
สวัสดีครับ ผมได้รับเกียรติจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเชิญบรรยายให้กับลูกศิษย์ปริญญาเอก สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "การพัฒนาครูด้วยแนวคิด HRD" ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ของผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผมและลูกศิษย์ของผมจะได้เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งผมต้องการให้ครูนั้นมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความสนใจความรู้ในหลาย ๆ ศาสตร์ รู้ทันโลกาภิวัตน์ ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และผมหวังว่าครูทั้ง 19 ท่านจะได้มาร่วม share ความรู้ในเรื่อง HRD ร่วมกันและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเปิด Blog นี้จะทำให้เกิดการปะทะกันทางปัญญาและร่วมเรียนรู้ร่วมกันครับ
ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ รวมทั้งความกรุณาในการช่วยเปิดโลกทัศน์ของพวกเราให้กว้างขึ้น และเนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิดท่านในวันนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไปค่ะ
ในนามของคณะนิสิตปริญญาเอก บริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้องขอขอบพระคุณท่าน ศ.ดร. จีระ ที่ได้พยามยามกระตุ้นต่อมความคิดและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตรึงผู้เรียนให้อยู่ในบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ได้เกือบ 4 ชั่วโมง คำแนะนำของท่านที่ได้ย้ำอยู่เสมอว่าเราต้องมีศรัทธา ความเชื่อมั่น ความกล้าและความบ้าคลั่ง รวมถึงกุญแจสำหรับเรื่องConcept , System และ Paradigm
สำหรับการพัฒนาครูด้วยแนวคิด HRD หลังจากการฟังการบรรยายแล้ว ทำให้คิดว่างานการสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาครูเป็นเรื่องที่ท้าทายและยากยิ่ง แต่ในยุคสมัยที่การรู้กว้างและรู้ลึกในรายละเอียดเป็นเรื่องจำเป็น การมองให้เห็นภาพใหญ่และตระหนักถึงความเป็นโลกาภิวัตน์ทำให้เราไม่สามารถดำรงชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ในการเรียนวันนี้สิ่งที่ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์แบ่งได้เป็นประเด็นดังนี้
1. การมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องการเรียนปริญญาเอกไปทำไม
2. การเป็น Role Model โดยเฉพาะผู้บริหารที่จำเป็นต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง
3. การคิดนอกกรอบ การมีความกล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้อง
4. การที่ต้องมีความรู้สดใหม่เหมือนผักสดอยู่เสมอ
ยังมีต่อ โปรดอดใจรอ
โดยสรุปว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นิสิตในกลุ่มนี้ต่างได้แบ่งปันความคิดดีๆ และได้รับการเติมเต็มจากท่าน อ. ดร. จีระ ดังนี้
5. ให้ตระหนักถึงและเข้าใจความแตกต่างของการเรียนปริญญาเอกเป็นอะไรระหว่าง consumption หรือ investment ถ้ามองเป็นทุนแล้ว เราจะใช้ทุนนั้นได้อย่างไร คิดให้ขบระหว่าง "ปริญญากับปัญญา"
6. ความเชื่อมั่น + ความกล้าหาญ เกิดพลังเกินร้อย และต้องดำเนินชีวิตอย่างมีวิสัยทัศน์ และทิศทาง
7. ความสุขที่ยั่งยืน = ความสุข + การพัฒนาที่ยั่งยืน
8. การแลกเปลียนเรียนรู้ + แนวคิด Listen First and lLearn Later
9. การมีความรู้รอบงาน มีความรู้รอบตัว มีความรู้ในบริบทสังคม บริบทโลก นำไปสูการมีทุนทางสังคมและการสร้างเครือข่าย
10. การอ่านหนังสือ และการจับประเด็น พยายามทำให้ได้ทุกวัน ให้ได้วันละประเด็น ปีนึงมี 365 วัน ก็ได้แล้วเป็นร้อยๆ ประเด็น การจัดให้มีมุมอ่านหนังสือ และห้องสมุด (ถ้าทำได้)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
สารภาพครับว่าวันที่ท่าน อ.ดร.จีระ ได้กรุณามาบรรยายให้ฟัง ค่อนข้างตื่นเต้น และสติกระเจิง
ที่จริงอยากจะถามเพื่อแลกเปลี่ยนคุยกันหลายข้อเหมือนกันครับ แต่ไม่มีเวลา ...
