เนื่องจากยา Insulin มีการเก็บที่ค่อนข้างซับซ้อน (สำหรับผู้ป่วย) คือต้องเก็บในตู้เย็นที่ 2-8 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็ง จึงเป็นข้อแนะนำสำคัญที่เวลาเภสัชกรจ่ายยาให้ผู้ป่วยที่ต้องเน้นย้ำเรื่องนี้
ซึ่งจากหลายครั้งที่ผ่านมาของโรงพยาบาลธาตุพนมยังไม่พบว่าผู้ป่วยบ้านไม่มีตู้เย็น หรือเดินทางไกลมาก เราจึงเพียงนำยาใส่ถุงและให้ผู้ป่วยถือกลับบ้าน แต่ในปีที่ผ่านมาที่ห้องยามีการพูดคุยหลายครั้งว่าน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านั้น เพราะเคยเห็นหลายๆโรงพยาบาลที่นี่ใช้วิธีนำกระป๋องยาเม็ดขนาดใหญ่หน่อย (เช่นกระป๋องยาพาราขององค์การเภสัชกรรมที่ใช้แล้ว) มาใส่น้ำประมาณครึ่งหนึ่งแล้วใส่ในช่องแช่แข็งไว้ เมื่อผู้ป่วยมารับยาก็นำ insulin ใส่ไว้ในกระป๋องแล้วให้ผู้ป่วยถือกลับบ้าน
เรื่องนี้เคยคุยกันกับเภสัชกรที่โรงพยาบาลโพนสวรรค์ (รพ.ชุมชนใน จ.นครพนม) เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ที่ใช้วิธีการเดียวกัน แต่สามารถตอบคำถามว่าใส่ไปในน้ำแข็งก็ทำให้ยาเสื่อมได้เหมือนกันถ้าเย็นจัด(แช่แข็ง) โดยเค้าทำการทดสอบโดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิในกระป๋องทุกครึ่งชั่วโมง พบว่ามีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 2-8 องศา ได้นานถึง 3 ชั่วโมงครับ และแต่เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลายกับกลายเป็นว่ายาเปียก ก็เลยต้องใส่ยาในถุงที่เป็นถุงซิปให้เรียบร้อยก่อน จึงใส่ในกระป๋อง
ปัจจุบันที่ห้องยาธาตุพนมก็ยังใช้วิธีการนี้เหมือนกัน แต่ไม่ทุกรายครับ (ให้เฉพาะบ้านไกล และได้ยาไปมากเกิน 1 เดือน) เพราะตามข้อมูลทางผลิตภัณฑ์ ระบุว่า Insulin สามารถอยู่นอกตู้เย็นได้ 1 เดือน ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยใช้ยาไม่ถึงเดือน(ผู้ป่วยฉีด insulin จะนัดเดือนละครั้ง) จึงไม่ต้องใส่ตู้เย็นก็ได้ แต่ต้องไม่ตากแดด หรืออยู่ในที่ร้อนๆ นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาเราได้เปลี่ยนอุปกรณ์ฉีดให้ผู้ป่วยทุกคนเป็นแบบปากกาฉีด (Novopen)ซึ่งห้ามนำตัวปากกาใส่ตู้เย็น และขนาดยามีแค่ 3 CC ส่วนใหญ่จึงใช้หมดก่อน 1 เดือนครับ
ภก.เอนก ทนงหาญ ผู้เล่าเรื่อง
ตั้งแต่นี้ไม่มีเบาหวานอีกแล้ว
ป้าละมัย โปธิปัน แกอยู่บ้านสันจำปา ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นสตรีสูงอายุ วัย 60 กว่า แต่ก็ดูแก่เกินวัยเพราะโรครุมเร้า โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเล่นงานแกมาถึง 8 ปี จนอาการหนักหนาสาหัสถึงขั้นเดินไม่ได้ เพราะแข้งบวม ข้อเท้าบวมจนออกสีคล้ำ เนื่องเพราะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เลือดข้น การไหลเวียนของเลือดจึงติดขัด แกก็ทนทรมานเหมือนคนป่วยเบาหวานอื่น ๆ เมื่อแข้งบวมจนออกสีคล้ำแกก็ยิ่งเป็นทุกข์กังวลมากขึ้น นั่นหมายถึงแข้งต้องเน่าจนตัดทิ้งในอนาคตอันใกล้ คิดทีไรน้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า
ดูรูปร่างหน้าตาแล้ว ป้าละมัยตอนนั้นอ้วนฉุ เป็นอาการอ้วนแบบบวมน้ำ สีผิวซีด หน้าตาโรยราหาความแช่มชื่นมิได้
