ดวงตา คือหน้าต่างของดวงใจ

  ติดต่อ

  การจ้องมองดวงตาของตนเอง คุณจะเห็นความจริงว่า ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร  

มน & นิ ลูกรัก

คนเก่าหลายชาติหลายภาษาสอนไว้ค่อนข้างตรงกันว่า หากจะดูว่าคนๆ หนึ่งมีจิตใจเช่นไร ให้ดูที่ดวงตาของเขา พ่อเลยอยากเล่าเกร็ดเล็กๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้สัก 2-3 เรื่อง

ตอนพ่อเรียนหนังสืออยู่ที่ต่างประเทศ  เคยมีปัญหากับอาจารย์ที่ปรึกษา (Dr. Thomas H. B. Sanders) เพราะว่าพ่อตัดสินใจเลื่อนสอบ qualifying exam โดยไม่ได้ปรึกษาท่านก่อน

 

ท่านโกรธมาก บอกว่าให้ไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ได้แล้ว เพราะท่านไม่ต้องการทำงานกับคนที่ใช้เวลาไปอย่างเปล่าโยชน์ ("I don't want to work with people who are wasting their time!)...จากนั้นก็ปิดประตูห้องดังปัง!

 

พ่อจึงไปปรึกษาเพื่อนสนิทคนหนึ่ง คือ ดร.ซู เป็นคนจีนไต้หวันที่มีอายุมากกว่าอาม่าซะอีก เพื่อนคนนี้เป็นคนฉลาด (ดูจากวิธีการคิดและวิธีการทำงานของเขา) เขาบอกพ่อว่า

 

"ตอนนี้ อาจารย์ของคุณกำลังโกรธ อย่าเพิ่งไปคุยด้วย เพราะไม่มีทางรู้เรื่อง....รอให้เขาเย็นลงกว่านี้ แล้วค่อยขอเข้าไปปรับความเข้าใจ"

“แต่ตอนคุยกัน....ให้มองดูแววตาของอาจารย์ ว่ายังมีเมตตาต่อเราอยู่ไหม เรื่องคำพูดก็ฟังๆ ไว้ แต่ให้สังเกตแววตาให้ดี

 

พ่อลองทำตามวิธีที่ ดร.ซู แนะนำมา และมันก็ได้ผล คือ แม้ปากของอาจารย์จะต่อว่าเรา แต่ดวงตากลับบอกว่ายังให้โอกาส....

 

นี่กระมังที่เขาว่ากันว่า นักแสดงที่เก่งจะแสดงด้วยแววตา คือ ถ้าจะหลอกคนดูให้เชื่อ ก็ต้องหลอกตัวเองก่อน จนกระทั่งเชื่อว่าเป็นตัวละครตัวนั้นตัวนี้ถึงขนาดแสดงออกมาทางแววตา

          อีกเรื่องหนึ่งที่คล้ายๆ กันก็คื พอจบกลับมาทำงานที่บ้านเราได้ไม่นานนัก ก็มีโอกาสได้นั่งโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกับ อาจารย์จารุณี สูตะบุตร ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ สสวท . จำได้แม่นยำว่า อาจารย์พูดออกมาว่า

 

  ดูคนว่าฉลาดหรือเปล่า ดูที่ตาก็รู้แล้ว

               

 

ในหนังสือ อะเมซิ่ง คิมแดจุง (เขียนโดยคุณสันติ ตั้งรพีพากร) ก็มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า  คิมแดจุง ผู้นำของเกาหลีใต้ เคยพูดถึง สายตาหรือ แววตา” ว่า (หน้า 189)

 

เวลาคุณประสานสายตากับดวงตาของคุณในกระจก คุณจะรู้ว่าดวงตาคู่นั้นมันช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร

 

การจ้องมองดวงตาของตนเอง คุณจะเห็นความจริงว่า ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เวลาคุณเผชิญปัญหาก็สามารถมองเห็นได้ว่า คุณทำตัวอย่างไร และเป็นคนอย่างไร

 

เพราะแม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้ แต่สายตาในดวงตาคู่นั้นก็จะบอกความจริงทุกอย่างแก่คุณ  

ในหนังสือ วาทะฮ่องเต้ (แปลโดย อดุลย์ รัตนมั่นเกษม) พระเจ้าคังซีแห่งราชวงศ์ชิงตรัสสอนเรื่องนี้กับบุตร โดยพระเจ้าเฉี่ยนหลงบันทึกไว้ว่า (หน้า 102)

พระบรมชนกพระราชทานโอวาทว่า "เม่งจื๊อกล่าวว่า 'การสังเกตดูคน ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าสังเกตดูที่ตาของเขา เพราะตาไม่สามารถปกปิดความชั่วร้ายของคนได้ ใจมีศีลธรรม ตาก็จะเปล่งประกายแจ่มใส ใจไม่มีศีลธรรม ตาก็จะหมองมัว' ซึ่งก็เป็นเช่นนี้จริงๆ ดูท่าว่าความดีชั่วของคนจะเกี่ยวข้องกับดวงตาของเขาชัดเจนทีเดี่ยว มีคนจำพวกหนึ่งเวลามองมักมีท่าทางหลุกหลุกไม่อยู่นิ่ง คนอย่างนี้จะต้องไม่ใช่คนดีแน่ ผู้เฒ่า ผู้แก่ของชาวแมนจูเราก็ดูแคลนคนเช่นนี้เหมือนกัน

 

ปล. น่าเสียดายเหมือนกันที่การคุยกับเพื่อนๆ ทางโทรศัพท์ เราไม่มีโอกาสสบตาเขา (แต่ก็อาจจับน้ำเสียงกล้อมแกล้มไปได้)

 

        แต่การคุยผ่านกันทางอินเทอร์เน็ตด้วยตัวหนังสือแทบจะล้วนๆ นี่ ไม่รู้จะดูแววตายังไงจริงๆ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 78397, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 20, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #บทเรียนชีวิต#ดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (20)

-_-
IP: xxx.12.74.7
เขียนเมื่อ 

แล้วสำหรับผู้พิการทางสายตาหล่ะครับ

เขาไม่มีหน้าต่างของหัวใจ

หรือครับ? :) 

ดิฉันตามมาอ่านแบบป้ายต่อป้ายเลยค่ะอาจารย์  ดีใจที่ได้มีโอกาสสื่อสารโดยตรงกับผู้เขียนที่ชื่นชอบค่ะ 

อาจารย์สอนลูกดีจังเลย  การสอนความเป็นมนุษย์  ต้องสอนด้วยหัวใจแบบพ่อแม่อย่างนี้ จึงจะเห็นผลดีจริง

 ดิฉันสอนในสายการสื่อสาร ก็ต้องฝึกเรื่องการคุมสายตาตัวเองค่ะ  ที่จริงต้องบอกว่าฝึกคุมใจตัวเอง  เวลาฝึก  ขณะที่กำลังป่วนได้ที่  ก็ต้องเตือนเขาว่า

"ตานิ่งๆไว้"  หรือ "ยิ้มนิ่งๆไว้ค่ะ...อย่ารีบโกรธ"

 ฝึกคุมตาเรายังพอตะเกียกตะกายฝึกเขาได้  แต่ฝึกคุมใจนี่ยากแสนสาหัสเลยค่ะ

 

 

สวัสดีครับ อาจารย์ 'ดอกไม้ทะเล'

         ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับว่าคุมใจนี่ยากกว่าเยอะ

         เรื่องสอนลูกนี่ ก็ภูมิใจที่ทำบางสิ่งบางอย่างที่ถุกต้องไป เช่น อ่านหนังสือให้เขาฟังก่อนนอน (แทบ) ทุกคืน

         แต่ที่ผิดพลาดก็มีครับ เช่น ผมรู้สึกตัวว่าบางครั้งก็ให้เวลากับเขาน้อยเกินไป เมื่อย้อนกลับไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขกันว้นนี้ (ตอนนี้กำลังสอนลูกเล่นปิงปองอยู่ สนุกมาก) :)

มีน
IP: xxx.121.5.68
เขียนเมื่อ 

ผู้พิการทางสายตา เค้าก็มีหน้าต่างของหัวใจ คือ เสียง ไง แล้วยังจับความรู้สึกทางเสียงเก่งอีก เพื่อทดแทนโลกทางตา

แต่คนที่จะฟังเค้าได้ ต้องฝึกฝนจับความรู้สึกทางเสียงจนเชี่ยวชาญอ่ะ

ขอบคุณคุณมีนนะครับ ที่ช่วยตอบให้ :-)

อีกอย่างเรื่องประสาทสัมผัสที่ก็น่าทึ่งนะครับ เคยเห็นคนขายล็อตเตอรี่เขาจับแบงค์ แล้วบอกว่าเป็นแบงค์อะไรไหม?

พี่ว่านั่นน่าทึ่งจริงๆ นะ

 

ดิฉันชื่นชมข้อเขียนของอ.จ.ค่ะ ถึงแม้จะงานมากอย่างไร ก็ให้ลูกมาที่หนึ่ง พยามอบรมดีที่สุด ก็ใช้ได้ ตอนนี้มีหลานเล็กๆ รักมาก หันกลับไปอ่านหนังสือจิตวิทยาเด็กอีกที อยากให้เป็นเด็กดี เก่งและมีความสุขค่ะ

เรื่อง ดวงตา เป็นหน้าต่างของดวงใจ ก็เห็นด้วย เวลาสัมภาษณ์ผู้สมัคร มองตาเขาขณะพูดกัน ก็พอจะรู้แล้วว่าเขาเป็นคนอย่างที่เราอยากได้ไหม แววตาปิดไม่มิด ยกเว้นเก่งจริงๆ

สวัสดีครับ คุณ sasinanda

         ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ

         ผมถือโอกาสแวะไปที่ blog ของคุณ sasinanda เข้าใจว่ามีภาพหลานที่กล่าวถึงด้วยใช่ไหมครับ น่ารักจริงๆ :-)

         บางครั้งผมอดนึกไม่ได้ว่า ผมเห็นตัวเองอยู่ในตัวลูก ไม่ได้หมายถึงเฉพาะรูปลักษณ์ที่ปรากฏนะครับ แต่พฤติกรรมบางอย่างของเขา เช่น หน้าต่าท่าทางเวลาเขาดีใจ เสียใจ โกรธ สงสัย บางทีทำให้เราเห็นตัวเองชัดแจ๋ว

         จริงๆ แล้วผมอาจพูดน้อยไป ไม่ใช่แค่เห็นตัวเองเท่านั้น ผมยังจินตนาการไปว่า ผมเห็นบางส่วนของคุณพ่อกับคุณแม่ของผมในนั้นด้วย ถ้าผมไม่ได้ตาฝาดไป ก็คงจะจริงอย่างที่ผู้ใหญ่บางท่านพูดว่า ปู่ย่าตาทวดไม่ได้ตายไปหรอก แต่เขาอยู่ในตัวลูกหลานของเขานั่นแหละ

          เรื่อง ดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ นี่ แต่ก่อนนี้ ผมก็ไม่ได้เชื่ออะไรนัก จนกระทั่งเจอประสบการณ์กับตัวเอง ทำให้สะกิดใจ ยิ่งพอได้อ่านความคิดต่างๆ ที่มีผู้บันทึกเอาไว้ ก็ทำให้รู้สึกว่า อยากจะรวบรวมมาไว้ในที่เดียวกันครับ

 

Ranee
เขียนเมื่อ 
เห็นด้วยค่ะว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ บางคนว่าดุ  แต่ตาไม่ได้ดุอย่างปากหรอกค่ะ ขอบคุณค่ะที่นำมาเล่าให้ฟัง อ้อลืมไปค่ะบางคนก็แสดงออกทางสีหน้า แม้จะไม่พูดก็ตามค่ะ

สวัสดีครับ คุณ Ranee

        ใช่แล้วครับ บางคนก็ดูดุ แต่จริงๆ ใจดีเหลือเกิน ส่วนเรื่องสีหน้านี่ แล้วแต่คนครับ มีหลายคนเหมือนกันที่เก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้ เห็นสีหน้าชัดเชียว แต่แบบนี้ไม่อันตรายมั้งครับ เพราะไม่มีอะไรซ่อนเร้น ;-)

ขอเพิ่มอีกนิด

ดิฉันมีประสบการณ์หลายหน ที่เมื่อมองตาคนแล้ว รู้ว่า เขาเป็นอย่างไร เช่น บางคนเก็บมิดชิด ดูท่าทางร่าเริงใจดี แต่พอหันไปมองยามเขาเผลอตัว เห็นแววตาเขาแล้ว ขนลุก แล้วก็จริงๆ เขา เป็นลูกน้องเก่า ที่ถูกให้ออก และทำให้ดิฉันเสียเงินไปเยอะ

อีกคนหนึ่ง เป็นแม่บ้านที่บ้าน เดินชมสวนอยู่ด้วยกัน นึกอะไรไม่ทราบหันขวับไปมองหน้าเขา เสียวสันหลังเลย ถ้าไม่ระวังอาจ โดนทำร้ายหรือจี้ ก็ได้ ตอนนี้ออกไปแล้ว ขอกลับมาอีก แต่ดิฉันไม่รับ ตอนที่ ดิฉันเห็นดวงตาเขา ออกจะแหยงๆ แต่ทำใจดีสู้เสือ ไม่รู้ไม่ชี้ ดิฉันเชื่อเรื่องดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ สัมผัสกับตัวเองมาหลายครั้งค่ะ

สวัสดีครับ คุณ sasinanda

         ยินดีเหลือเกินที่ได้รับฟังตัวอย่างจริงจากผู้ที่มีความละเอียดอ่อนในการสังเกตคนครับ

         ผมว่าเรื่องนี้เป็นทักษะที่ต้องฝึกเหมือนกัน แต่เมื่อฝึกแล้ว แต่ละคนอาจจะมีความชำนาญไม่เท่ากันอยู่ดี (เหมือนเรื่องต่างๆ ทั้งหลายในโลก)

         ผมเคยคุยกับคนที่มา "ขอความช่วยเหลือ" คนหนึ่ง คือ เขาบอกว่าอยากได้ข้อมูลและของตัวอย่างเพื่อนำไปใช้

        แต่ระหว่างที่เขาคุยกับเรานั้น สายตาของเขากลับลอกแล่ก มองทางโน้นที ทางนี้ที แบบนี้ผมเห็นแล้ว ก็นึกในใจเลยว่า ถึงเขาไม่ได้ความช่วยเหลือจากเรา ก็คงไม่เป็นไร (คือ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง) ขอไปอย่างนั้นเอง..เผื่อฟลุ้ค  แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ

 

สุพรรณี
IP: xxx.0.0.1
เขียนเมื่อ 

สวัสดีชิว

อ่านเรื่องที่ชิวเขียนแล้ว  ทำให้พี่รำลึกถึงกาลเวลาในอดีตในช่วงเรียนหนังสือด้วยจ้า

สวัสดีครับ คุณสุพรรณี

         ต้องขออภัยที่นึกไม่ออกจริงๆ ครับว่าคุณสุพรรณีเป็นใคร :-( แต่ยังไงก็ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ

 

สุพรรณี
IP: xxx.0.0.1
เขียนเมื่อ 
แวะเข้ามาเยี่ยมอีกหน  จะทบทวนความทรงจำให้  พี่ติ๊กหรือพี่ติ๊ด  Ga Tech ไง  นึกออกหรือยังคะ  แต่ถ้ายังนึกไม่ออกก็ไม่เป็นไรค่ะ    เพียงแต่ชอบเข้ามาอ่านที่เขียนไว้ให้ลูกอ่าน  เป็นเทคนิควิธีการสอนที่ชอบค่ะ  คือ เล่าเรืองราวไปด้วยชี้แนะไปด้วย   

สวัสดีครับ พี่ติ๊ก :-)

       แหม! เล่นใช้ชื่อจริงนี่ทำให้นึกยากจังครับ ดีใจจังที่พี่แวะมาเยี่ยมที่นี่

       ตอนนี้เจ้าหนูมนอายุ 9 ขวบครึ่งแล้ว เพิ่งขึ้นชั้น ป. 4 ส่วนเจ้าหนูนิ เกือบๆ 7 ขวบแล้ว เพิ่งขึ้นชั้น ป. 2 หนูมนเรียนได้กลางๆ แต่ชอบอ่านการ์ตูนมาก ถึงขนาดตอนนี้เขียนการ์ตูนเป็นตอนๆ ได้แล้ว มีตัวเอกเป็นโปเกมอนตัวหนึ่ง (เขียนให้น้องอ่าน)

       จะขอเบอร์ติดต่อพี่ติ๊กเอาไว้ได้ไหมครับ เบอร์ที่ทำงานก็ได้ เดี๋ยวจะส่งต่อให้ตอง ขอบคุณครับ

ชิว

ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ชัดเท่าภาพนี้ค่ะ ภาพหญิงสาวที่รู้จักกันดีในนาม "Afghan Girl" เป็นภาพชื่อดังก้องโลกจากนิตยสาร National Geographic ถ่ายเมื่อปี 1983 ในค่ายผู้อพยพที่ปากีสถานขณะเธออายุได้ 12 ปี ส่วนอีกภาพถ่ายโดยช่างภาพคนเดียวกัน หลังจากตามหาเจ้าของดวงตาที่แสนลึกลับมานานถึง 17 ปี ขณะนั้นเธอมีครอบครัวแล้ว พบพานความยากลำบากมาสารพัด แววตาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม ดวงตาเธอบอกได้ถึงอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

สวัสดีครับ ซูซาน

          ภาพแจ่มไปเลย เคยอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ตอนที่ NG ไปตามหาสุภาพสตรีในรูปเดิม

          มีสงสัยนิดๆ ตรงจมูก ดูจะไม่ค่อยเหมือนเดิมเลยนิ ;-)

ไม่แน่ใจว่าจมูกงุ้มลงเพราะถูกสามีเตะหรือเปล่า 555 พยายามโยงให้ได้ มีบางกระแสเขาก็ว่าไม่ใช่ เพราะมีคนแอบอ้างเยอะมาก ร่วม 50 คนได้ค่ะ

ใช่ครับ ได้ลง NG พิมพ์แต่ละเดือนร่วมร้อยล้านเล่มทั่วโลก เป็นใครก็คงอยากได้ลงครับ

แต่ NG นี่เขาน่าจะตรวจสอบจนมั่นใจแล้วนะ ไม่งั้นเสียชื่อหมด...

ครูสุ
IP: xxx.143.143.174
เขียนเมื่อ 

ตามมาอ่านด้วยความชื่นชมจ้ะ