งั้นจะขอมาถามท่าน อาจารย์ใน blog นี้เรื่อยๆ เพื่อเป็นการปะทะกันทางปัญญา ...ครับ
ผมเป็นนักรัฐศาสตร์ ที่เข้ามาเรียนครุศาสตร์ บางครั้งก็เลยชอบมอง คิด แบบนักรัฐศาสตร์ ...
ผมเห็นว่าการศึกษาบ้านเราที่พยายามเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พยายามกระจายอำนาจให้โรงเรียน ...แต่ในความเป็นไทยของเรา ...ถูกสั่งสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ...ยอมต่ออำนาจผู้ใหญ่ ...โดยเฉพาะศักดินาในระบบราชการ ...ซึ่งเป็นอุปสรรคปิดกั้นต่อการเรียนรู้ของบุคคลากรในวงการศึกษา...ครู...ของเรา ...และทำให้แนวคิดเรื่องการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ...การกระจายอำนาจ ...ไม่ work ...เพราะเมื่อครูถูกกระทำแบบนี้ ก็ย่อมจะกระทำต่อศิษย์เหมือนกัน ...โดยไม่รู้ตัว
ผมคิดว่าปัจจัยด้านวัฒนธรรมอันนี้คืออุปสรรคที่สำคัญมากในการปลดปล่อยศักยภาพของการเรียนรู้ การคิดสร้างสรรค์ การคิดเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่พยายามทำกันอยู่ ...
ความกลัวที่จะพูด ความเกรงใจที่จะแสดงความคิดเห็น ความชอบแสดงอำนาจของผู้ใหญ่ ...เป็นรูปแบบของตะวันออกที่ต้องบริหารจัดการแตกต่างไปจากแนวคิดตะวันตก เหมือนที่ท่านอาจารย์พยายามเน้นว่าอย่าไปคิดและทำตามตะวันตก แต่ให้มองความจริงจากฐานของเรา
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนความคิดเบื้องต้นแค่นี้ก่อนนะครับ
ขอบคุณครับ
ปิยวัฒน์
www.thaihrm.com
หลังจากได้ฟังท่านอ.ดร.จิระ บรรยายพิเศษในห้องสัมมนาของนิสิตปริญญาเอกบริหารการศึกษาจุฬา
ดิฉันก็ได้ไอเดียที่จะสร้างตัว R เพื่อมาเพิ่มเติมจาก 2 R ของท่านอาจารย์ เพื่อให้เป็น 8 R เผื่อว่าจะติดโผ ได้มีโอกาสขึ้นหน้าปกบ้าง ก็ขอเพื่อนๆช่วยแสดงความคิดเห็นนะคะ ซึ่ง 6 R ที่จะนำเสนอมีดังนี้ค่ะ
Re-structure ปรับโครงสร้างองค์การใหม่เพื่อให้มีลักษณะแนวราบ และเป็นเครือข่ายมากขึ้น มีการกระจายอำนาจ
Revolution ปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ ให้มีความตระหนักในหน้าที่ และมีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อเด็ก และมีคุณธรรม จริยธรรม
Reform ปฏิรูปการศึกษา เร่งรัดให้เกิดผลอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
Re-knowledge ทบทวนความรู้เดิม บูรณาการความรู้ใหม่ มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมให้เหมาะ และทันกับเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
Re อีก 2 ขออุบไว้ก่อนนะคะ เอาไว้ต่อคราวหน้า เผื่อจะได้มีคนติดตาม สนใจ อยากรู้ต่อ และท่านอาจารย์เองก็ได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ดิฉันอีก 1 R ในชั้นเรียนด้วย ซึ่งต้องกราบขอบพรคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ก็ไว้บอกพร้อมๆกันในคราวหน้าค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอเพิ่มเติมเรื่องการเรียนรู้ด้วย Blog ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มักจะเข้า ลป.รร. (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) ใน Blog ของสคส. และเห็นความสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้วยวิธีนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในสภาพการณ์ปัจจุบันที่บริบทการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การคิดต่างจากวิถีที่เคยปฏิบัติมา อาจทำให้เราได้พบวิธีการทำงานใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทมากขึ้น