ต่อมา ญาติคนหนึ่งซึ่งรู้จักสรรพคุณของน้ำว่านหางจรเข้ จึงเอาไปให้แกดื่ม 1 ขวด แกดื่มครั้งละ 30 ซีซี ทุก เช้า-เย็น อาการแกก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ หายจากเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย รับประทานอาหารก็อร่อยดี นอนหลับสบาย รู้สึกแข็งแรงขึ้น อาการหนักเท้าก็หาย อาการเท้าและแข้งบวมก็ลดลง แกรู้ว่าเกิดจากกินน้ำว่านหางจระเข้แน่นอน จึงส่งข่าวถึงญาติคนนั้น เขาก็เอามาให้แกอีก
เวลาผ่านไป 1 เดือน ทีมงานว่านหางจระเข้ได้รับการบอกข่าวจึงไปเยี่ยม แกตะโกนว่า “ตั้งแต่นี้ไม่มีโรคเบาหวานอีกแล้ว” พร้อมกับเต้นรำให้ดูอย่างคล่องแคล่ว ดูหน้าตาแกเบิกบานแช่มชื่น ไม่เหลือร่องรอยของคนป่วยไว้ให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
เรื่องราวของป้าละมัยหายจากโรคเบาหวานลือระบาดค่อนข้างเร็ว เนื่องเพราะแกหายเร็วเกินไป เมื่อแกพบใครในหมู่บ้าน หรือตามร้านตลาด จึงมีแต่คนถาม ทำไมเดินได้ ทำไมหน้าตาผุดผ่อง ทำไมดูแข็งแรงดี ทำไม ๆ ๆ เป็นเรื่องที่แกต้องอธิบายบอกข่าวถึงสรรพคุณของน้ำว่านหางจรเข้แก่ทุก ๆ คน และแล้วข่าวของแกก็ถึงหูของผู้ป่วยอีกท่านหนึ่งที่เป็นโรคเดียวกัน แต่อาการค่อนข้างหนักกว่า คือป้าเรือน อยู่บ้านโฮ่ง ต.แม่พริก ความจริงป้าเรือนอายุเพียง 50 กว่า ๆ แต่แกเดิน 3 ขา ผมก็ร่วง ตาก็มองไม่ค่อยเห็นเพราะเบาหวานขึ้นตา เข่าก็บวมจนเดินแทบไม่ได้ ทั้งเป็นโรคเส้นหัวใจตีบ ดูท่าทางแกอายุแก่กว่าป้าละมัยไม่น้อยกว่า 10 ปี แกไปพบหมอแต่ละครั้งต้องขายวัว 1 ตัว จนวัวฝูงใหญ่ก็กลายเป็นฝูงเล็ก ถ้าเป็นนานกว่านี้ก็คงหมดวัวทั้งฝูง เมื่อทีมงานของเราไปเยี่ยมป้าละมัย ๆ ก็พาไปหาป้าเรือน บ้านของแกยกพื้นสูง เราพบแกค่อย ๆ นั่งเขยิบลงจากบันได หน้าตาไม่ได้แตกต่างจากผู้ป่วยหนักที่ใส่ชุดโรงพยาบาลนอนอยู่บนเตียงพยาบาล ป้าเรือนมีน้ำตาลในเลือด 300 กว่า พวกเราเอาน้ำหางจระเข้ให้แกกินตั้งแต่ต้นเดือน ตุลาคม เวลาผ่านไปได้ 1 อาทิตย์ เราได้รับโทรศัพท์จากทีมงานซึ่งอยู่ในละแวกนั้นแจ้งว่าป้าเรือนเดินโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าอีกแล้ว โรคปวดเข่าของแกดีขึ้นมาก แต่ทางเราก็ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยือน จนกระทั่งถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พวกเราจึงมีโอกาสกลับไปแม่สรวย เราพบป้าเรือนอีกมาดหนึ่ง แกใส่ชุดกางเกงและเสื้อวอร์ม ที่นักกีฬาเขาใส่วิ่ง นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าบ้าน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส สดใสเหมือนคนปกติ แกว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินได้ปกติ ทั้งยังวิ่งจ๊อกกิ้งได้ตามปกติด้วย นี่เพิ่งกลับจากวิ่งออกกำลังกาย ส่วนน้ำตาลในเลือดก็ลดลงปกติ จากเดิม 300 กว่า คงเหลือราว 110 เท่านั้น เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ ว่าเป็นไปได้อย่างไร ตัวผมเองถึงแม้จะรู้คุณค่าของว่านหางจรเข้ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีสรรพคุณมากมายถึงปานนี้ แบบนี้ต้องเรียกว่าน่าอัศจรรย์ ผมปรุงยาเบาหวานขนานหนึ่ง ใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่เกิดในท้องไร่ท้องนาชนิดหนึ่ง ก็ยกย่องสรรพคุณสมุนไพรชนิดนั้นว่าดีเยี่ยมแล้ว แต่เมื่อเจอฤทธิ์ของว่านหางจรเข้ นับว่ายังห่างชั้นกันอยู่ จึงอยากแนะนำให้คนป่วยโรคเบาหวานทุกท่านหาว่านหางจระเข้รับประทานกันเถิด แต่ต้องเป็นสายพันธุ์บาร์บาเดนสิสนะครับ เป็นชนิดต้นใหญ่กาบใหญ่ สมัยก่อนปลูกกันมาที่ปราณบุรี แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว กลับมาปลูกกันมากที่ราชบุรี เพื่อส่งขายให้ญี่ปุ่น จากนั้นก็ย้อนกลับมาเป็นสินค้าราคาแพงให้คนไทยใช้กันอีกครั้งในคราบของเครื่องสำอาง และและเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ ที่ราคาหลักพันขึ้นไป แต่ผมก็เห็นมีปลูกเป็นไม้ประดับกันบ้างตามหน้าของผู้รากมากดี ก็คงซื้อพันธ์มาจากที่ใดที่หนึ่ง ถ้าใครมีก็อย่าลืมปลอกเอาเปลือกออก แล้วรับประทานแต่วุ้นของมัน ก่อนอาหารทุกเช้า-เย็น
“ผมบอกข่าวดีนี้แก่พี่ที่ผมรักคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวานมาหลายปี แต่อยู่จังหวัดทางภาคใต้ของไทย พี่แกก็กลับเป็นคนคิดมาก มีข้อโต้แย้งเพิ่มขึ้นว่า การที่น้ำตาลในเลือดลดลงจนต่ำกว่าปกติอาจเป็นอันตรายเพราะร่างกายขาดน้ำตาลจนทำให้ช็อคได้ และการหายจากเบาหวานก็เป็นเพียงการบอกเล่าซึ่งขาดข้อมูลทางการแพทย์รับรอง ยังไม่มีนายแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์คนใดรับรองหรืออธิบายได้ว่าว่านหางจระเข้รักษาโรคเบาหวานได้อย่างไร การตั้งข้อสงสัยนี้ทำให้ผมเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า หางจระเข้มีคุณสมบัติอย่างไร นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกได้ทำการวิจัยบ้างหรือยัง ผลการวิจัยมีอย่างไรบ้าง
เป็นเรื่องน่าทึ่งครับ ผมพบงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับหางจระเข้พันธุ์บาร์บาเดนสิส ในอินเตอร์เน็ต แต่ข้อมูลค่อนข้างมากเกินกว่าจะนำมาลงในหน้ากระดาษอันจำกัดนี้ได้ แต่สามารถตอบคำถามได้ว่า ว่านหางจระเข้สามารถช่วยให้เส้นเลือดอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายดำเนินไปด้วยดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยปรับการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ช่วยสลายพิษในร่างกาย ในตับ ทำให้ตับทำงานได้ตามปกติ เมื่อตับใหญ่และตับอ่อนได้รับการฟื้นฟูบำรุงให้แข็งแรงขึ้น จึงเป็นสาเหตุสำคัญในการที่ทำไมผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีอาการดีวันดีคืนอย่างผิดหูผิดตา ก็ในเมื่อตับอ่อนของเขาแข็งแรงดีแล้ว การผลิตอินซูลินก็ดำเนินการไปตามปกติ การลดลงของน้ำตาลในเลือดของผุ้ป่วยโรคเบาหวานจึงเป็นการทำงานของตับอ่อน หาใช่เพราะสารใด ๆ ในว่านหางจระเข้ไปลดน้ำตาลในเลือดแต่ประการใด
ว่านหางจระเข้จึงน่าจะเป็นว่านที่เรียกได้อย่างเต็มเต็มภาคภูมิว่า
ว่านมหัศจรรย์ของโลก”
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หมอเมือง 01-1795197, 09-9552716, 04-1775539
</font></font></strong>