โนนากะบอกว่า ความรู้มี ๓ ชนิด
            1. Episteme (Scientific Knowledge)  ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ - ความรู้แจ้งชัด (explicit knowledge)
            2. Techne (Skills and Crafts Knowledge)  ความรู้เชิงทักษะ ฝีมือ - ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)
            3. Phronesis (Practical Wisdom)  ความรู้เชิงปัญญาปฏิบัติ - ความรู้ฝังลึกระดับสูง (high quality tacit knowledge)

         Phronesis น่าจะแปลว่า ไหวพริบ - ความสามารถในการตัดสินใจได้ถูกต้องตามสถานการณ์     แต่เมื่อดูตามรายละเอียดที่ โนนากะ แสดง phronesis มีความหมายมากกว่าไหวพริบ    ได้แก่
            ๑. ความสามารถในการใช้วิจารณญาณว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี
            ๒. ความสามารถในการแลกเปลี่ยนบริบทกับผู้อื่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์
            ๓. ความสามารถในการจับ/ทำความเข้าใจ สถานการณ์ หรือเรื่องราวที่จำเพาะ    โดยมีความละเอียดอ่อนในการรับรู้รายละเอียด
            ๔. ความสามารถในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่จำเพาะ (specific / particular) จากความรู้ทั่วไป (generic / general) โดยใช้ถ้อยคำ หรือเรื่องเล่า
            ๕. ความสามารถในการสื่อความหมายของความดี หรือความเชื่อ    มองเห็นความเป็นทั้งหมด    มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของขั้วตรงกันข้าม
            ๖. ความสามารถในการสร้าง phronesis ในผู้อื่น เพื่อสร้างองค์กรแห่งความราบรื่นปรองดอง     สร้างผู้นำขึ้นทั่วทั้งองค์กร

        ผมมองว่า phronesis หมายถึงความสามารถในการตีความสิ่งต่างๆ ในมิติที่ลึก และเอื้อต่อการเรียนรู้ การสร้างสรรค์     เอาชนะข้อจำกัดแห่งอวิชชาได้     ตัวอย่าง ความสามารถในการใช้วิจารณญาณว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี    โดยพิจารณาเรื่อง "คู่แข่ง" (competitor) ว่าไม่ใช่บริษัทอื่น หรือร้านอื่น    แต่หมายถึงความต้องการของลูกค้า     คนที่มี phronesis คือคนที่สามารถตอบได้ว่าความต้องการของลูกค้าคืออะไร     รู้ความต้องการของลูกค้าในมิติที่ลึก  ในมิติเชิงคุณค่า  

        โนนากะ มองว่า ผู้นำต้องมี  phronetic leadership / distributed leadership    ผมตีความว่าเป็นผู้นำที่สร้างผู้นำทั่วทั้งองค์กร

วิจารณ์ พานิช
๒๒ ม.ค. ๕๐