GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เรื่องเล่าบทที่สอง - การเริ่มต้น

ความแตกต่างไม่ใช่กำแพงในการมีเพื่อนต่างชาติ!!

 

ถ้าใครได้อ่านเรื่องเล่าบทแรก คงคิดตรงกันว่าจะได้อ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับเอดินเบอร์กเป็นเรื่องถัดไป จริง ๆ ก็ควรเป็นเช่นนั้น แต่เอดินเบอร์กเป็นเมืองที่น่าสนใจและมีเรื่องให้เล่ามากมาย จึงขอเก็บไว้เล่าเป็น บันทึกเฉพาะจากเอดินเบอร์ก ก็แล้วกันนะคะ

 

การเริ่มต้นชีวิตนักเรียนนอก ถ้าเริ่มต้นนาทีแรก วันแรกจริง ๆ คงเป็นการพบกับนักเรียนไทยที่เรียนอยู่เอดินเบอร์ก แม้เคยได้ยินมาว่าตอนอยู่เมืองนอกให้ระวังคนไทยด้วยกันเอง แต่สิ่งที่เราพบมากลับตรงกันข้าม นักเรียนไทยที่นั่นน่ารักมาก ให้การต้อนรับและช่วยเหลือนักเรียนไทยด้วยกันอย่างดี ขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักเรียนไทยที่เอดินเบอร์กทุก ๆ คนค่ะ

 

นอกจากเพื่อน ๆ คนไทยแล้ว สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือการมีเพื่อนชาวต่างชาติ ครั้งแรกที่ได้เจอเพื่อน ๆ ในคณะเดียวกันคือวันปฐมนิเทศ เป็นวันที่ทางคณะจัดให้มีการพบปะพูดคุย แนะนำมหาวิทยาลัย คณะ วิชาเรียน นักเรียนที่นี่มีทั้งฝรั่งและเอเชีย และเราเป็นบังเอิญเป็นคนไทยเพียงคนเดียว เราจึงแทบจะไม่ได้คุยกับใครเป็นพิเศษ อาจจะมีทักทายบ้างคำสองคำตามมารยาทเท่านั้น และแล้วเวลาพักเที่ยงก็มาถึง ที่นั่นมีอาหารเที่ยงไว้ให้แต่ไม่ใช่ข้าวเป็นจาน ๆ มีที่นั่งทานเหมือนบ้านเรานะคะ มีเพียงแค่แซนวิช 3-4 ถาด น้ำชากาแฟและผลไม้เล็กน้อยเท่านั้นสำหรับอาหารเที่ยง ทุกคนเดินเข้าแถวไปหยิบแซนวิชคนละนิดหน่อยพร้อมน้ำแก้วนึง แล้วมายืนหาที่ทานตามอัธยาศัย

 

วันนั้นคงไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ถ้าเราไม่ได้เห็น การแบ่งแยกกลุ่มอย่างชัดเจนระหว่างชาวตะวันตกและชาวตะวันออก หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือกลุ่มคนฝรั่งกับกลุ่มคนเอเชีย น่าสนใจตรงที่ทำไมฝรั่งจึงยืนคุยเฉพาะฝรั่งด้วยกัน เอเชียก็ยืนคุยกับเอเชียด้วยกัน ไม่ใช่แค่เป็นสองกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ละกลุ่มยังแยกกันยืนคนละฝั่ง ครึ่งห้องเป็นของฝรั่ง อีกครึ่งห้องเป็นของเอเชีย แปลกมั้ย ? ถ้าเราจะเดินไปหยิบแซนวิชที่วางอยู่บริเวณกลุ่มฝรั่ง ทุกคนจะหันมามองทางเดียวกันเหมือนเราเป็นตัวประหลาดที่เข้าไปตรงนั้น หรือถึงแม้ว่าเราจะเข้าไปคุยกับฝรั่งก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากคุยกับเพื่อนเอเชียด้วยกันเอง เราเก็บความแปลกใจไว้ได้ไม่ทันไร ก็ได้รับเมลล์จากเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจะไปเรียนต่อที่อเมริกา เพื่อนส่งเมลล์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน เลยนั่งคิดหาเหตุผลว่าคงเป็นความเหมือนและความต่างทางด้านวัฒนธรรม ความรู้สึกใกล้ชิดกับคนกลุ่มเดียวกัน คล้าย ๆ กับตอนขึ้นไปเรียนกรุงเทพแล้วได้เจอคนใต้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนสงขลา ก็จะรู้สึกคุ้นเคยมากกว่าคุยกับคนที่มาจากภาคอื่น คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยมีความรู้สึกนี้แบบนี้เช่นกัน

 

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เพียงแค่ไม่นานนัก   ความแตกต่างด้านเชื้อชาติก็ไม่ใช่ปัญหาในการมีเพื่อนต่างชาติอีกต่อไป หนึ่งปีเต็มที่เรียนอยู่เอดินเบอร์ก เรามีเพื่อนทั้งชาวจีน อินเดีย มาเลย์ เกาหลี อังกฤษ สก๊อต ฝรั่งเศส กรีก เยอรมัน และอีกหลายเชื้อชาติ แม้วัฒนธรรมและวิธีการคิดจะต่างกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ตรงกันข้าม เรายังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ฟังเรื่องเล่าชีวิตในประเทศอื่น ๆ แล้วยังได้เล่าให้เพื่อนฟังถึงประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม ที่ทำให้เรายิ้มทุกครั้งเมื่อได้เล่าเรื่องเมืองไทย เรายังจำหน้าเพื่อนชาวสก๊อตได้ดีเมื่อเราบอกว่า ประเทศไทยตอนหน้าร้อนอุณหภูมิอาจสูงถึง 40 องศา รวมทั้งหน้าตาตกใจของเพื่อนชาวเกาหลีเหนือเมื่อเค้าได้ยินว่าเราไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนในชีวิตนี้ !!!

 

ถึงแม้ดูเหมือนจะเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่เวลา การเรียนรู้ ความคุ้นเคย และการปรับตัวเข้าหากัน ก็ทำให้เราได้มีเพื่อนต่างชาติเข้ามาในชีวิต ถึงแม้วันนี้เราจะเรียนจบจากเอดินเบอร์ก แต่ก็คิดถึงเพื่อนทุกคนเสมอ ….Neil, Vincent, Sreemati, Saied, Alex, and 11 kitchen mates….you all are the best!!!

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 76521
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

เล่ามาเรื่อยๆ นะจ้า

ขอโทษค่ะเข้าระบบไม่ได้จะ

สวัสดีค่ะคุณณิช

อ่านบทที่สอง นั่งๆ นึกว่ากว่าจะเรียนจบจะมีกี่บทนะเนี่ย 555 (แอบมีแซว)

ที่ออสเตรเลียก็เหมือนกันค่ะ ร้านอาหารในยู จะมีร้านแบบเอเชีย ขายพวกข้าวแกง และแบบฝรั่ง ขายแซนวิส พลาสต้า ฟิชแอนด์ชิป เบียร์ เหล้า (ในยูเนี่ยนะ)

คนไทยเราทานได้หมดแหละค่ะ ทานด้วยความคุ้นเคยทั้งไทยและเทศ แต่คนจีนเนี่ย เท่าที่สังเกตุ จะไม่ไปกินในร้านฝรั่งเลยนะคะ เค้าว่าแพง และไม่ชอบพวกชีส

ทุกวันนี้ก็ยังไม่การแบ่งอยู่ให้เห็นเรื่อยๆ แต่ถ้าส่วนที่เป็นเพื่อนกัน คนออสซี่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวค่ะ คุยผิวเผิน ไม่ได้สนิทมากเท่าเพื่อนเอเชียด้วยกัน

เฮ้อ...แล้วอย่างงี้ฉันจะได้ภาษาสำเนียงอะไรเนี่ย

^___<

อยากรู้เรื่องราวการใช้ชีวิตในประเทศอังกษฤ...พอจะมีใครพอมีประสบการณ์ตรงจะมาเล่าให้ฟังบ้างจะขอบพระคุณอย่างสูง