วันนี้ ไปทำธุระขณะที่กำลังนั่งรอ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฉบับหนึ่ง เขาเขียนว่า มีความประทับใจกลอนที่เราๆท่านๆ เคยเรียนเมื่อสมัยเป็นเด็กนักเรียน พอเราได้อ่านก็จำได้ เป็นกลอนดอกสร้อย ของท่านพระยาอุปกิจศิลปสาร อ่านวันนี้หรือวันนั้น ความรู้สึกเราก็เหมือนเดิม คือรู้สึกนึกถึงมรณานสติ( เหมือนเจ้าของบทความ ) ความตายทำให้เราหยุด เราสงบลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองอ่านกันดูนะ เพื่อใจที่ฟุ้งจะกลับมาที่ศูนย์ได้บ้าง ก่อนจะออกก้าวเดินใหม่..... ๑. วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย ๒. ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย. ๓. นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมัน เอย. ๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย.