มงคลสูตร

มงคลสูตร เป็นพระสูตรที่ชาวพุทธรู้จักกันโดยทั่วไป ในโลกหนังสือภาษาไทยมีหนังสือที่เขียนอธิบายมงคลสูตรเกินกว่าสิบเล่ม แต่บางครั้งอาจใช้ชื่ออื่น เช่น มงคลชีวิต มงคล๓๘ หรือมงคลทีปนี ฯลฯ...

มังคลัตถทีปนี คือ ชื่อคัมภีร์เล่มสำคัญของไทย ซึ่งรจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ เป็นหนังสือที่เขียนอธิบายมงคลสูตรเป็นภาษาบาลี และปัจจุบันคณะสงฆ์ไทยใช้เป็นหลักสูตรการเรียนบาลีชั้น ปธ. ๔-๕ และ ปธ.๗ ...

ผู้เขียนเป็นครูบาลีสอน ปธ.๔ ซึ่งต้องแปลคัมภีร์เล่มนี้อยู่หลายปี สอนไปก็คิดและตีความไป จนกระทั้งจับประเด็นได้ว่า มงคลชีวิตทั้ง ๓๘ ประการนี้ มีลำดับต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ และสามารถจัดแบ่งความสำคัญตามลำดับวัยของชีวิตได้...

และเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้กับเพื่อนครูบาลีและผู้รู้บางท่าน ซึ่งท่านเหล่านั้นก็เห็นด้วย...ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นหนังสือออกเผยแพร่สักเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขียนได้ไม่เท่าไหร่ ก็ยุ่งๆ จึงค้างไว้ และเมื่อจำเป็นต้องล้างฮาร์ดดีส ข้อมูลก็พลอยเลือนหายไปด้วย..

ดังนั้น ผู้เขียนจะใช้บันทึกนี้เล่าเรื่องนี้ไปอีกเรื่องเรื่อยๆ จนกว่าจะจบ ...โดยจะเริ่มด้วยการแบ่งมงคลทั้ง ๓๘ ตามลำดับวัย ดังนี้

ปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยเริ่มแรกของชีวิต จะต้องประกอบด้วยมงคลเบื้องต้นดังนี้

คาถาแรก การไม่คบคนพาล. การคบบัณฑิต. การบูชาผู้ควรบูชา.

คาถาที่ ๒ การอยู่ในถิ่นสมควร. ความเป็นผู้มีบุญในปางก่อน. การดำรงตนไว้ชอบ.

คาถาที่ ๓ ความเป็นผู้ศึกษามาก. ความมีศิลปะ. ความมีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว. ความมีถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต.

.........

มัชฌิมวัย ซึ่งเป็นวัยหนุ่มสาว ทำงานแล้ว มีครอบครัว จะต้องประกอบด้วยมงคลลำดับต่อมาดังนี้

คาถาที่ ๔ การบำรุงมารดาและบิดา. การสงเคราะห์บุตรและภรรยา. ความมีการงานที่ไม่คั่งค้าง.

คาถาที่ ๕ การให้. การประพฤติธรรม. การสงเคราะห์ญาติ. การงานที่ไม่มีโทษ. 

คาถาที่ ๖ การงดเว้นจากบาป. การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา. ความไม่ประมาทในธรรมทั้งปวง.

...........

ปัจฉิมวัย ซึ่งเป็นวัยของผู้เข้าสู่วัยกลางคน เริ่มเป็นผู้สูงอายุ จะต้องประกอบด้วยมงคลเบื้องปลายดังนี้

คาถาที่ ๗ ความเป็นผู้เคารพ. ความรู้จักถ่อมตน. ความเป็นผู้ยินดีตามมีตามได้. ความเป็นผู้รู้อุปการคุณ. การฟังธรรมตามโอกาส.

คาถาที่ ๘ ความเป็นผู้อดทน. ความเป็นผู้ว่ากล่าวโดยง่าย. การพบเห็นสมณะ. การสนทนาธรรมตามโอกาส.

คาถาที่ ๙ การมีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส. การประพฤติชีวิตประเสริฐ. การมองเห็นความจริงอันประเสริฐ. การทำความดับทุกข์ให้ชัดเจน.

...........

คาถาสุดท้าย จะเป็นอุดมคติแห่งชีวิต ซึ่งเป็นข้อสรุปในการดำเนินชีวิตที่เป็นมงคลจริงๆ ดังนี้...

....จิตของผู้ใดโดนโลกธรรม (สุข ทุกข์ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ และนินทา) สัมผัสแล้วไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ไม่มัวหมอง ปลอดโปร่ง...นี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด....

อนึ่ง ที่ผู้เขียนตั้งชื่อว่า ปรัชญามงคลสูตร เพราะเรื่องนี้ ผู้เขียนคิดขึ้นเอง มิได้ลอกเลียนแบบมาจากผู้ใด และตามที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นว่า ใครเคยพูดหรือเคยเขียนตามนัยนี้ ....

ยกเว้น ตอนที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าทบทวนเรื่องนี้เพื่อจะเขียนครั้งแรก (ประมาณ ๔-๕ ปีก่อน) ก็พบว่า ในคัมภีร์ ท่านได้จัดลำดับความสัมพันธ์กันเป็นทำนองลูกโซ่ไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยมีใครนำประเด็นนี้ออกมาอธิบายเท่านั้น

ซึ่งผู้เขียนจะนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าในตอนต่อๆ ไป