ถึงตอนนี้ ควรจะมี "มรณวิทยา" อยู่ในแพทยศาสตรศึกษาหรือไม่?

มรณวิทยา (Thanatology) "ศาสตร์ที่ว่าด้วยผลกระทบ ผลแวดล้อมจากความตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตวิทยาและด้านสังคม"

ที่ ม.อ. เรามี Block รายวิชา "Human Life Cycle" หรือ "วงจรชีวิตมนุษย์) ว่าไปตั้งแต่ปฏิสนธิ เกิด แก่ เจ็บ แต่ surprise surprise ไม่มี ตาย

โดยส่วนตัวผมคิดว่า (และเห็นด้วยโดยพี่เต็มศักดิ์ ..... แฮ่ะๆ ขออนุญาตยืมชื่อมาเป็นหมอนหนุนหลังหน่อยนะครับ ... เผื่อเวลามีคนยัน !!) มันยังไม่ค่อยเป็น cycle เท่าไรนะครับ เพราะ "เจ็บ" มันยังไม่ต่อไปเป็น "เกิด" ได้ และที่พูดในคราวนี้ไม่ได้มีเจตนาจะให้มีการพิจารณาเปลี่ยนชื่อ block เอาคำ cycle หรือ วงจร ออก อะไรทำนองนั้นนะครับ อยากจะให้ใช้ชื่อเดิม แต่ "เติมให้เต็มวงจร" เท่านั้นเอง

สำคัญอย่างไร อืม... ต้องเริ่มจาก "สำคัญไหม?" นะครับ แล้วก็ "สำคัญแค่ไหน มากไหม?" แล้วค่อยไปถึง "สำคัญอย่างไร?" เอ.... หรือแบบเดิมดีแล้วหว่า? ช่างเถอะ เอาเป็นว่าลองพยายามตอบทุกๆอันนี้ก็แล้วกัน

1. สำคัญไหมที่แพทย์จะทราบเรื่องผลกระทบจากความตาย? ทราบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่ทราบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ปกติแล้ว พวกเราๆก็จะอยากคิด อยากพูด อยากทำเรื่องที่เราคุ่นเคย เรื่องที่ไม่มีอันตรายมาก ไม่คุกคามตัวตนของเรายิ่งดี เสริมตัวตนของเราเองยิ่งแจ๋ว ในขณะเดียวกันเราจะหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องที่เราไม่คุ้น เรื่องเสียวไส้คุกคามต่อความสงบ (ของกลุ่มสนทนา) หรือเสียวไส้คุกคามต่อตนเอง (เรื่องปมด้อย เรื่องความไม่ถนัด) เรื่องที่ทำให้ self value ของเราลดน้อยลง

ความตาย เป็นหัวข้อสนทนาแบบไหน?

สมมติว่าเราถูก "ปรับ" ให้เกิดความรู้สึกว่าความเป็นเรื่อง "อธรรมชาติ" เป็นเรืองแปลก หรือเป็นเรื่องต้องห้าม อัปมงคล ถ้าเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ถูกสอดใส่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เราก็จะไม่พูดถึงมัน เราก็จะไม่มี model ในเรื่องนี้ แม้แต่ของตัวเราเอง ไม่ต้องไปพูดถึงของคนอื่นเลย หมอที่ไม่มี model การตายของตนเอง สามารถจะเข้าใจ model ของผู้ป่วยที่กำลังจะตายได้หรือไม่? อาจจะได้ครับ แต่ถ้าสาเหตุที่ไม่มี model ไม่ใช่เป็นเพราะ "ยัง" ไม่คิด แต่เป็นเพราะ "ไม่กล้าคิด ไม่อยากคิด เกลียดตัวเองที่จะคิด กลัวที่จะคิด" สงสัยว่าการที่จะ empathy คนที่เผชิญความตายจะเป็น uphill task หรือแม้กระทั่ง impossible task สำหรับบางคน ผมคิดว่าอุปสรรคสำคัญสำหรับแพทย์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อแพทย์ไม่ "เข้าใจ" ความรู้สึกของผู้ป่วยหรือญาติ เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่ empathy ไม่มีการใช้ อตฺตานํ อุปมํ กเร

เรื่องนี้จึงสำคัญ (หรือไม่?)

2. สำคัญแค่ไหน? severity หรือ ระดับความสำคัญน่าจะเอาไปประมาณกับนิยามความสำเร็จ/ล้มเหลว หรือวิสัยทัศน์/พันธกิจ ดังนั้นคำถาม pre-requisite ว่าสำคัญมากน้อยแค่ไหน ต้องตอบจากคำถาม "อะไรคือนิยามของความสำเร็จของการเป็นแพทย์"

ตอนเรียนๆอยู่ เราไม่ค่อย "นิยาม" เรื่องนี้กันชัดเจนบ่อยเท่าที่เราคิดว่าเราได้ทำ แต่เราดีใจเสียใจกับอะไรบ้างที่เกียวกับการเรียนล่ะ? เกรดออก อาจารย์ชม พ่อแม่ชม เกรดออก เกรดออก เกรดออก.... บางคนก็อาจจะดีใจที่คนไข้หายกลับบ้านได้ อาจจะน้อยคนที่ดีใจที่คนไข้เกิด complications หรือเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อาจจะ น้อยที่สุด ที่เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจว่าแม้คนไข้จะตาย แต่เขาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว กลุ่มหลังนี้ผมสงสัยว่ามัน "น้อยที่สุด" หรือเป็น "ไม่มีเลย" ตั้งแต่สมัยเราเรียน เราเรียนเพื่อ "เอาชนะ" โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เรารู้สึก achievement เมื่อเราทราบว่าเราได้ถูก empowered ที่สามารถรักษาให้หายโรคได้มากมาย จบออกมาเป็นเฉพาะทาง ยิ่งภาคภูมิใจเพราะโรคที่เราทำให้หายนั้น ไม่ใช่หมอทุกคนทำได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เราให้นิยาม "ความสำเร็จ" เราได้แอบตั้งนิยามของ "ความล้มเหลว" ไปโดยไม่รู้ตัวเสมอ เรียนๆไปเราอาจจะตกหลุ่มพรางว่าเราเอาชนะได้ แม้กระทั่งความตาย เรามอง mortality rate/ morbidity ด้วยสายตาเกลียดชัง (จากความกลัว ความไม่รู้ อวิชชา) ความตายกลายเป็นของที่ไม่ธรรมชาติ แต่เป็นสัญญลักษณ์ของความล้มเหลวแห่ง pride ส่วนตัวของหมอ

misconception นี้เป็น direct contradiction ได้เพราะเราจะ "ไม่เคย" เอาชนะความตายได้เลยแม้แต่รายเดียว เพราะคนทุกคนต้องตาย ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติพอๆกับการเกิด แก่ เจ็บ แต่สามประการนั้นโดยสาเหตุบางประการ (ที่น่าสนใจมากๆ) ทำให้เรารับได้ ในวงจรชีวิตที่แท้จริง เรารับได้แค่นั้น แต่เรารับความตายไม่ได้ ถ้าเรามี misconception นี้ เป็นการการันตีความลัมเหลว เพราะเรากำลังหาทางทำ impossible task เราพยายามหลีกเลี่ยงปฏิเสธ absolute truth และข้อสำคัญเรา (หมอ) เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่เราอาจจะทำอะไรได้หลายอย่างแก่ผู้ป่วย--คนที่เราปวารณาตัวทุ่มเทเพื่อประโยชน์-- อาจจะทำให้เราไม่สามารถไปอยู่ในที่ที่เราสาบานตนว่าจะมาอยู่แต่แรก

เรื่องนี้จึงสำคัญมาก (หรือไม่)

3. สำคัญอย่างไร? ตอบไปแล้ว

ในการ round palliative care (ที่ ม.อ. เราเรียกว่า holistic doctor programme round) อุปสรรคที่สำคัญมีหลายประการ อ้อ... ลืมอธิบายว่า holistic doctor programme คืออะไร เป็นการราวน์ผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้ extern ที่กำลังจะจบได้ร่วมกิจกรรม โดยมีอาจารย์แพทย์เจ้าของไข้ อาจารย์จิตเวช อาจารย์หน่วย pain และอาจารย์หน่วย palliative ดูผป.ประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งอภิปราย นำเสนอ case และไปที่ bedside round แสดงการสัมภาษณ์แบบ interview ไม่ใช่ "ซัก" (ฟอกขาวผู้ป่วย) แบบที่ทำๆกันทั่วๆไป แต่เป็น interview ที่เพื่อ "เข้าใจการรับรู้ของผู้ป่วยตั้งแต่ต้น" นอกเหนือจากได้ข้อมูลครบทุกมิติของสุขภาพ เรายังได้ข้อมูลประเภทผู้ป่วย (และญาติ) มีความสุขจากอะไรได้บ้าง (นอกเหนือจากทุกข์เพราะอะไรบ้าง)

แต่ความยากเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไปถึง "ความตาย" เมื่อทุกๆอย่างทาง biology ล้มเหลว ยาที่มีไม่ work เมื่อหมอรู้สึก powerless เมื่อหมอไม่ทราบว่าจะตอบผป.ได้อย่างไร หรือไม่ทราบว่าจะให้ความ "มั่นใจ อุ่นใจ" กับผู้ป่วยว่าเราจะอยู่ช่วยเขาจนถึงที่สุด เพราะเราเองก็ ไม่อยาก ไม่กล้า รับรู้เรื่อง emotional แบบนี้

ถึงตอนนี้ ควรจะมี "มรณวิทยา" อยู่ในแพทยศาสตรศึกษาหรือไม่?