ดิฉันเป็นแฟนรายการประจำคลื่นวิทยุ 96.5 และมักจะได้ข้อคิดดีๆ จากการฟัง ซึ่งต้องยอมรับการฟังแบบ Attentive Listening ที่เคยได้อ่านของ Blog ของ ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ว่าด้วย "หวนคืนสู่พื้นฐาน" - การฟังอย่างตั้งใจ vs. การฟังอย่างลึกซึ้ง http://gotoknow.org/blog/beyondkm/49735 ทำให้ตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนืองตลอดชีวิต และเมื่อผนวกกับข้อคิดดีๆ จาก อ. ดร. จิระ เรื่อง Listen First and Learn Later ทำให้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฝึกและพัฒนาทักษะการฟัง ซึ่งเป็นทักษะแรกของการเรียนภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน) กันใหม่เสียที
บรรยากาศการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ ผมคิดว่าการเรียนการสอนแบบให้ feedback เป็นสิ่งที่ดีและน่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในที่ทำงาน ขอบคุณท่านอาจารย์ ดร. จิระที่ได้กระตุ้นความรู้ให้แก่พวกเรา
ค่ะ วันนี้ดิฉันตื่นแต่เช้า อาบน้ำเย็นแล้วเพื่อให้สมองตื่นอย่างสดชื่น ทำอะไรต่ออะไรไปมากมาย ก็คิดว่าน่าจะถึงเวลามาต่อเรื่องของ 6 R ที่คิดไว้ตั้งแต่ในชั้นเรียน ให้จบซะทีนะคะ
ครั้งที่แล้วได้พูดไปแล้วถึง 4R คือ Re-structure Reform Revolution และ Re-knowledge แล้วนะคะ
วันนี้จะเพิ่มในเรื่อง
Respect คือการยอมรับในตัวผู้อื่น ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาก็ต้องเชื่อในความรู้ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกซึ่งความรู้ความสามารถของเขา ( มีคนเป็นจำนวนมากที่ชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่น ไม่เปิดใจให้กว้างในการรับฟัง มองคนอื่นต่ำต้อยกว่าตน ) โดยเฉพาะในยุคสังคมแห่งความรู้นี้ เราสามารถดึงเอาความรู้ในลักษณะที่เรียกว่า Tacit ของคนแต่ละคน ให้ออกมาเป็น Explicit ได้ เพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน
Reward ใครทำดี มีความชอบ ต้องตอบแทน นั่นคือการให้รางวัลตามความเหมาะสม ตั้งแต่ด้วยวาจา คำพูด การชมเชย ไปจนกระทั่งเป็นตัวเงิน ไม่ใช่ทำแทบตาย นายไม่เคยเห็น หรือ ทำแล้วนายฉกฉวยไปเป็นผลงานของตัวซะอีก ( ผู้บริหารสไตล์นี้ก็มีเยอะ )
และหลังจากที่ดิฉันได้นำเสนอความคิด 6R นี้ไปแล้ว ท่านอาจารย์จิระก็ได้กรุณาเพิ่มให้มาอีกตัว คือ
Re-brand ค่ะ ส่วนความหมายในความคิดของท่านอาจารย์จิระ ก็คงต้องให้ท่านอาจารย์เป็นผู้ขยายเองนะคะ ดิฉันมิบังอาจอธิบายแทนท่านค่ะโดยเฉพาะที่ท่านกล่าวว่าจุฬาเองก็ต้องทำ Re-brand ด้วยเหมือนกัน
ไหนๆก็กล่าวถึง 6R ที่กลายเป็น 7R ไปแล้ว ดิฉันก็เลยคิดว่า ก็เพิ่มเป็น 8R ละกัน ( ที่จากเดิมคิด 6R เพื่อไปต่อของท่านอาจารย์จิระ 2R ให้รวมเป็น 8R แต่เมื่อท่านเพิ่มให้มาอีก1 ก็เป็น 7R เหลืออีก 1R )เอาไว้ให้เพื่อนๆมาช่วยกันต่อดีไหมคะ ว่าใครคิดว่าควรจะเป็นอะไรดี จะได้ครบ 8R ( เผื่ออาจารย์จะเอาไปลงหนังสือของท่านบ้าง )หรือบางทีช่วยกันต่อแล้วอาจจะเป็น 10 R ที่มีคุณค่าต่อไปในวันข้างหน้าก็ได้นะคะ
อาจารย์สอนว่าเราต้องคิดอะไรเอง ไม่ใช่ไปเชื่อหรือไปลอกของเขามาหมด โดยเฉพาะตะวันตก เรามีสิ่งที่ดีๆของทางตะวันออกมากมาย ดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ปัญหาคือเรายังไม่มีบารมีมากพอที่ใครจะมาเชื่อถือ เสียงของเรายังไม่ดังพอค่ะและอีกอย่างถ้าเราไม่อ้างอิงงานเขียน ตำรา งานวิจัย ของตะวันตก เราก็ขาดการยอมรับจากคนอื่น โดยเฉพาะในขณะที่เรียน ก็มีตำราฝรั่งมากมายที่เราใช้ และตำราไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่ใครๆก็ไม่ยอมรับ
ไม่ทราบว่านี่เป็นจุดด้อยของประเทศเราหรือไม่ เรามีคนเก่งๆเยอะ แต่เรามักไม่ยอมรับกันเอง (ชอบเป็นเมืองขึ้น ตามฝรั่งเพราะมีวัฒนธรรมที่ดีกว่า) เราชอบไปเรียนต่างประเทศ เพราะกลับมาแล้วจะมีคนยอมรับเราเยอะ กลับมามีงานดีๆทำ มีตำแหน่งสูงๆ ( ทำได้ดีจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ) เราชอบเชิญกูรูตะวันตกมาให้ความรู้กับคนไทย บริษัทไทย และข้าราชการไทย ด้วยค่าตัวที่แพงๆ หลายล้านบาท เพราะเชื่อว่าเขาจะมาพูด 2 ชัวโมง หรือ 1 วัน แล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศที่คาราคาซัง ที่เป็นอยู่ได้ (ทั้งๆที่เรามีผู้บริหารเก่งๆระดับสูงๆของไทยหลายคนที่จบต่างประเทศ) แต่ลืมไปว่าในบริบทของความเป็นไทย วัฒนธรรมไทย และนิสัยแบบไทยๆบางอย่างแก้ยากค่ะ คงต้องใช้เวลาและต้องใช้คนไทยด้วยกันเอง เพียงแต่เราจะยอมรับกันสักนิด
ตอนนี้ดิฉันขอเสนอ 7Re- ของจริงค่ะ จากต่างประเทศ ที่พวกเรากำลังจะไปเยี่ยมชมและสัมมนากัน
คือ " ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนใจคน " ( Changing Minds )ของศาสตราจารย์ ดร.ฮาวเวิร์ด การ์ดเนอร์ ศาสตราจารย์ภาควิชากระบวนการรับรู้และด้านการศึกษา สถาบันบัณฑิตศึกษาด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( เจ้าของทฤษฎี Multiple Intelligence ที่นักการศึกษาบ้านเรานำมาใช้กันนั่นแหละค่ะ )
7Re- หรือ ยุทธศาสตร์เปลี่ยนใจคน ประกอบไปด้วย
Reason คือการใช้เหตุผลที่ถูกต้อง เพื่อชี้แจง หรือโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจมาในเรื่องที่ต้องการ
Research คือการนำเสนอข้อเท็จจริง ที่ได้รับการยืนยันหรือพิสูจน์แล้ว
Resonance คือการเข้าถึงจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น
Representational หรือ Re-descriptions คือความสามารถในการเสนอแนวความคิดแบเดิมๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย
Resources and Rewards คือการให้คุณให้โทษ เพื่อเป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมตามที่ต้องการ
Real world events คือการใช้เหตุการณ์จริงมาสนับสนุน
Resistances คือการต่อต้านความเชื่อที่แตกต่าง ซึ่งจะต้องพิจารณานำไปใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มคน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกันออกไป
ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันว่ามันก็ไม่ยากเกินไปกว่าที่เราจะคิดได้ใช่ไหมคะ ใครหลายคนในบ้านเราคงเคยคิดแบบนี้ หรือใช้กันมาบ้างแล้ว แต่เราไม่เสียงดังพอที่ใครจะเชื่อหรือนำความคิดของเราไปใช้ต่อ
และศาสตราจารย์ ดร.ฮาวเวิร์ด การ์ดเนอร์ ( Howard Gardner ) คนเดียวกันนี้เองที่เคยถูกบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ เชิญมาพูดเรื่อง " ภาวะผู้นำและจริยธรรม ความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคม " ให้ผู้บริหารในเครือฟัง ซึ่งเนื้อหาได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์การสู่ความสำเร็จ คือ ความสามารถของผู้นำ และผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีลักษณะของความชาญฉลาดที่สำคัญ 3 ประการคือ
ด้านการใช้ภาษา ( Linguistic Intelligence ) คือสามารถสร้างสรรค์ สื่อสาร และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความเข้าใจในตัวผู้อื่น ( Interpersonal Intelligence ) สามารถเข้าถึง รับฟัง ผลักดัน และตอบสนองความปรารถนาของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
ความสามารถในการชักจูง ( Existential Intelligence ) หรือรวมพลังของคน โดยเฉพาะบุคลากรในองค์การ ให้มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
เป็นไงบ้างคะ เพื่อนๆลองมาสำรวจตัวเราเองดีไหมคะว่า เราจะสามารถเป็นผู้นำที่มีประสิธิภาพได้ไหม จาก 3 ประการนี้
อ้อ! อย่าลืมเรื่อง จิตสำนึกในเรื่องของการดำเนินธุรกิจ(โรงเรียน) อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมนะคะ ( Corporate Social Responsibilities )
อยากฝากให้เพื่อนๆประยุกต์ในเรื่องของแนวทางการบริหารจัดการโดยการน้อมนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรามาใช้ในการบริหารจัดการโรงเรียน ครู และ นักเรียน ด้วยน่ะค่ะ ช่วยกันปลูกฝังตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ
วันนี้มีโอกาส เลยแวะเข้ามาดูเพื่อทักทายกันหน่อยค่ะ
ไม่มีใครต่ออะไรเลย สงสัยว่างานคงเยอะ ก็ต้องเข้าใจกันล่ะนะคะ ( สงสัยมีแต่ดิฉันที่รู้สึกว่าจะว่างงานกว่าเพื่อนๆแฮะ )
ไหนๆก็ไหน ต่อให้จบซะเลย คงไม่ว่ากันนะคะ คือตัว R ที่ว่าเหลือให้เพื่อนๆต่ออีก 1R น่ะค่ะ จะได้เป็นการคิดเองที่ครบ 8R ซะที
ขอเสนอ Responsibility ค่ะ ก็ความหมายรู้ๆกันอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักบริหาร หรือผู้นำ ทำอะไรต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งต่องานที่ทำ ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม สิ่งแวดล้อม
คงไม่มีใครตำหนิว่าเอาเหล้าเก่ามาใส่ในขวดใหม่นะคะ คิดซะว่าเรามาทบทวนภาระหน้าที่ของเราก็แล้วกันค่ะ
พบกันคราวหน้านะคะ หวังว่าจะเจอพวกเราที่นี่กันบ้างนอกเหนือจากเมล์ปกติ