พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรี (สระบุรี )
ลักษณะรอยพระพุทธบาท: เป็นพระพุทธบาทขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ที่๔ในภัทรกัปป์นี้สถานที่ประดิษฐาน : อยู่ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ประเทศไทย พุทธตำนาน พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรีหรือพระพุทธบาทสระบุรี มีปรากฏที่เขาสัจจพันธคีรี แขวงเมืองสุนาปรันตะปะหรือนครขีดขิณในอดีต ตำนานพิศดาร พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรี( สุวรรณคีรี )หรือที่รู้จักทั่วไปคือพระพุทธบาทสระบุรีเป็นรอยพระบาทขวาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดสัตว์ได้๘พรรษาในขณะนั้นมีพ่อค้า๒พี่น้องคนพี่มีนามว่ามหาบุณและคนน้องมีนามว่าจุลบุณ เป็นชาวบ้านสุนาปรันตะปะ (ภาษาบาลี)หรือขีดขินนครในภาษาชาวบ้าน สองพ่อค้าพี่น้องขนสินค้าบรรทุกเกวียนจำนวน๕๐๐เล่มเดินทางไปขายถึงกรุงสาวัตถีพักกองเกวียนอยู่ใกล้ๆพระเชตวันมหาวิหารแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอรุ่งเช้าชาวกรุงสาวัตถีต่างถือเครื่องสักการบูชาไปสู่พระเชตวันเพื่อฟังพระธรรมเทศนามหาบุณสงสัยเหตุแห่งการกระทำนั้นจึงถามและชนทั้งหลายในหมู่นั้นจึงกล่าวตอบว่าพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกทำให้มหาบุณเกิดความยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงเข้าฟังเทศนาเมื่อพระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาส็จสิ้นแล้วมหาบุณจึงกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารยังที่พักของกองเกวียนเมื่อพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปรับบิณฑบาตณที่พักกองเกวียนของมหาบุณและเสด็จกลับสู่พระเชตวันแล้วมหาบุณได้มอบเกวียนกับสิ่งของทั้งปวงแก่นายบัญชีและให้นำไปมอบแก่จุลบุณส่วนตนจะขอบรรพชาในสำนักแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากบรรพชาแล้วพระมหาบุณได้เล่าเรียนพระกรรมฐานและเดินทางไปเจริญสมณธรรมอีกหลายแห่งแต่ยังไม่บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษประการใด ต่อมาพระมหาบุณได้จำพรรษาอยู่ณมกุลการามเจริญกรรมฐานจนในที่สุดก็สามารถสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ณที่นั้น เช้าวันหนึ่งพระมหาบุณได้เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านสุนาปรันตปะจุลบุณจำพระมหาบุณพี่ชายได้ จึงอาราธนาให้ไปฉันภัตตาหารที่เรือนของตนและอาราธนาให้จำพรรษาอยู่ ณพระวิหารใกล้ๆนั่นเอง ขณะนั้นอยู่ในช่วงฤดูฝนไม่สามารถทำการค้าขายทางบกได้จุลบุณและพ่อค้าทั้ง๕๐๐คนจึงคิดแต่งเรือสำเภาเพื่อบรรทุกสินค้าเดินทางไปค้าขายยังต่างเมืองเมื่อถึงวันจะลงสู่สำเภาจุลบุณได้อาราธนาพระมหาบุณให้ลงไปรับภัตตาหารที่ท้ายเรือณที่นั้นจุลบุณสมาทานศีล๕และขอให้พระมหาบุณช่วยพิจารณาเหตุแห่งภัยอันเกิดขึ้นอยู่เนืองๆในระหว่างการเดินทางหากมีเหตุภัยอันเกิดขึ้นขอให้พระมหาบุณได้ช่วยเหลือด้วย เรือสำเภาแล่นไปได้๗วันจึงถึงเกาะแห่งหนึ่งประกอบกับเสบียงหมดเหล่าพ่อค้าจึงทอดสมอและขึ้นไปหาฟืนและอาหารบนเกาะชาวสำเภาชวนกันถางฟันต้นไม้จะทำฟืนและได้ไม้จันทน์แดงเป็นของมีค่าจึงพากันทิ้งสินค้าที่บรรทุกมากับสำเภาลงทะเลและตัดไม้จันทน์แดงบรรทุกลงแทนสินค้านั้น