พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรี  (สระบุรี )

ลักษณะรอยพระพุทธบาท:  เป็นพระพุทธบาทขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ที่ในภัทรกัปป์นี้สถานที่ประดิษฐาน   :   อยู่ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร  อำเภอพระพุทธบาท                                        จังหวัดสระบุรี     ประเทศไทย                พุทธตำนาน  พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรีหรือพระพุทธบาทสระบุรี  มีปรากฏที่เขาสัจจพันธคีรี   แขวงเมืองสุนาปรันตะปะหรือนครขีดขิณในอดีต   ตำนานพิศดาร  พระพุทธบาทเขาสัจจพันธคีรี( สุวรรณคีรี )หรือที่รู้จักทั่วไปคือพระพุทธบาทสระบุรีเป็นรอยพระบาทขวาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดสัตว์ได้พรรษาในขณะนั้นมีพ่อค้าพี่น้องคนพี่มีนามว่ามหาบุณและคนน้องมีนามว่าจุลบุณ  เป็นชาวบ้านสุนาปรันตะปะ (ภาษาบาลี)หรือขีดขินนครในภาษาชาวบ้าน  สองพ่อค้าพี่น้องขนสินค้าบรรทุกเกวียนจำนวน๕๐๐เล่มเดินทางไปขายถึงกรุงสาวัตถีพักกองเกวียนอยู่ใกล้พระเชตวันมหาวิหารแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอรุ่งเช้าชาวกรุงสาวัตถีต่างถือเครื่องสักการบูชาไปสู่พระเชตวันเพื่อฟังพระธรรมเทศนามหาบุณสงสัยเหตุแห่งการกระทำนั้นจึงถามและชนทั้งหลายในหมู่นั้นจึงกล่าวตอบว่าพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกทำให้มหาบุณเกิดความยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงเข้าฟังเทศนาเมื่อพระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาส็จสิ้นแล้วมหาบุณจึงกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารยังที่พักของกองเกวียนเมื่อพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปรับบิณฑบาตที่พักกองเกวียนของมหาบุณและเสด็จกลับสู่พระเชตวันแล้วมหาบุณได้มอบเกวียนกับสิ่งของทั้งปวงแก่นายบัญชีและให้นำไปมอบแก่จุลบุณส่วนตนจะขอบรรพชาในสำนักแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  หลังจากบรรพชาแล้วพระมหาบุณได้เล่าเรียนพระกรรมฐานและเดินทางไปเจริญสมณธรรมอีกหลายแห่งแต่ยังไม่บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษประการใด  ต่อมาพระมหาบุณได้จำพรรษาอยู่มกุลการามเจริญกรรมฐานจนในที่สุดก็สามารถสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ที่นั้น    เช้าวันหนึ่งพระมหาบุณได้เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านสุนาปรันตปะจุลบุณจำพระมหาบุณพี่ชายได้  จึงอาราธนาให้ไปฉันภัตตาหารที่เรือนของตนและอาราธนาให้จำพรรษาอยู่  พระวิหารใกล้นั่นเอง    ขณะนั้นอยู่ในช่วงฤดูฝนไม่สามารถทำการค้าขายทางบกได้จุลบุณและพ่อค้าทั้ง๕๐๐คนจึงคิดแต่งเรือสำเภาเพื่อบรรทุกสินค้าเดินทางไปค้าขายยังต่างเมืองเมื่อถึงวันจะลงสู่สำเภาจุลบุณได้อาราธนาพระมหาบุณให้ลงไปรับภัตตาหารที่ท้ายเรือที่นั้นจุลบุณสมาทานศีลและขอให้พระมหาบุณช่วยพิจารณาเหตุแห่งภัยอันเกิดขึ้นอยู่เนืองๆในระหว่างการเดินทางหากมีเหตุภัยอันเกิดขึ้นขอให้พระมหาบุณได้ช่วยเหลือด้วย   เรือสำเภาแล่นไปได้วันจึงถึงเกาะแห่งหนึ่งประกอบกับเสบียงหมดเหล่าพ่อค้าจึงทอดสมอและขึ้นไปหาฟืนและอาหารบนเกาะชาวสำเภาชวนกันถางฟันต้นไม้จะทำฟืนและได้ไม้จันทน์แดงเป็นของมีค่าจึงพากันทิ้งสินค้าที่บรรทุกมากับสำเภาลงทะเลและตัดไม้จันทน์แดงบรรทุกลงแทนสินค้านั้น      เหล่าบรรดายักษ์และปีศาจที่อาศัยอยู่ที่นั้นต่างโกรธแค้นพวกพ่อค้าที่มาตัดต้นไม้บนเกาะตามอำเภอใจ  ครั้นจะทำลายพวกพ่อค้าเหล่านั้นบนเกาะก็เกรงว่าจะมีกลิ่นโสโครกจึงปล่อยสำเภาทั้งหมดแล่นออกไปถึงกลางทาง  เหล่าปีศาจทั้งหลายจึงบันดาลให้เกิดลมพายุและคลื่นใหญ่หมายจะทำลายสำเภาให้จมลงชาวสำเภาทั้งหลายต่างพากันบวงสรวงเทพาอารักษ์ให้ช่วยมีแต่จุลบุณเท่านั้นที่ระลึกถึงพระมหาบุณพี่ชาย    ขณะนั้นพระมหาบุณทราบเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยทิพยจักษุญาณ  จึงเหาะมาและแสดงตนให้จุลบุณเห็นแต่เพียงผู้เดียวจากนั้นพระมหาบุณจึงกำจัดปีศาจให้หนีไปและอธิษฐานให้เรือสำเภาทั้งหมดกลับเมืองด้วยความปลอดภัย  เมื่อกลับถึงบ้านจุลบุณก็กล่าวกับพ่อค้าสำเภาทั้งหลายว่าที่พวกเรารอดมาได้ก็เพราะพระมหาบุณไปช่วยบรรดาพ่อค้าเห็นด้วยกับจุลบุณ  จุลบุณจึงบอกพ่อค้าทั้งหลายว่าจะเอาไม้จันทน์แดงถวายแก่พระมหาบุณเหล่าพ่อค้าก็พร้อมใจกันถวายด้วยแต่พระมหาบุณบอกว่าเราไม่ต้องการไม้จันทน์แดงแต่จะเอาไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้สักการบูชา   ชาววาณิชคามได้ฟังก็ยินดีพระมหาบุณจึงให้ชนทั้งหลายช่วยกันแต่งมณฑป๕๐๐องค์ด้วยไม้จันทน์แดงแล้วเหาะไปอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์๕๐๐รูปพระพุทธเจ้ารับอาราธนาแล้วพิจารณาเห็นอุปนิสัยของสัจจพันธดาบสอันอยู่เหนือเขาสัจจพันธคีรีพระพุทธองค์จึงตรัสสั่งพระอานนท์ให้นิมนต์สงฆ์๔๙๙รูปครั้นรุ่งเช้าพระตถาคตจะเสด็จไปโปรดพระสัจจพันธดาบสกับชาวบ้านสุนาปรันตปะด้วย    ขณะนั้นร้อนถึงพระอินทร์ท้าวเธอทราบพุทธประสงค์จึงสั่งพระวิษณุกรรมนิรมิตบุษบกแก้วประการประมาณ๕๐๐บุษบกนำมาประดิษฐานไว้แทบประตูพระเชตวัน  พระพุทธเจ้าและพระสาวกประทับเหนือบุษบกลอยมาทางอากาศไปประทับเขาสัจจพันธคีรีทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดสัจจพันธดาบสและบรรพชาตั้งอยู่ในมรรคผล    จากนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จมาบิณฑบาตที่หมู่บ้านสุนาปรันตปะและพำนักที่มกุลการาม-วันจึงเสด็จเข้าสู่เขาสัจจพันธคีรีมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระสัจจพันธเถระให้อยู่โปรดโยมอุปัฎฐากในดินแดนนี้   พระสัจจพันธเถระก็รับพุทธฎีกาแล้วกราบทูลขอพระเจดีย์สถานสำหรับเป็นที่สักการบูชา  องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงพระเมตตาประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่แผ่นศิลาเหนือยอดเขาสัจจพันธคีรี (สุวรรณคีรี)แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน     ตำนานพระพุทธบาทและคัมภีร์พุทธบาทลกขณ  ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัส  โปรดสัตว์ได้    พระวัสสา  มหาบุญมาอาราธนาไปจากเมืองสาวัตถี  ให้ไปโปรดชาววานิชคามแดนเมืองสุนาปะรันตะให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคม  แล้วเสด็จกลับมาประดิษฐานพระรอยไว้แทบฝั่งน้ำ  นัมมะทา  พาพระสงฆ์มาถืงเขาสุวรรณ  พระอรหันต์สัจพันธ์กราบทูลขอพระเจดีย์  พระชินสีห์จึงพระราชทานพระรอยไว้ให้เป็นเจดีย์ฐาน  แล้วไปโปรดชาวเมืองโยนก  ออกจากเมืองโยนกมาทรงยั้งนั่งใต้ร่มไม้ประดู่ใหญ่ได้เก้าอ้อมอยู่ชายทะเลทอดพระเนตรเห็นหนองโสน  เห็น    สัตว์  คือนกยางตัวหนึ่ง  จังกวดตัวหนึ่ง  พานรตัวหนึ่งจึงแย้มพระโอฐ  ฝ่ายพระอานนท์ก็กราบทูลถามจะใคร่แจ้งความที่พระองค์เจ้าแย้มพระโอฐ  จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า  ดูกรอานนท์ที่อันนี้   แต่ก่อนนี้เป็นเมืองลักษน์และราม  มีนามว่าเมืองหนองโสน  พระรามสิ้นพระชนม์ไปได้  ๑๐๖ปี  พระตถาคตจึงได้มาตรัสเทศนาให้อานนท์ฟัง  วันนั้นเป็นวันพฤหัสเดือนยี่ขึ้น  ค่ำ  ปีเถาะ  เวลาบ่ายสองชั้นฉาย  ครั้นจบเทศนาแล้วยังมีพราหมณ์คนหนึ่ง  ชื่อกุล  พราหมณ์จึงเอาลูกสมอมาถวาย  ทรงนั่งฉันสมอที่ตอตะเคียน  แล้วแย้มพระโอฐ  พระอานนท์  ทูลถามจึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ไว้ให้พระอานนท์ฟังว่าสมอนี้เป็นยา   นานไปข้างหน้าเมืองหนองโสนนี้จะได้ชื่อว่า  กรุงศรีอยุธยา  เมื่อพระตถาคตเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วได้  ปี  จะมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามชื่อว่า  พระยาอภัยทศราช  เธอจะมาสร้างพระนครขึ้น  เธอจะได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนี้ได้  ๑๒๐ปี  ครั้นสิ้นบุญพระยาอภัยทศราชแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามกรว่า  พระยากาลราช  เธอเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองได้  ๑๐๐ปี  ครั้นสิ้นอายุพระยากาลราชนั้นแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าท้าวอู่ทอง  ครั้นสิ้นบุญท้าวอู่ทองนั้นแล้ว  แต่บันดาลหว่านเครือท้าวอู่ทองนั้นแล้วก็สิ้นเชื้อกษัตริย์  ยังมีขุมเมืองคนหนึ่งชื่อพระยาโคตระบองครองสมบัติมา  ครั้นสิ้นบุญพระยานั้นแล้ว  พระยาแกรกได้ครองสมบัติเป็นลำดับกษตริย์ต่อกันมาจนถึงสมเด็จพระบิดาพระนเรศวร์  กรุงศรีอยุธยาก็จะเสียแก่เจ้าหงสาลิ้นดำ  ครั้งนั้นคนศีรษะใหญ่เท่าบาตร  ครั้นบาตรครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแล้ว  พระเจ้าหงสาวดีจึงกวาดเอาไพร่บ้านพลเมืองกับพระนเรศวร์  และสมเด็จพระเจ้าพี่นางไปบ้านสัจพันธคาม  และเมืองสุนาปะรันตะปะก็สูญแต่ครั้งนั้น  หามีผู้ใดรักษาพระพุทธบาทไม่  พระพุทธบาทก็ลี้ลับอยู่ช้านาน  กรุงศรีอยุธยานั้นก็ยังว่างเปล่าอยู่  ยังหามีกษัตริย์พระองค์ใด