศาสนาของ ม.เชียงใหม่ แล้วก็ตกสัมภาษณ์อีกเหมือนกัน)
  วันนี้ผมรู้สึกว่างๆ จึงกลั้นใจเปิดเสียงที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ที่ไปสัมภาษณ์เมื่อวานแล้วผมก็หัวเราะก๊ากออกมาคนเดียว พร้อมกับบอกตัวเองว่า “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ...ผมรู้แล้ว...มิน่าล่ะ” ผมพบข้อบกพร่องพอจะประมวลได้ดังนี้

๑. เสียงของผม เสียงของผมเป็นเสียงที่ไม่มีความหนักแน่น เส้นเสียงที่จะบาดลึกในหัวใจของผู้ฟังก็ไม่มี (ผมฟังและคิดว่าถ้าคนที่พูดคือคนอื่นซึ่งไม่ใช่ตัวผม ผมจะคิดอย่างไร) เสียงที่ฟังแล้วราบเรียบเหมือนพระเทศน์ เป็นเสียงที่ฟังแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้มมากกว่า ผมสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเพื่อนๆมักบอกผมว่า เวลาที่ผมพูดในที่ประชุม เสียงที่ออกมาเหมือนเป็นเสียงน้อยอกน้อยใจ แต่ผมบอกว่า ผมไม่มีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ ไม่มีจริงๆ ก็ให้นึกสงสัยตัวเองอยู่นานแล้ว น่าจะเกิดจากเสียงที่เบา ไร้น้ำหนัก ราบเรียบนี้กระมัง


๒. จังหวะการพูด จำได้ว่า เมื่อผมฝึกพูดใหม่ๆ ผมจะไม่มี “เอ่อ” หรือ “อ่า” เลย ผมเฝ้าคิดว่ามาจากไหน แล้วก็พบว่า ผมเคยเลียนเพื่อนคือพูดก่อนประโยคว่า “อ่า” หรือไม่ก็ “เอ่อ” แล้วผมก็ติดมาในที่สุด นอกจากนั้น เสลดในลำคอ ทำให้ผม “แอมๆ” อยู่บ่อยๆ เสน่หาในการพูดจึงไม่มี  ดูน่าเบื่ออีกต่างหาก เวลาที่เราฟังเราจะรู้สึกว่า ผู้พูดไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เอื่อยๆ น่าเบื่อ นอกจากนั้นคำว่า “เอ่อ” น่าจะติดมาจาก กลวิธีในการให้นักศึกษาคิด ในเวลาที่เราพูดอะไรบางอย่างและเราก็แกล้งคิดไม่ออกแล้วใช้เสียงว่า “เอ่อ” เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและตอบออกมานี้ด้วยแน่นอน


๓. ความรู้และประสบการณ์ ตัวนี้สำคัญยิ่งกว่าการพูด ผมพบว่า ผมขาดหลักการในการพูดเสมอ เป็นข้อบกพร่องของตัวเองที่ไม่ค่อยใส่ใจหลักที่ใครๆ วางเอาไว้ แต่ผมก็พบว่า ถ้าให้ผมคิด ผมเขียนออกมา ผมจะทำได้ดีกว่าการพูด แต่การพูดโดยไม่มีหลักจะทำให้น้ำหนักของเนื้อเรื่องเบา ไม่น่าเชื่อถือ และดูเหมือนผู้พูดไม่มีความรู้เอาเสียเลย ความรู้ กฎเกณฑ์ กติกา ข่าวสารข้อมูลที่มีหลักชัดเจนนั้นแหละมีเสน่ห์ดีนักกับความนิยมชมชอบและความหนักแน่นของเนื้อหาว่า “อืม ใช้ได้...มีความรู้....รอบรู้ดี...น่าสนใจฯลฯ”


๔. สีหน้าและท่าทาง ผมพบว่า หน้าตาของผมจะเฉยๆ เหมือนกับพระเทศน์ การให้การสัมภาษณ์ก็เหมือนกับการเสนอข้อมูล ไม่ควรที่จะทำหน้าเฉยๆ แบบไร้ความรู้สึกเป็นแน่ เราต้องยืนยันข้อมูลด้วยสีหน้าท่าทางมีความเชื่อมั่น มั่นใจและรู้จริง มิใช่เสนอด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก เหมือนกับไม่อยากที่จะทำอะไรจริงๆ


๕. สบตากับผู้อยู่ต่อหน้าและพูดคุยกับเรา เวลาผมพูดกับใครผมมักจะเหลื่อมเปลือกตา คือมองลงต่ำ หรือไม่ก็ไม่มองหน้าผู้คุยด้วย ในความรู้สึกของผมไม่ใช่การไม่ให้เกียรติ หากแต่เรามีกิริยาอย่างไรก็สามารถพูดคุยกันได้ เช่นนักศึกษาถามขณะที่ผมเดินสวนมา ผมก็จะเดินต่อไปพร้อมกับพูดโดยไม่หันหน้าโดยคิดว่า พูดกับนักศึกษาท่านนั้น ในเชิงสังคมไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับที่ดี


   จากการฟังการสัมภาษณ์ของตัวเองที่บันทึกไว้ ผมพบว่า อย่างน้อย ๕ ประการนี้คือข้อบกพร่องที่ผมจะต้องแก้ไขที่ตัวเองโดยเฉพาะ ความรู้ การพูด และการแสดงออก และอย่าลืมบันทึกข้อมูลไว้ทุกครั้งที่เราพูดกับใครหรือเสนองานอะไร เราจะพบอะไรหลายๆอย่างที่เราต้องปรับปรุงเหมือนอย่างที่ผมพบนี้

  รศ.มารุต ดำชะเอม บอกว่า "ปัญหาคุณ คุณแก้ ปัญหาฉัน ฉันแก้ ปัญหาเราสองคน เราสองคนก็แก้" ดังนั้น ปัญหาผม ผมต้องแก้ไข โดยเฉพาะความรู้