เมื่อเดือน เมษายน 2549  ตาเหงี่ยมมารักษาที่ คลินิกสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ตามปรกติ   แกเป็น DM HT Dyslipidemia และสูบบุหรี่วันละ 20 มวน มา 30 ปี     ( สรุปมีปัจจัยเสี่ยง ครบถ้วน perfect )   ได้รับการตรวจ complete foot exam ประจำปี  จาก foot care clinic ของเรา   วินิจฉัยว่าเป็น  high risk foot มีอาการชา และ แผลแห้ง ๆ เล็ก   ( เรามี foot care clinic  มาเกือบ 2 ปีแล้ว )ปลาย เมษายน  2549  มีแผลที่นิ้วก้อยเท้าซ้าย พอง  มารับการรักษาตามนัด  แต่ ใส่รองเท้าไว้ตั้งใจ ไม่ยอมให้ เห็นแผล เนื่องจาก กลัวถูกตัดเท้ามาก ( ผู้ป่วยบอกว่า เพื่อนบ้านบอกว่าถ้ามีแผลจะต้องถูกตัดขา แล้วจะถูกตัดขาไป เรื่อย ๆ  + ได้ยินจากหมอเวลาสอน เรื่องการดูแลเท้า  บอกว่าถ้าเป็นแผลที่เท้า อาจต้องโดนตัดเท้า )   ผู้ป่วยเอาใบตองห่ออิฐเผาไฟ ประคบด้วยเข้าใจว่า จะรักษาได้  แผลยิ่งลาม ต่อมาได้เอาน้ำผึ้งมาทำแผล   แผลลามขึ้นจนทนไม่ไหว <p>พฤษภาคม 2549  มา  รพ.วารินชำราบ เท้าเริ่มเน่า มี gangrene  แผลเปื่อยมากขึ้น  ผู้ป่วยทนอาการปวดไม่ไหว ตั้งใจมาทำแผลที่ โรงพยาบาลวารินแล้วจะไปทำต่อที่บ้าน แผลมีลักษณะ gangrene 2,3,4   toe     แพทย์แนะนำส่งโรงพยาบาลศูนย์   เพื่อตัดเท้าเมื่อไปถึงโรงพยาบาลศูนย์  แพทย์แนะนำตัดเท้า ผู้ป่วย ระดับข้อเท้า     ผู้ป่วยปฎิเสธ  และไปรักษาต่อที่ รพ.เอกชน อีก 2-3 แห่ง  ทุกแห่งแนะนำให้ตัดเท้า  ผู้ป่วยไม่ยินยอม   ตาเหงี่ยม และครอบครัวถาม รพ.ทุกแห่ง ว่ามีทางอื่นไหม่ที่จะรักษาเท้าเอาไว้ได้  ก็ได้คำตอบเดียวกันว่าคงต้องตัดเท้า และถ้าโชคร้าย ก็อาจต้องตัดถึงใต้เข่า    ผู้ป่วยกลับบ้าน  มีคนเข้ามาในหมู่บ้าน มาขายผงยาอาหารเสริม พอกแผลบอกว่ายังไง ก็ไม่ต้องตัดเท้า หายแน่นอน และไม่ให้คนอื่นแตะแผลเด็ดขาด เสียเงินไป 20,000 บาท   ผู้ป่วยมีความหวังว่าจะหายไม่ต้องตัดเท้า  </p>

</span><p>ภาพนี้เจ้าหน้าที่ PCU ถ่ายไว้ ระหว่างอยู่ที่บ้าน ผป.ไม่ยอมให้ทำแผล  เพราะ คนที่เอายามาขายห้ามไม่ให้แตะแผลเด็ดขาด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กลางมิถุนายน มีเพื่อนบ้านบอกว่าสามารถรักษาให้หายได้ในเวลา  2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงเปลี่ยนการรักษา มารักษากับเพื่อนบ้าน  คิดเงินไป 6,000 บาท  เอาเท้าจุ่มน้ำที่ต้มร้อน ๆ  ยิ่งร้อนยิ่งดี ทำอยู่ได้ 9 วัน  ผู้ป่วยอาการทรุดกินอาหารไม่ได้ เท้าเปื่อยมากขึ้น</p>

ผู้ปวยมา รพ.อีก ด้วย HYpoglycemia แพทย์ส่ง โรงพยาบาลศูนย์ อีก ผู้ป่วยก็ปฏิเสธการตัดเท้าอีก   เช่นเคย 

เพื่อนบ้านแนะนำว่ามีหมอที่น้ำยืน เป็นหมอพื้นบ้านรักษาหายมาหลายคนแล้วไม่ต้องตัดเท้า  ผู้ป่วยรักษาต่อกับหมอที่น้ำยืน เป็นยาผงเอามาทา  ผู้ป่วยว่าดีขึ้น  แต่มีเนื้อตายมากขึ้น ผู้ป่วยอ่อนเพลีย และมีอาการซึมเศร้า   

มา admit ที่ รพ.วารินอีกครั้ง  ไม่ยอมไป โรงพยาบาลศูนย์ ไม่ยอมทำแผล ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง  

เพื่อนข้างเตียง ward ชายบอกว่า " พี่สาวก็เป็นแผลเบาหวาน มา รพ.บอกว่าต้องตัดขา แต่พี่สาวไม่ยอม รักษากับหมอชาวบ้านที่น้ำยืน ตอนนี้ขายขนมจีนได้สบาย "   

ผู้ป่วยกลับบ้าน ท้อแท้  หมดหวัง  มีความหวังเพียง ยาจากหมอชาวบ้านที่น้ำยืน  ผู้ป่วย ให้ลูกสะใภ้ซื้อ กรรไกร และ forcep จากร้านขายยา มาตัดเนื้อตาย เพื่อให้ยาเข้าไปในเนื้อดีได้   ตัดไปตัดมา  เจ็บทนไม่ไหว  ลูกสะใภ้ก็ไม่กล้าตัดต่อ นิ้วเริ่มหลุดออก แผลใหญ่ขึ้น จึงมา รพ.วารินอีกครั้ง

แกอยู่บ้านอย่างนี้แหละครับ  เจ้าหน้าที่ pcu ได้แต่ถ่ายรูปเอาไว้  ไม่สามารถทำแผลตามปรกติได้เลย ทั้ง ๆที่สนิทกัน  เพราะ หมอน้ำยืนก็ห้ามทำแผลจากที่อื่นเด็ดขาด และด้วยความหวังสูงสุด ที่จะไม่ต้องถูกตัดเท้า

ตอนต่อไป เป็นตอนที่ มาพบผม แล้วเราก็ลองใช้กระบวนการ comprehensive care ใช้หัวใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดูแลตาเหงี่ยม ด้วยการรักษาที่ ธรรมดา ๆ  หลังจากที่เราลองมาหลายวิธีแล้ว

</span></span>