เหล่าบรรดายักษ์และปีศาจที่อาศัยอยู่ที่นั้นต่างโกรธแค้นพวกพ่อค้าที่มาตัดต้นไม้บนเกาะตามอำเภอใจ ครั้นจะทำลายพวกพ่อค้าเหล่านั้นบนเกาะก็เกรงว่าจะมีกลิ่นโสโครกจึงปล่อยสำเภาทั้งหมดแล่นออกไปถึงกลางทาง เหล่าปีศาจทั้งหลายจึงบันดาลให้เกิดลมพายุและคลื่นใหญ่หมายจะทำลายสำเภาให้จมลงชาวสำเภาทั้งหลายต่างพากันบวงสรวงเทพาอารักษ์ให้ช่วยมีแต่จุลบุณเท่านั้นที่ระลึกถึงพระมหาบุณพี่ชาย ขณะนั้นพระมหาบุณทราบเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยทิพยจักษุญาณ จึงเหาะมาและแสดงตนให้จุลบุณเห็นแต่เพียงผู้เดียวจากนั้นพระมหาบุณจึงกำจัดปีศาจให้หนีไปและอธิษฐานให้เรือสำเภาทั้งหมดกลับเมืองด้วยความปลอดภัย เมื่อกลับถึงบ้านจุลบุณก็กล่าวกับพ่อค้าสำเภาทั้งหลายว่าที่พวกเรารอดมาได้ก็เพราะพระมหาบุณไปช่วยบรรดาพ่อค้าเห็นด้วยกับจุลบุณ จุลบุณจึงบอกพ่อค้าทั้งหลายว่าจะเอาไม้จันทน์แดงถวายแก่พระมหาบุณเหล่าพ่อค้าก็พร้อมใจกันถวายด้วยแต่พระมหาบุณบอกว่าเราไม่ต้องการไม้จันทน์แดงแต่จะเอาไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้สักการบูชา ชาววาณิชคามได้ฟังก็ยินดีพระมหาบุณจึงให้ชนทั้งหลายช่วยกันแต่งมณฑป๕๐๐องค์ด้วยไม้จันทน์แดงแล้วเหาะไปอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์๕๐๐รูปพระพุทธเจ้ารับอาราธนาแล้วพิจารณาเห็นอุปนิสัยของสัจจพันธดาบสอันอยู่เหนือเขาสัจจพันธคีรีพระพุทธองค์จึงตรัสสั่งพระอานนท์ให้นิมนต์สงฆ์๔๙๙รูปครั้นรุ่งเช้าพระตถาคตจะเสด็จไปโปรดพระสัจจพันธดาบสกับชาวบ้านสุนาปรันตปะด้วย ขณะนั้นร้อนถึงพระอินทร์ท้าวเธอทราบพุทธประสงค์จึงสั่งพระวิษณุกรรมนิรมิตบุษบกแก้ว๗ประการประมาณ๕๐๐บุษบกนำมาประดิษฐานไว้แทบประตูพระเชตวัน พระพุทธเจ้าและพระสาวกประทับเหนือบุษบกลอยมาทางอากาศไปประทับณเขาสัจจพันธคีรีทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดสัจจพันธดาบสและบรรพชาตั้งอยู่ในมรรคผล จากนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จมาบิณฑบาตที่หมู่บ้านสุนาปรันตปะและพำนักที่มกุลการาม๒-๓วันจึงเสด็จเข้าสู่เขาสัจจพันธคีรีมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระสัจจพันธเถระให้อยู่โปรดโยมอุปัฎฐากในดินแดนนี้ พระสัจจพันธเถระก็รับพุทธฎีกาแล้วกราบทูลขอพระเจดีย์สถานสำหรับเป็นที่สักการบูชา องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงพระเมตตาประทานรอยพระพุทธบาทไว้ณที่แผ่นศิลาเหนือยอดเขาสัจจพันธคีรี (สุวรรณคีรี)แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน ตำนานพระพุทธบาทและคัมภีร์พุทธบาทลกขณ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัส โปรดสัตว์ได้ ๘ พระวัสสา มหาบุญมาอาราธนาไปจากเมืองสาวัตถี ให้ไปโปรดชาววานิชคามแดนเมืองสุนาปะรันตะให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคม แล้วเสด็จกลับมาประดิษฐานพระรอยไว้แทบฝั่งน้ำ นัมมะทา พาพระสงฆ์มาถืงเขาสุวรรณ พระอรหันต์สัจพันธ์กราบทูลขอพระเจดีย์ พระชินสีห์จึงพระราชทานพระรอยไว้ให้เป็นเจดีย์ฐาน แล้วไปโปรดชาวเมืองโยนก ออกจากเมืองโยนกมาทรงยั้งนั่งใต้ร่มไม้ประดู่ใหญ่ได้เก้าอ้อมอยู่ชายทะเลทอดพระเนตรเห็นหนองโสน