เมื่อ วิชาเกิน

เผชิญ วิชาการ ครั้งที่ 45   

คืนนี้ต้องมานอนหง่าวอยู่กรุงเทพฯ ดวงคนจรหมอนหมิ่นก็อย่างนี้ละครับ อากาศเย็นเสียด้วยสิ ถ้าเรื่องที่เขียนแข็งกระด้างก็อย่าว่ากันนะครับ ตัวหนังสือมันเย็นเฉียบทั้งๆที่พยายามจะเขียนให้หวานชื่นเข้าไว้ จะได้ไม่เป็นนิวมอเนียทั้งคนอ่านและคนเขียน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจัดงานประชุมทางวิชาการครั้งที่ 45  

เรื่อง เกษตรพอเพียง:โครงการในพระราชดำริ

วันที่ 30มกราคม-2กุมภาพันธ์ ณ เกษตรกลางบางเขน

มีการเสนอผลงานวิจัยภาคการบรรยายและภาคโปสเตอร์ใน 12 สาขา จำนวน 637 เรื่อง รวมทั้งการบรรยายพิเศษ การอภิปราย การเสวนาวิชาการ จำนวน 14 เรื่อง  

งานนี้ต้องมาเสนอหน้า วันที่ 31มกราคม2550  13.00-16.30.

สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ สาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์

  อภิปรายเรื่อง พลวัตชุมชนกับความยั่งยืน (ห้อง 301)  

ถามว่า ความยั่งยืนระดับชุมชน  ประเมินผลจากเรื่องใดอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าจะให้แน่เหมือนแช่แป้ง ก็ต้องวัดที่ความสามารถการพึ่งตนเองในเรื่องต่างๆ ว่าทุกวันนี้ชาวบ้านเหลือการพึ่งตนเองกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะคุยกันแค่นี้เขาก็คงไล่ลงเวที ผมคิดว่าท่านผู้สันทัดกรณีที่ร่วมอภิปรายคงสะท้อนมุมมองเผื่อผมอยู่แล้ว

     

ผมขอสารภาพบาปไว้ตรงนี้เลย ว่าความยั่งยืนระดับชุมชนนั้นอาการน่าเป็นห่วง เพราะมีห่วงรัดคอไว้จนหน้าเขียว อย่าก้าวล่วงไปถึงความยั่งยืนเลย เอาอยู่รอดไปวันๆนี่ก็ไม่ง่ายแล้ว ไปไหนได้ยินแต่เสียงโอดโอยเรื่องค่าครองชีพ เรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สิน เรื่องรายได้ไม่คุ้มกับรายจ่าย เรื่องลูกเต้าจะเข้าเรียน พวกที่เรียนจบไปแล้วก็ยังมาแบมือขอเงิน บางคนได้งานแต่เงินเดือนน้อยกว่าที่แม่ส่งให้ใช้ตอนเรียนเสียอีก ไม่รู้จะทำยังไงได้ ในเมื่อเส้นทางการศึกษาผลักให้เข้ามาเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็ต้องกินเงินเดือนสิครับ ผมยังมองไม่เห็นพลวัตชุมชนเชิงรุก เห็นแต่พวกวัดวาน้ำตาร่วงไหล ในเมื่อระบบสังคมตกหลุมพรางของกระแสตะวันตก ทั้งๆที่เราเป็นคนฝั่งตะวันออก ศีล สมาธิ ปัญญา หรือจะสู้ ..อยากรวยมากๆ รวยง่ายๆ รวยเร็วๆ

ถามว่าคนอยากรวยผิดตรงไหน  ไม่ผิดหรอกถ้ารวยได้จริง รวยแบบไม่กระทบคนอื่น รวยแล้วจ่ายภาษี  ไม่ใช่รวยแล้วป่วนกันทั้งประเทศ โรคสังคมอักเสบเพราะความร่ำรวยนี่เองที่เป็นกับดักให้พวกเรายึกยือกันอยู่ทุกวันนี้

คงจะต้องฟันธงไปที่การสร้างเสริมให้คนไทยเป็นผู้เรียนกระมังครับ ถ้าทำให้คนไทยใส่ใจการเรียนรู้ไม่ได้ ก็อย่าไปเรียกหาพลวัตพลแว๊ด ! อะไรเสียให้ยาก สังคมที่ไม่ยอมเรียนรู้ พัฒนาให้ตายเราก็จะได้แค่กระดาษมาแขวนไว้ข้างฝา ครูบาอาจารย์ก็เหนื่อยอกเหนื่อยใจ สอนกันปากเปียกปากแฉะ จบออกไปก็ยังเตาะแตะต้วมเตี้ยม ทำอย่างไรนะ วิธีเรียนของเราจะเพิ่มสัดส่วนมาที่การปฏิบัติมากขึ้น ชี้ชวนกันออกไปเรียนนอกห้องตั้งแต่ชั้นอนุบาล คุณพ่อคุณแม่เตรียมอาหาร ขนม ใส่เป้ ให้ลูกไปลุยกับเพื่อนๆ ขอสัดส่วนสัก 40/60 ก็ยังดี  ระหว่างการเรียนภาคปฏิบัติ กับ ภาคทฤษฎี เพราะสมัยนี้เนื้อหาทางทฤษฎีเด็กๆค้นได้เองในสื่อICT. คุณครูคอยตะล่อมให้มันผสมกลมกลืนกันอย่างเนียนและเนี๊ยบ

ครูควรคัดเลือกกิจกรรม สถานที่ กระบวนการเรียนเชิงประจักษ์ ลงมือปฏิบัติ จะทำให้เด็กเข้าใจการศึกษาได้ลึกซึ้ง ไม่ประมาท และตระหนักในความสำคัญของการเรียนรู้  ดังภาพที่เอามาประกอบ เป็นเด็กชั้น ม .2-3 โรงเรียนบ้านเม็กดำที่มาเรียนเรื่องจิตอาสา ชวนกันมาปูอิฐรอบบริเวณอาคาร 6เหลี่ยม ที่เราจะใช้เป็นที่ทำการของโครงการบูรณาการศาสตร์และใช้เป็นศูนย์ไอซีที.ชุมชน ถ้าทุกอย่างพร้อมอาคารแห่งนี้ก็จะเป็นศูนย์ที่เด็กๆมาค้นคว้าความรู้ มาเรียนเรื่องอานุภาพของครูเครื่อง

การออกแบบการเรียนรู้เชิงประจักษ์ เป็นการสร้างฐานพลวัตชุมชน ที่จะนำไปสู่คำตอบว่าจะยั่งยืน หรือยืนขาสั่นหน้ามืด คนไทยเรามีแต่ความต้องการ อยากได้ความยั่งยืน แต่กลไกที่จะนำไปสู่ความคาดหวังดังกล่าว มันช่างจิบจ้อยเสียเหลือเกิน ไม่ต่างอะไรกับทำบุญ 5 บาท แต่จะขอเอาเนื้อนาบุญไปขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.