เห็น ๓ สัตว์ คือนกยางตัวหนึ่ง จังกวดตัวหนึ่ง พานรตัวหนึ่งจึงแย้มพระโอฐ ฝ่ายพระอานนท์ก็กราบทูลถามจะใคร่แจ้งความที่พระองค์เจ้าแย้มพระโอฐ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรอานนท์ที่อันนี้ แต่ก่อนนี้เป็นเมืองลักษน์และราม มีนามว่าเมืองหนองโสน พระรามสิ้นพระชนม์ไปได้ ๑๐๖ปี พระตถาคตจึงได้มาตรัสเทศนาให้อานนท์ฟัง วันนั้นเป็นวันพฤหัสเดือนยี่ขึ้น ๖ค่ำ ปีเถาะ เวลาบ่ายสองชั้นฉาย ครั้นจบเทศนาแล้วยังมีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อกุล พราหมณ์จึงเอาลูกสมอมาถวาย ทรงนั่งฉันสมอที่ตอตะเคียน แล้วแย้มพระโอฐ พระอานนท์ ทูลถามจึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ไว้ให้พระอานนท์ฟังว่าสมอนี้เป็นยา นานไปข้างหน้าเมืองหนองโสนนี้จะได้ชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา เมื่อพระตถาคตเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วได้ ๗ปี จะมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามชื่อว่า พระยาอภัยทศราช เธอจะมาสร้างพระนครขึ้น เธอจะได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนี้ได้ ๑๒๐ปี ครั้นสิ้นบุญพระยาอภัยทศราชแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามกรว่า พระยากาลราช เธอเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองได้ ๑๐๐ปี ครั้นสิ้นอายุพระยากาลราชนั้นแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าท้าวอู่ทอง ครั้นสิ้นบุญท้าวอู่ทองนั้นแล้ว แต่บันดาลหว่านเครือท้าวอู่ทองนั้นแล้วก็สิ้นเชื้อกษัตริย์ ยังมีขุมเมืองคนหนึ่งชื่อพระยาโคตระบองครองสมบัติมา ครั้นสิ้นบุญพระยานั้นแล้ว พระยาแกรกได้ครองสมบัติเป็นลำดับกษตริย์ต่อกันมาจนถึงสมเด็จพระบิดาพระนเรศวร์ กรุงศรีอยุธยาก็จะเสียแก่เจ้าหงสาลิ้นดำ ครั้งนั้นคนศีรษะใหญ่เท่าบาตร ครั้นบาตรครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแล้ว พระเจ้าหงสาวดีจึงกวาดเอาไพร่บ้านพลเมืองกับพระนเรศวร์ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางไปบ้านสัจพันธคาม และเมืองสุนาปะรันตะปะก็สูญแต่ครั้งนั้น หามีผู้ใดรักษาพระพุทธบาทไม่ พระพุทธบาทก็ลี้ลับอยู่ช้านาน กรุงศรีอยุธยานั้นก็ยังว่างเปล่าอยู่ ยังหามีกษัตริย์พระองค์ใด
ตามนิมิตหมาย เรื่องเล่าในอดีต
แด่พระเทพกษัตย์ตรี วีรสตรีที่ถูกลืม
พระธิดาแห่งสมเด็จพระศรีสุริโยไท สมเด็จน้าแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเทพกษัตย์ตรีผู้ปลูกฝังความรักชาติ ผู้อนุบาล ดูแล สมเด็จพระนเรศวรฯ
ผู้เสียสละ อดทน ด้วยเลือดขัตติยะมานะ ผู้มองการณ์ไกล ทรงทำเพื่อให้ชาติไทย ข้าพระพุทธเจ้า
ขอกราบเบิ้องพระบาท คาดว่าท่านคงไม่ฆ่าตัวตายต่อหน้าศัตรูหรอก ตามที่สร้างหนังไม่น่าจะถูกต้อง
และในประวัติศาสตร์ก็มิได้บันทึกไว้ แต่เชื่อว่าไม่ทรงกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด
น้องหมอ
ลงประวัติของพระโพธิ์สัตว์ 10 พระองค์ด้วย
เขียนรายละเอียดรอยพระพุทธบาท รูป ความหมาย
ภายใต้รอยพระพุทธบาท
ถ้ามีโอกาสอยากจะไปกราบสักครั้ง
ถือเป็นบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิตชาวพุทธ