บททดสอบการกำหนดสติอยู่ในปัจจุบัน---เมื่อฉันโดนซ้อม

nash

 Spochan in Action

ภาพการแข่งขัน spochan ประเภทดาบสั้นและ Tate (โล่)  ภาพ จาก: http://www.internationalsportschanbara.net/photo/p30w/26.jpg

คำถาม: ถ้าท่านเป็นคนซ้าย ที่กำลังลอยตัวมา อะไรคือสิ่งที่กำลังอยู่ในใจท่าน?  และถ้าท่านเป็นคนขวา ที่กำลังยกโล่ขึ้นป้องกันล่ะ?  ท่านกำลังมีอะไรอยู่ในใจ?


กีฬานี้ มีอะไรมากกว่าที่ท่านเห็นเพียงเปลือกนอกอีกมากค่ะ  เพราะผู้เล่นจะต้องเป็นฝ่ายให้สัญญาณบอกผู้ตัดสินเองค่ะถ้าตัวเองโดนทำแต้มเสียคะแนน  เป็นระบบ honor system เพราะมันไวมากต่อให้มีผู้ตัดสินหลายคนหลายจุดรอบสนามก็อาจเห็นไม่ทันและอาจไม่เป็นเอกฉันท์ทุกครั้ง  จะมีแค่ผู้เล่นสองคนเท่านั้นที่รู้   บางครั้ง ก็รู้คนเดียว คือ คนที่ตีได้แต้มก็ยังไม่เห็นด้วยซ้ำ  แต่คนถูกตีเสียแต้ม จะต้องเป็นคนให้สัญญาณบอกให้ตามกติกา   ที่เห็นนี้เป็นการฝึกการขัดเกลากิเลสของผู้เล่นตลอดเวลานั่นเองค่ะ นอกเหนือจากการฝึกสติน่ะนะคะ

 

"....เล่น....เพื่อให้รู้เท่าทันตัวเอง....  และฝึกไปเพื่อไม่ให้อยากเอาชนะ ..."


**หมายเหตุ** เรื่องนี้เขียนไว้ตั้งแต่ก่อนไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่น  เป็นเรื่องที่เล่าโดยรวมถึงกระบวนการเรียนรู้จากการที่เซนเซค่อย ๆ ฝึกฉันจากผู้ไม่มีพื้นฐานใด ๆ เลยในกีฬา Spochan  スポチャン หรือ การดวลดาบผ้าอัดลมที่เป็นกีฬาศิลปป้องกันตัวอย่างหนึ่งของญึ่ปุ่นที่มีรากฐานมาจากการดวลของซามูไร แต่เมืองไทยไม่มีใครสอนนอกจากเซนเซดาบซามูไรฉัน   ซึ่งท่านสอนนร.ญี่ปุ่นในคลาสต่อจากที่สอนดาบจริงฉัน   จนกระทั่งฉันได้มีโอกาสพัฒนามาเป็นผู้ช่วยสอนเด็กอนุบาลและประถมญี่ปุ่นในเมืองไทย  แล้วได้ไปเดินสายแข่งที่ญี่ปุ่นในระดับทัวร์นาเม้นท์ของจังหวัด ของประเทศ และชิงแชมป์โลกในนามทีมชาติไทยในที่สุด


 

เมื่อวานนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้ไปเรียน เล่น ซ้อม (และโดนซ้อม) กับเด็ก ๆ โดยหนนี้เซนเซให้ฉันฝึกคุมเด็ก ออกคำสั่งมากขึ้น พักหลังเซนเซ ซ้อมให้ฉันหนักดีมาก วันนี้ก็โดนอย่างอ่วม ไม่น่าเอานิ้วก้อยไปอวดตอนก่อนเรียนเลยว่า ของอาทิตย์ที่แล้วยังไม่หายเขียวเลยเซนเซ ปรากฏว่า เลยได้มาอีกสองช้ำใหญ่ หนนี้สองมือเลย คงหายซ่าไปอีกนาน

Right Hand Injury

ภาพตัวอย่างอาการบาดเจ็บจากการฝึกดาบประเภท spochan ที่ถึงแม้เป็นดาบผ้าอัดลม  แต่ถ้านักดาบที่มีพื้นฐานดาบจริง จะสามารถทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้มาก  ภาพนี้มาจากวันที่ฉันสอบสายดำ แต่วันนั้นฉันอ่อนซ้อมเองเพราะเพิ่งผ่าเลสิค และไม่ได้ซ้อมมาสองอาทิตย์ก่อนหน้า และต้องสู้ถึง ๓๐ ดาบต่อกันกับแชมป์เอเชีย  โดยไม่มีเครื่องป้องกันมือ เหมือนในระดับแข่งทั่วไป


แต่ก็เป็นอย่างที่เดาเอาไว้นั่นแหละว่า เซนเซจงใจโหด เพราะวันนี้เซนเซมีเลคเชอร์ปากเปล่าหลังเรียนจบอีกว่า นี่จะสอบขึ้นสายดำดั้ง แล้วนะ เพราะฉะนั้น จะออกอาวุธแต่ละครั้ง ต้องเล็งผลให้โดนเป้า ห้ามออกมั่ว

เพราะฉันเล่นออกแบบหมัดแย็บเก็บคะแนนไงคะท่านผู้ชม และกะใช้ดาบกวนสายตาเซนเซก่อนตีด้วย ซึ่งเซนเซห้ามใช้วิธีนี้ บอกว่าเป็นวิธีเด็ก ๆ ต้องให้เล่นแบบผู้ใหญ่อย่างเดียว

คือนิ่ง ๆ แต่ถ้าจะออกอาวุธเมื่อไหร่ ต้องออกสุดแรงเกิดและต้องตีเข้าเป้าเสียงดังถล่มทลายให้พิการไปข้างนึง อะไรทำนองนั้น แบบให้คู่ต่อสู้ตายในดาบเดียว หรือแขนขาด ขาขาด ตาบอด อะไรเทือกนั้น ในการฟาดไปทีเดียว

ทำให้นึกถึงว่าเคยอ่านเจอในหนังสือที่ค้น ๆ ทำวิทยานิพนธ์นี่แหละ เป็นคำพูดเกี่ยวกับปรัชญาการใช้ดาบของญี่ปุ่น(ที่ต่างกับของจีน) ว่า หนึ่งดาบตัดขาดออกเป็นสองส่วนหรือสามส่วนนี่แหละ

ความหมายนัยยะที่ซ่อนไว้ก็คือ การออกดาบแม้นเพียงครั้งเดียวก็ต้องให้ได้ประโยชน์ ไม่งั้นเสียพลังงาน ว่างั้น ทีเดียวต้องให้ได้ตามจุดประสงค์ คือหยุดคู่ต่อสู้ได้สำเร็จ ถ้าไม่ตาย ก็ต้องพิการ ไม่สามารถสู้กับเราได้ต่อไป นั่นคือสถานการณ์ในสนามรบสมัยก่อนน่ะนะ เดาเอา ต้องไปค้นดูใหม่แล้ว เอ...อยู่เล่มไหนนะ รู้สึกจะเล่มของ มูเนโนริ ที่เป็นอาจารย์ดาบของโชกุนโตกุกาว่า คนที่สาม   เป็นหนึ่งในยอดฝีมือร่วมสมัยมูซาชิ ที่ไม่เคยได้ดวลกัน

ภาพหนังสือแปลคัมภีร์ดาบของมูเนโนริ ที่มา: http://www.koryubooks.com/store/lifegivingsword.html  


เซนเซอธิบายหลักการตรงนี้ว่า เขาสอนวิชาการใช้ดาบซามูไร คือ Batttou Jutsu 抜刀術 เป็นหลัก เพราะฉะนั้น เขาต้องการให้ฉันนำหลักการนั้นมาใช้ตรงนี้ด้วย นั่นก็คือ ทุกสิ่งเกี่ยวกับจิตใจ ขรึม ขลัง หนักแน่น จริงจัง มีปรัชญาแฝง ไม่ใช่อะไรเล่น ๆ ไร้สาระเย้ว ๆ แบบศิลปะป้องกันตัวทั่วไปที่เป็นเรื่องของแพ้ชนะ เพราะวันแรกที่เซนเซใส่หน้ากากมาประลองกับฉันนั้น ฉันบอกเซนเซทีหลังจบคลาสว่า มีอยู่ตอนนึงที่ฉันอยากทำอย่างในหนังซามูไรที่เซนเซให้ฉันยืมมาดู เรื่องไหนหนอ?    

Last Samurai's Kenjutsu

ที่แน่ ๆ ไม่ใช่จากเรื่องนี้ 

นั่นก็คือ ทิ้งดาบลงกับพื้น คุกเข่า แล้วก็บอกว่า ข้าขอยอมแพ้แล้ว อะไรประมาณนัน เพราะตอนที่จรดดาบจะเริ่มต้นยกนั้น ฉันหาจุดเปิดที่จะโจมตีเซนเซไม่ได้เลย อะไรนั่น เป็นไปได้ไง เซนเซก็ยืนอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ แต่ไม่ว่าฉันจะพยายามมองตรงไหน เหมือนมันปิดไปหมด จนใจจริง ๆ

  มันดูเป็นภาพที่หลอนมากเลยน่ะ ฉันจำความรู้สึกนั้นได้แม่นมากเลย ถ้าใครไม่เคยดวลกับปรมาจารย์ดาบซามูไรที่สามารถทำสภาวะจิตใจระดับนี้ได้ คงยากที่จะเข้าใจว่า เขาปิดจุดโจมตีของเขาด้วย "ใจ" ได้อย่างไร

ตอนหลังฉันถามว่าเซนเซทำยังไง เซนเซบอกว่า นั่นแหละ คือ จิตใจที่ไม่ได้อยากจะเอาชนะ ฉันยกมือเกาหัวแกรก ๆ เลย คือฉันรู้ในหลักการน่ะนะ แต่ว่ามันทำยังไงน่ะ

เพราะว่าให้ฉันไม่ไปสู้ก็ได้ เนื่องจาก ฉันไม่ได้เป็นคนที่ชอบสู้กับใครในชีวิตจริงอยู่แล้ว ฉันเป็นนักประนีประนอม แต่พอเข้าสังเวียน แล้วบอกให้ไม่อยากเอาชนะนี่น่ะนะ   งงน่ะ

แค่ให้ต้องทำใจให้ฮึกเหิมจะต้องเอาดาบไปตีหัวใครก็ยากจะตายอยู่แล้ว แถมต้องไปตีหัวครูบาอาจารย์อีก สำหรับคนไทยนิสัย(ค่อนข้าง)สุภาพอย่างฉันแล้วทำลำบากมาก แต่พอจะฝึกให้กล้า ๆ หน่อย ก็กลับบอกว่าให้ทำใจให้ไม่อยากชนะอีกแล้ว

ความจริงฉันก็เคยอ่านเรื่องนี้มานานแล้ว ในมูซาชิ และอื่น ๆ แต่ว่ามันทำไม่เป็นจริง ๆ เซนเซบอกว่า ฝึกสมาธิไปนาน ๆ แล้วก็จะเป็นเอง เพราะเซนเซรู้ว่าฉันไปเข้าคอร์สวิปัสสนาบ่อย ซึ่งมันก็เหมือนเซนนี่แหละ เซนเซเป็นคนไม่ค่อยสอนมากเป็นคำพูด แต่ชอบให้ลงมือทำ แล้วเข้าใจเอง เป็นอะไรที่ เซ้น เซน

สรุปว่า ฉันก็ยังทำไม่เป็นอยู่ดี  แต่ฉันเดาเอาว่า  คำตอบอยู่ที่การเจริญสติ  ถ้าเรามีสติที่จดจ่อ ต่อเนื่อง เป็นปัจจุบัน เหมือนที่อาจารย์ฉันสอนที่เชียงใหม่  เมื่อนั้น กิเลสใด ๆ ก็เข้าแทรกไม่ได้  รวมทั้งตัวที่จะทำให้อยากชนะด้วย


ทีนี้ กลับมาเรื่องซ้อมคู่กับเซนเซใหม่

เมื่อวาน มันเป็นการเล่นแบบทั้งยก ซึ่งเหนื่อยมากกว่าจะครบยก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นดาบจริง ถูกฟาดมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขนาดนั้น (ขนาดดาบผ้านะนั่น คิดเอาเองว่าการตีแรงขนาดช้ำห้อเลือดได้เป็นอาทิตย์ ๆ แล้วยังไม่หายนี่แรงขนาดไหน) ฉันคงตายไปแล้วทันที ไม่หัวแบะ ก็แขนขาด

แต่เนื่องจากมันไม่ตายทันทีไง มันตายแล้วเกิดใหม่อยู่นั่นแหละ เลยเข้าใจทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดไปอีกแบบนะ ได้ยินเสียงตัวเองหอบหายใจแรงมากอยู่ในหน้ากากหมวกกันน็อคนั่นแหละ

เป็นเสียงที่น่ากลัวนะ เหมือนปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ตอนนั่งสมาธิบางทีแล้วสมาธิยิ่งเกินบางทีจะได้ยินเสียงความเงียบ เหมือนวิปัสสนูปกิเลสตัวปัสสธินะ คิดว่า เป็นความสงบ

แล้วในความสงบนั้นฉันก็ได้ยินเสียงของความเงียบนะ แต่เป็นเสียงที่อยู่ในความสงบ อธิบายไม่ถูก ชอบด้วย ต้องกำหนดว่าชอบหนอ ๆ ไม่เที่ยงหนอ อะไรทำนองนี้ เพราะบางทีติดสุข ติดกับความสงบไปมันจะไม่สามารถก้าวข้ามพ้นไปขั้นปัญญาได้ สมาธิมันจะดึงไปดิ่งลึกเกิน

เรียนสมาธิเคลื่อนไหวแบบเซนมันก็เจ็บปวดอย่างนี้เอง แต่ตอนเอานิ้วก้อยไปอวดเซนเซ ก็รีบบอกว่า ไม่เป็นไรนะ ชอบ เนื่องจากทำให้จำ และเรียนรู้ เซนเซก็ดูจะยิ้ม ๆ ก็เลยสนองนโยบายเสียอ่วม

วันนี้ตอนสู้กับเซนเซจิตใจว้าวุ่นกว่าอาทิตย์ที่แล้ว ไม่สามารถตีเซนเซได้เกินหนนึง และไม่แรงด้วย อาทิตย์ที่แล้วยังโดนสองที โดนหน้ากากเซนเซหนึ่งที ดีใจแทบแย่ ยังนึกว่าเซนเซยอมให้เลย คิดว่าน่าจะยอมให้ เพื่อเป็นกำลังใจ และคงให้เด็กอนุบาลญี่ปุ่นที่เซนเซให้ฉันฝึกสอนอยู่กลัวฉัน

วันนี้ฉันสู้ด้วยใจที่ไม่ฮึกเหิมเท่าหนที่แล้วเพราะจิตใต้สำนึกมันคงกลัวเจ็บ และเซนเซเล่นเอาเบาะมากั้นเป็นแนวเวทีเหมือนเวทีมวยแต่เล็กกว่ามากเพื่อไม่ให้ฉันเต้นฟุตเวิร์คหนีไปได้ไกลด้วย สงสัยกลัวฉันใช้ลูกเล่นแบบนักมวยไทยคือเอะอะก็ตีกรรเชียงหนีไว้ก่อน

 หนีก็ไม่ได้ ตีก็ไม่โดนเซนเซ แล้วเซนเซก็สืบเท้าต้อนฉันเข้ามุมอย่างเดียว จะเหลือเหรอ ตอนหลังเซนเซเห็นมือขวาที่ถือดาบฉันท่าทางจะแย่แล้ว ก็เลยออกคำสั่งว่า “Kamae o Kae Te!”  คือให้เปลี่ยนมือถือดาบเป็นมือซ้ายแทน คือสำนักฉันก็สืบมาจากมูซาชิเหมือนกันนั่นแหละ คือเป็นดาบสองมือก็ได้

แต่ปรากฏว่า พอถือมือซ้าย ก็ใช่ว่าจะรอด มือซ้ายกลับโดนเต็ม ๆ กว่ามือขวา เจอเปรี้ยงมหากาฬของเซนเซดาบกระเด็นหลุดจากมือออกนอกเวทีไปเลย ถ้ามีปี๊บก็คงขอยืมมาคลุมหัวเดินออกไปเก็บดาบแล้วล่ะ

Left Hand Injury 

ภาพอาการบาดเจ็บมือซ้าย จากวันเดียวกัน (สอบสายดำ)

แต่เซนเซก็ดีนะ ไม่เข้ามาตีซ้ำ ทั้ง ๆ ที่กติกาการแข่งจริงให้เข้ามาตีซ้ำได้ (!) ยังให้ฉันรีบเก็บดาบกลับมาก่อน แล้วค่อยสู้ต่อ ไม่งั้นมันจะดูเป็นฉากยากูซ่าซ้อมตัวประกันอ้วน ๆ จนเกินไป แล้วเดี๋ยวตัวประกันกระอักเลือดตายก่อนหนังจบไปเสียก่อน

ฉันกลับมาคิดที่บ้านทีหลังแล้ว  ฉันพบว่า ฉันมัวใช้เวลา "คิด" มากเกินไปนั่นเอง แทนที่จะเป็นการสู้แบบใช้ awareness หรือ mushin ล้วน ๆ  นั่นก็คือ การเจริญสติ รับรู้ทุกสิ่ง ตามความเป็นจริง

เหมือนการปฏิบัติธรรมไม่มีผิด  ฉันปล่อยให้ใจฉันมีนิวรณ์รบกวนเกินไป  การรับรู้ของฉันเลยแย่มาก  ไม่เห็นทิศทางดาบของเซนเซที่จะฟาดลงหัวฉัน  หรือว่าลงมือฉันจนดาบกระเด็นไปเป็นโยชน์เลย

ที่สำคัญที่สุด  ประเด็นก็คือ  ฉันไม่อยู่กับ "ปัจจุบัน" นั่นเอง มัวแต่ไป "คิด" ถึงอาทิตย์ที่แล้ว  การที่ "คิด" นี่น่ะ  ทำให้เกิดความ "กลัวเจ็บ" ไปบ้าง ตามจิตใต้สำนึก  หรือไม่ก็มัวแต่ไปคอยคิดว่า เอ๊....อาทิตย์ที่แล้วฉันทำท่าไหนเนี่ย ถึงตีถูกเซนเซ

พลาดอย่างโง่ ๆ จริง ๆ เชียว  แต่อะนะ  ฉันยกโทษให้ตัวเองอีกสักหน  เพราะว่าฉันมันคนขี้กลัว ขี้ตกใจอย่างร้ายกาจ  และถ้าใครเคยได้เผชิญหน้า จอมยุทธซามูไรหน้านิ่ง สายตาเย็นเยียบ สามารถสยบคนได้เพียงตาที่ "จิก" มาราวกับเหล็กอันคมกล้าได้นั้น  ก็เชิญเถอะ  ภาษาของเด็กขี้กลัวอย่างฉัน  ต้องบอกว่า  แค่สบตาเซนเซผ่านหมวกกันกระแทกในเวทีประลอง ฉันก็ฉี่จะราดอยู่แล้วด้วยความกลัว 

Sensei 

เซนเซของฉัน ภาพ โดย นิตยสาร GM

นอกจากนี้ ก็มีช่วงที่อีนุงตุงนังที่เซนเซให้ฉันฝึกทำทุกอย่างทั้งถือดาบเป็นคู่ซ้อมกับเด็ก ๆ และออกคำสั่งไปด้วย โห...ยังกับจะจำได้หมดน่ะ เซนเซไม่ช่วยด้วย แต่ให้ฉันถือโพยที่สั่งพิมพ์ไปจากบ้านอ่านได้

เซนเซส่งมาให้เป็นตัวฮิรากานะน่ะ แต่อ่านไปผิดไปอยู่นั่นน่ะ คือไม่มั่นใจเรื่องสำเนียงน่ะหนึ่ง แต่ตัวฮิรากานะจะทำให้ฉันงงมากกว่าคันจิ เพราะมันเหมือนเป็นโฟเนติกส์ สู้ส่งคันจิมาเลยดีกว่าเซนเซ (แน่ะ ทำซ่าอีกแล้ว)

Japan Cultural Fair

ภาพจากวันงานวัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย เดือน พ.ย. ปี ๒๕๔๘ ฉันยังสายน้ำตาลอยู่ และน้องหมีคุมะอ้วนยืนอยู่ท้ายแถวสุด ปีนี้น้องหมีได้สายเหลืองแล้ว

ฉันหลง ๆ ลืม ๆ กับคำสั่งภาษาญี่ปุ่นในการออกดาบในท่าต่าง ๆ จนน้องหมี(เขาชื่อ คุมะ แปลว่า หมี) ตัวอ้วนแน่น ตากลมโต สูงแค่เอวฉัน ที่ซ้อมคู่กับฉันในแถว ถอนหายใจเฮือกเบา ๆ   แอบเหลือบตามองขึ้นมาแล้วคอยกระซิบบอกบทฉันเป็นระยะ ๆ น่ารักมาก

ดีที่เซนเซจับเขาคู่กับฉัน เพราะเขาเก่งกว่าคนอื่น และเรียนมานานแล้ว ถ้าฉันออกคำสั่งผิด เขาก็จะทำตาโตแล้วสั่นหัวดิ๊ก ๆ ถ้าฉันพูดถูกแล้ว เขาก็จะพยักหน้าหงึก ๆ เป็นภาพที่ดูไม่จืดเลย นักศึกษาปริญญาเอกต้องให้เด็กอนุบาล ๕ ขวบสอนบอกว่าต้องพูดยังไงถึงจะถูก เป็นการลดอัตตาตัวตนที่ดีมาก

แต่ลองทำดูบ้างไหมล่ะ มือนึงถือกระดาษเป็นปึ๊งที่เย็บแม็กมาแล้วหลุดออกจากกัน มือนึงถือดาบแล้วต้องคอยตีไปด้วย ตาก็คอยมองว่าเด็กคนอื่นพร้อมหรือยัง แล้วคอยออกเสียงภาษาญี่ปุ่นที่เพิ่งเรียนมาได้ไม่ถึงสองปีดีในคอร์สภาคค่ำให้ถูกตอน แล้วต้องคอยมองน้องหมีคุมะไปด้วย ว่าเขาตีถูกไหม หรือฉันตีพลาดไปถูกหัวเขาหรือเปล่า แทนที่จะต้องเป็นการตีดาบเขาที่ยกขึ้นมาเป็นเป้าให้

มีตอนนึงโพยหลุดจากมือกระจาย น้องคุมะก็วิ่งไปเก็บมาให้อีก โอ๊ย วุ่นวายไปหมด   sumimasen!”  (ขอโทษทีจ้ะ) ฉันต้องบอกน้องหมีอ้วนเขา

สรุปว่าวันนี้ตอนเรียนดาบซามูไรเดี่ยว ๆ กับเซนเซทุกอย่างก็สงบเรียบร้อยดี ดูเคร่งขรึมในชุดซามูไร เสื้อขาว กางเกงฮากามะสีกรมท่าดำ คาดดาบที่เอวข้างซ้าย แต่พอเปลี่ยนชุดมาเล่นกับเด็ก ๆ เท่านั้น ไหนจะโดนเซนเซซ้อม ไหนจะต้องวิ่งซ้อมกับเด็กปุเลง ๆ ดูแล้วเหมือนอยู่กันคนละโลกเลย แต่ก็นั่นแหละนะ ชีวิตคือการเรียนรู้ไม่ใช่หรือ ?

My Class
 พี่หมีกับน้องหมีและนักเรียนตัวจิ๋วคนอื่น ๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดอกเบญจมาศ ดาบซามูไร และใจที่ว่างเปล่า



ความเห็น (17)

กันยามาส
IP: xxx.133.154.142
เขียนเมื่อ 

คุณจ๋อม

 

ประสบการณ์สอนเด็กๆก็มีแล้วเนอะ พร้อมๆๆๆ

 

ขอตอบคำถามข้างบน ว่าถ้าเป็นคนที่ตั้งรับน่ะไม่คิดอะไรในใจแน่นอน แต่ถ้าเป็นคนที่ลอยตีจะมีความคิดที่จะโจมตีก่อน แต่ขณะที่ลอยนั้นๆไม่คิดแล้ว จะตั้งใจโถมใส่เต็มที่

เอ๋

ปางแก้ว
IP: xxx.123.128.209
เขียนเมื่อ 

อ่านเรื่องของคุณัชรแล้วเกิดความคิดขึ้นมา

อะไรที่เราอยากมักไม่ได้   อยากชนะกลับไม่ชนะ

ไม่อยากชนะกลับชนะ  เอน่าเอามาประยุกต์ใช้กับการนั่งสมาธิ

อยากให้ได้แบบที่เคยกลับไม่ได้จิตคอยแต่จะฟุ้งมากขึ้นสุดท้ายนั่งไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย

เดี๋ยววันนี้จะลองใหม่เอาแค่ให้มีสติอยู่กับตัวก็พอ

จะแค่ไหนก็ช่าง   ไม่ก้าวหน้ากะช่าง

ขอบใจนะคุณณัชร   คุณเป็นมิตรที่เอื้อคุณให้เราโดยไม่รู้ตัวเสมอ    

"....เล่น....เพื่อให้รู้เท่าทันตัวเอง....  และฝึกไปเพื่อไม่ให้อยากเอาชนะ ..."

เป็น กีฬา ที่ไม่เคยฟังมาก่อนเลยคะ ... 

เข้าใจยาก แบบ คุณณัชรว่า จริงๆ

อ่านไป ก็พยายามคิด /เชื่อมโยง ตามคุณณัชรไป

น่าค้นหา จริงๆคะ

   แล้วคุณณัชร เล่า น่ารักจังคะ ตอนสอนเด็กๆ โดยมี หมีน้อย คอยช่วยเหลือ ...เขาเป็นเด็กที่เข้าใจ ได้ดี

แ ละมีน้ำใจ จริงๆ    เป็นเพื่อนที่น่ารักจังคะ

อนุเซน รินไซ
IP: xxx.147.76.53
เขียนเมื่อ 

ไม่ต้องคิดทำอะไร จะคิดไปทำไม ให้มันเป็นไปแบบนั้นแหละดีแล้ว ตายเป็นตายสิ เลิกคิดไปได้เลยว่าจะชนะหรือไม่ชนะ มัวแต่เจริญนั่น พิจารนานี่อยู่นั่นแหละ แล้วอีกกี่ปีถึงจะสำเร็จ

     'เอาชนะโดยที่ไม่คิดเอาชนะ'  ก็แล้วจะเอาชนะไปทำไมกันล่ะ เอาตัวเองให้รอดต่างหากนั่นแหละที่สำคัญ ไม่ต้องไปคิดหรอกว่าจะชนะรึเปล่า ยิ่งไม่ควรคิดว่าจะยอมแพ้ด้วย หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ต้องไปไหน ก็ถ้าเซนเซบอกได้ว่ามันคืออะไร นั่นมันก็เป็นแค่เพียง รองเท้าฟางที่ลอยน้ำมาเท่านั้นเอง แล้วมันจะไม่ยิ่งงงไปใหญ่รึ?

     เลิกคิดเสียทีว่าจะชนะหรือไม่ชนะ นั่นแหละที่เซนเซกำลังบอก ถ้ากลัวตาเขาแล้วจะมองไปทำไม มองมาที่ตาของตัวเองสิ เฮ้อ....พี่หมีเอ้ย

        เฮ้อ ลึกซึ้งๆ คุณณัชรช่างกล้าจริงๆ นึกถึงว่าถ้าตัวเองโดนซ้อมขนาดนี้ คงหัวหดไม่เอาแล้วค่ะ ใจเสาะหนะ

        นึกถึงตอนเรียนยูโดเลยค่ะ มันจะมีท่าลง ถ้าลงถูกก็ไม่เจ็บ แต่ไอ้การรับดาบแบบโดนแล้วไม่เจ็บนี่ คงไม่มีเนอะ อย่างฟาดหัวโป๊กนี่คงโดนเต็มๆ เรากำหนดถูกหนอนี่จะผ่อนหนักเป็นเบาไหมคะ

คนที่กำลังลอยตัว จิตเป็นโทสะ (เอาทีเดียวอยู่!)

คนที่กำลังป้องกันตัว จิตเป็นโมหะ (กัวง่ะ)

คนที่กำลังดูภาพ จิตเป็น โมหะ (ไม่รู้จริงแต่จะเดา)

คนที่กำลังอ่าน จิตเป็นโลภะ (อยากอ่านอีก เขียนยาวๆอีก ชอบ ชอบบบบบบบ)

ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่
IP: xxx.24.146.200
เขียนเมื่อ 
มองเห็นความมุ่งมั่น มองเห็นสติ มองเห็นสมาธิ มองเห็นความกลัว แต่ยังมองไม่เห็นตัวเอง

      มาดูรูปใหม่อีกที นึกถึงตอนแข่งกีฬา ตอนบุกคู่แข่งก็คิดในใจว่า อยากชนะค่ะ เห็นช่องว่างตรงนั้นแล้ว บุกเลย

      ตอนโดนเค้าบุกก้คิดในใจว่า ไม่อยากเสียแต้มค่ะ ต้องป้องกันเต็มที่พยายามรับให้ได้ ไม่อยากแพ้ ว่างั้นเหอะ

      พอแข่งจบ ถ้าชนะก็ฮึกเหิม ดีใจ ใจฟูฟ่อง

      แต่ถ้าแพ้นะ จะหดหู่ เป็นแมวหงอยเลย

      อ่านที่คุณณัชรเขียนแล้ว จะพยายามเอาไปปรับใช้ตอนเล่นกีฬาค่ะ

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ทุก ๆ ท่าน,

 

ขอบพระคุณมากค่ะ ที่กรุณาแวะมาอ่าน และกรุณาให้ความเห็น ทิ้งคอมเม้นท์เอาไว้ด้วย

 

ทุก ๆ คอมเม้นท์ เป็นกำลังใจ และเป็นข้อคิดให้คนเขียนบล๊อกมากค่ะ

 

ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่ไม่ได้เข้ามาตอบเร็วกว่านี้  ทั้งยุ่งด้วย ป่วยด้วย เจ็บด้วย ไปกันใหญ่

 

มีบทให้หัดกำหนดสติเยอะแยะ เพลินไปเลยค่ะ

 

หนูชอบที่อาจารย์วิเคราะห์จิตมากเลยค่ะ  โห...ลึกซึ้งมากเลยค่ะ อาจารย์

 

หนูเคยคิดอย่างนั้นเหมือนกันนะคะอาจารย์  เวลาแข่งน่ะค่ะ  แล้วหนูพบว่า มันมีผลลบกับการแข่ง 

 

หนูเลยลองเปลี่ยนไปกำหนดฐานกายให้เยอะเข้าไว้    สำหรับคนที่เป็นวิตกจริตเยอะ ๆ อย่างหนู มันช่วยได้บ้างนะคะ 

 

อย่างถ้าหนูเป็นฝ่ายบุก  หนูจะไปกำหนดดูที่กล้ามเนื้อส่วนที่ต้องใช้ในการทำคะแนนแทนน่ะค่ะ  หรือกำหนดการเห็น

 

แต่ถ้าความรู้สึกใด ๆ เกิดขึ้น  ก็รู้ไปตามความเป็นจริงน่ะค่ะ

 

เพราะการเป็นคนที่วิตกจริตมาก ๆ นี่  หนูพบว่า  เวลาอยู่ในสังเวียนแข่ง  แล้วการทำสติรู้ตัวทั่วพร้อม  กำหนดฐานกายไปทั้งตัวนี่  ช่วยได้มากน่ะค่ะ

 

มันทำให้ไม่เหม่อ แล้วก็เผลอหยุดคิด ซึ่งอาจทำให้หยุดกลัว ชะงัก ได้ด้วยน่ะค่ะ

 

ก็ค่อย ๆ หัดไปน่ะค่ะ  หนูรู้ตัวเมื่อไหร่  ก็จะพยายามเรียกสติมารู้ตัวทั่วพร้อมเสมอ  ไม่ได้มีคำกำหนดเฉพาะค่ะ  activate มันไปทั้งตัว

 

คุณ ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่  ชอบคำตอบคุณจังค่ะ

 

ชอบชื่อด้วยค่ะ  คุ้น ๆ มากเลย  เหมือนกับเคยอ่านที่ไหนตอนเด็ก ๆ แหะ ๆ แต่จำไม่ได้แล้ว สัญญาไม่เที่ยง

 

ต้องขอตัวก่อนนะคะทุกท่าน  ต้องขอโทษด้วยที่อาจไม่มีโอกาสตอบทุกท่าน  ซามูไรขอลาป่วย และอาจลากิจชั่วคราวค่ะ  ภาระหน้าที่เยอะเหลือเกินหมู่นี้  มีการบ้านต้องส่งญี่ปุ่นเจ้าของทุนที่ญี่ปุ่นค่ะ 

 

แถมเซนเซยังให้มาท่องคัมภีร์เพลงดาบสองแผ่นใหญ่อีกด้วย  ท่าทางจะแย่แน่คราวนี้  ไม่มีคำแปล แค่เปิดดิคอย่างเดียวก็เป็นลมแล้วค่ะ  นี่เรียนมาสองปีแล้ว  เซนเซไม่เคยให้ท่องอะไรมาก่อนเลยค่ะ  ไม่รู้คราวนี้เซนเซจะมาไม้ไหน ฮือ ๆ  ช่วยเอาใจช่วยด้วยนะคะ  ถ้ารอดมาได้จะกลับมาเขียนบล๊อกอีกค่ะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

อนิศรา
IP: xxx.181.185.83
เขียนเมื่อ 

         คุณณัชรๆ  ส่งกำลังใจไปให้นะคะ ขอให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ หายเจ็บป่วยเร็วๆด้วยนะคะ

         คุณก็วิตกจริตเหมือนกันเหรอคะ โฮ่ๆจริตเหมือนกันเลย

                            หมอนิดค่า(หัวหงอกเพราะวิตกจริต)

nash
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอ 

 

ขอบพระคุณที่มีน้ำใจกรุณาแวะมาให้กำลังใจ และอวยชัยให้พร แก่เพื่อนร่วมจริต

 

วิธีแก้นี้ แต่เดิมใช้วิธีรับประทานเยอะ ๆ ค่ะ  แหะ ๆ แต่รู้สึกว่าจะไม่หาย  มีแต่จะมากขึ้น

 

ไปทำงานต่อล่ะค่ะ สวัสดีค่ะ

อืม....ถ้าจำไม่ผิด

ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ มาจากนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง เรื่องนึงที่โกวเล้งบอกว่า เอาลักษณะตัวละครบางตัวมาจาก The Godfather ใช่มั้ยคะ

 

คุณจ๋อมที่รัก

หวังว่าจะหายป่วยไข้เร็วๆนะคะ เอ๊ะ...หรือว่าอาการเจ็บกล้ามเนื้อจะเรื้อรัง

โยคีห.ส
IP: xxx.123.132.206
เขียนเมื่อ 

อ่านบทความของคุณณัชรแล้ว ก็ทำให้ฉันระลึกถึงคำสอนของอ.ศิริพรที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่เหมือนกันค่ะ  ว่าการเรียนทุกศาสตร์ทางโลกก็ต้องใช้สติและสมาธิเหมือนวิชาทางธรรมเหมือนกัน

แต่มันแตกต่างกันที่ เราจะเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ 

สำหรับฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เห็นคุณชอบเอาหลักการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในพุทธศาสนามาเปรียบเทียบกับการฝึกดาบซามูไร

ซึ่งทุกคนทราบดีว่าการฝึกซามูไรเป้าหมาย คือการล่วงศีลข้อที่หนึ่งคือการฆ่า  เมื่อเริ่มด้วยมิจฉาทิฏฐิ  ก็ตามด้วยมิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ เรื่อยไปตลอดสาย เหมือนที่อาจารย์เคยยกตัวอย่างให้ฟัง เราอย่าเอาวิชาที่เป็นไปเพื่อการฆ่า แม้ในปัจจุบันเพื่อการเอาชนะ ซึ่งถือว่าเป็นการสั่งสมกิเลส ให้ใจเจ้าของ มาเปรียบเทียบกับหลักการเจริญสติปัฏฐาน 4  ซึ่งเป้าหมายคือการลดกิเลสในใจและหยุดการเบียดเบียน ซึ่งเป็นไปเพื่อการลุเป้าหมายสูงสุด คือสภาวะปลอดกิเลส คือปลอดจากโลภ  โกรธ หลง ซึ่งไม่มีศาสนาใดในโลกจะสอนให้ใจของคนก้าวเข้าสู่สภาวะนี้ได้

ฝึกดาบซามูไรของคุณไปเถอะค่ะ จะมีสมาธิระดับใด สติระดับไหน ก็เป็นไปเพื่อสร้างภพ สร้างชาติทั้งสิ้น  อย่าได้นำมาเปรียบเทียบกับการเจริญสติปัฏฐาน 4 เลยค่ะ

สาธุ สาธุ  สาธุ

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ โยคีห. ส.,

เชิญไปอ่านบันทึกเก่าอันนี้ก่อนนะคะ http://gotoknow.org/blog/gonash/71969

ก่อนจะวิจารณ์ว่า "ทุกคนทราบดีว่าการฝึกซามูไรเป้าหมาย คือการล่วงศีลข้อที่หนึ่งคือการฆ่า"

 วิชา iaido นั้น เกิดในยุคที่เขาเลิกรบกันแล้วค่ะ  เป็นการเจริญสติในอิริยาบถย่อย โดยใช้ดาบเป็นอุปกรณ์  อุปมาไม่ต่างกับกวาดลานวัดนั่นเองค่ะ

ปฏิบัติคนเดียว เป็นการทำซ้ำ ๆ เหมือนเดินจงกรมไปมา  กรุณาแวะไปดูภาพประกอบในบันทึกเก่าก่อนจะวิจารณ์ได้ก็จะดีมากสำหรับตัวคุณเองค่ะ

ซามูไรยุคโตกุกาว่า  ที่วิชาเจริญสติด้วยดาบซามูไรนั้น  เฝ้าบ้าน เฝ้าลานวัดอยู่เฉย ๆ ค่ะ พระเซน และเจ้านาย ต้องหาอุบายสอนให้มีอะไรเจริญสติทั้งวัน  กิจกรรมที่เขาต้องทำทั้งวัน  จึงประกอบไปด้วยการเจริญสติทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นพิธีชงน้ำชา วาดพู่กัน วาดรูป และฝึกชักดาบออกมา  อย่างวิชาที่ฝึกนี้น่ะค่ะ

 ฝึกซ้ำ ๆ ทำคนเดียว  ได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา

 ถ้าคุณได้อ่านบล๊อกนี้ตลอดก่อนจะวิจารณ์ได้ก็จะดีมากเลยนะคะ คุณโยคีห.ส.

เขาไม่ได้ฝึกไว้ไปฆ่าค่ะ ตกยุคแล้วมั้งคะ ที่คุณพูดถึงนี่ 

 คือว่า เป็นยุคที่เขารู้กันทั่วกันแล้วล่ะค่ะว่า  ซามูไรเขาฝึกไปเพื่อ "ฆ่ากิเลสภายในใจตัวเอง"

มีตำราและหนังสือมากมายเรื่องนี้น่ะค่ะ  แต่ถ้าไม่ทราบ ก็ไม่เป็นไร  ในบล๊อกนี้ก็เคยเขียนไว้เยอะแล้วน่ะนะคะ  ลองอ่านดูก่อนก็ได้

และที่ตลกยิ่งกว่านั้น คือดาบที่เขาใช้ฝึกที่เห็นประกอบในบันทึกนั้น คือดาบที่ไม่คมค่ะ ฮ่า ๆ ๆ  ๆ จะไปฆ่าใครเขาได้คะ 

บอกแล้วไงคะว่า  ดาบเป็นเพียงอุบายเอาไว้เจริญสติ  แล้วแต่ใครจะใช้อะไรทำ

จริง ๆ แล้วนั้น ถ้าคุณได้ติดตามบล๊อกนี้ดี ๆ จะพบว่า ก่อนที่จะเป็นยุคโตกุกาว่า หรือ ปลอดสงครามจริง ๆ นั้น  ซามูไรที่เขาเจอสงครามเยอะ ๆ เขาก็เจอสัจธรรมชีวิต วางดาบ ไปเป็นพระเซนกันเยอะแยะ

รวมทั้งโชกุนเองเลยล่ะค่ะ  หลายคนเลยด้วย 

ไม่ใช่ไปบวชธรรมดา ๆ  แต่ไปสร้างวัดปฏิบัติมากมาย ทุกวันนี้ ก็ยังเป็นวัดมีชื่อในเกียวโต สวยงาม สงบมาก

ในบล๊อกนี้ก็เคยแปะรูปไว้ค่ะ  แสดงว่าคุณไม่เคยแวะเข้ามาอ่านเลยใช่ไหมคะ

คุณมีความมั่นใจสูงมากเลยนะคะ ที่กล้าวิจารณ์สิ่งที่คุณไม่รู้?  โอ้โห....นับถือ ๆ

ถ้าไม่รู้ก็จะบอกอีกทีก็ได้ค่ะ  คือว่า  ยุคที่มีวิชานี้เกิดขึ้นน่ะนะคะ  ฟังดี ๆ นะคะ  เป็นเป็นยุคที่ซามูไรเขาลุกขึ้นมา refine จิตใจ มุ่งหาสัจธรรมกันแล้วค่ะ

ตั้งหลายร้อยปีแน่ะค่ะ  ที่ญี่ปุ่นเป็นยุคทองทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง   

 สำหรับชนชั้นปกครอง ที่ถูกสอนให้อยู่อย่างสมถะ มักน้อย กินน้อย พูดน้อย นอนน้อย มีเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีดาบติดตัวสองเล่ม  วัน ๆ ไปเข้าเวรตามชายแดนบ้าง เฝ้าป้อมปราการ ออกตรวจลาดตระเวณเป็นตำรวจ หรือทำงานราชการแบบมหาดไทย กระทรวงศึกษา ฯลฯ 

สมบัติหนึ่งเดียวที่มีคือดาบ  เป็นตัวบ่งบอกฐานะว่าเป็นซามูไร

ยามว่างคุณจะให้เขาไปยืมไม้กวาดชาวบ้านที่ไหนมาหัดฝึกเจริญสติล่ะคะ?  ถ้าไม่ให้ออกไปอยู่ใต้ต้นไม้ ริมน้ำตก หัดทำอะไรกับดาบของเขาไปตามเรื่อง

เรื่องดาบไม่คมนี้ เป็นที่รู้ และเป็นที่ล้อกันของยุคสมัยเลยล่ะค่ะ

สำนวน Brush and Sword in Accord ก็มีในสมัยนั้น  คือ บุ๋นและบู๊คู่กัน  เจริญสติด้วยการวาดพู่กันไปด้วย  ฝึกดาบไปด้วย ก็ฐานกายนี่ล่ะค่ะ  แต่ดาบมันจะชัดกว่า  เพราะมันเห็นใจตัวเอง  เวลาทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และมันเป็นการเรียกสติ  เหมือนเดินจงกรม

เสียงดาบอย่างเดียว  บอกอะไรได้หลายอย่างค่ะ  โดยเฉพาะสภาพจิตใจ 

 เขาทำสลับกับการนั่งสมาธิด้วยน่ะค่ะ

แล้วก่อนคุณจะโพสต์  โดยอ้างชื่อครูบาอาจารย์นั้น  ช่วยกรุณาดูเนื้อเรื่อง ความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในบล๊อกหน่อยก็จะดีมากเลยนะคะ

 เพราะอย่างวิชาที่เห็นในลักษณะที่สู้กันนั้น เขาก็ฝึกไป "เพื่อขัดเกลากิเลส ไม่ให้อยากชนะค่ะ"  เขียนอยู่โต้ง ๆ โห.... อยู่ใกล้รูปภาพมากด้วย

นี่เปิดพลัวะเข้ามาก็เขียนวิจารณ์เลย  นี่น่ะนะคะ?

สุดยอด

 การฝึกเพื่อไม่อยากชนะนี่งงไหมคะ?  คนส่วนใหญ่ทั้งโลกก็งงค่ะ  รวมทั้งฝรั่งทีพยายามจะเอาไปเล่นเป็นสากล  มีปัญหาให้เห็นค่ะ ในระดับการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ไปดูมา

 

เหมือนยูโดน่ะค่ะ  ทราบไหมคะว่า  ที่แข่ง ๆ กันในระดับสากลนี้ มีกติกาการแข่งขันในการตัดสินแพ้ชนะไม่เป็นไปตามจุดประสงค์การฝึกที่ผู้ก่อตั้งยูโดคิดขึ้น

 

เขาเอาไว้ฝึกบุคลิกภาพ กายใจ ส่วนบุคคลค่ะ  คนก่อตั้งยูโดนั้น เขาก็เอาหลัก จูจิตสุ โบราณมา  เขาไม่มีคำว่าแพ้ชนะน่ะค่ะ  ฝรั่งไม่เข้าใจ  พยายามไปใส่ให้เป็นกีฬา  ก็เลยผิดจุดประสงค์ไปเสียอย่างนั้น

 

การเล่น "กีฬา" ดาบผ้าอัดลม  จุดประสงค์ให้ผู้ฝึกได้ฝึกตัวเองค่ะ  ได้รู้จักตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง พัฒนากายใจ ไม่ให้อยากเอาชนะ  เพราะต้องเป็นคนแจ้งเองเมื่อตัวเองเสียแต้ม

 

ขี้เกียจอธิบายรายละเอียดกติกาตรงนี้น่ะค่ะ   มันละเอียดมาก  ที่ไปฝึกญี่ปุ่นมา ๓ เดือนนั้น จะเห็นว่า เป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเลยน่ะค่ะ

 

กลับมาที่ซามูไรอีกครั้ง  ที่เป็นชนชั้นปกครอง  เขาไม่ฆ่าใครแล้วล่ะค่ะ สมัยนั้น  เขาก็มุ่งเพียรฆ่ากิเลสกันทั้งนั้นเหมือนกัน  ทำได้มากน้อยแค่ไหน  ตามประสาฆราวาส และวิบากที่มี  เขาก็เพียรทำ  เพราะเป็น "หน้าที่" ที่เขาต้องทำ ตั้งแต่เช้า จรดเย็นค่ะ

 

อยู่ในกฏบูชิโดสมัยโตกุกาว่า เป็นลายลักษณ์อักษรค่ะว่า  ตั้งแต่เช้า จนถึงนอน  ต้องเจริญสติ

กิจกรรมทุกอย่างที่ทำ  ต้องทำไปด้วยสติ

แล้วก็ให้เจริญมรณานุสติของตนเองทุกเวลาที่ว่างจากการรับใช้เข้าเวรเจ้านาย และรับใช้พ่อแม่ด้วย

ฆ่าใครที่ไหนคะ คุณโยคีห.ส.?

นี่ล่ะค่ะ วิชาซามูไรที่ฝึก  เขาฝึกกันหนักขนาดนี้  ฝึกกันทั้งสังคม 

ด้วยดาบที่ไม่คม  ที่เห็นนี่ล่ะค่ะ

ถ้าคุณไม่สบายใจ  ก็คงต้องกำหนดในใจคุณเองแล้วล่ะค่ะ

แต่ก็เข้าใจน่ะนะคะ  คนที่ไม่ได้ศึกษาอะไรมากมาย  ก็คงจะรู้จักซามูไรแค่สมัยสงครามโลก

แต่ถ้าไม่รู้  ก็ลองอ่านดูก่อนวิจารณ์  ก็จะวิเศษมากเลยน่ะค่ะ

คุณจะได้หายไม่สบายใจเอง

หรือถ้าไม่หาย  กำหนดแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง  แสดงว่าคุณภาพการกำหนดไม่แข็งแรงพอ

ก็เลือกที่จะไม่เข้ามาอ่านก็พอไหวน่ะนะคะ

เพราะในที่สุดแล้ว  เป้าหมายของการเจริญสติ  คือ ความสามารถในการรักษาใจตนเอง ให้เป็นกุศลในทุก ๆ ขณะจิตได้

ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะคะ

เพราะว่า...ง่า...ทางนี้ฝึกดาบแล้วสบายใจดีค่ะ  จิตใจปลอดโปร่ง  ไม่มีนิวรณ์มารบกวน

สามารถรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะที่ฝึกออกดาบนั้น ๆ ได้

ดาบซามูไรที่เป็นเหล็กแท้ ๆ นี่แหละค่ะ

และสติสามารถอยู่กับปัจจุบันขณะ  แบบรู้ตัวทั่วพร้อมได้จริง

ก็ไม่สร้างภพสร้างชาติหรอกค่ะ  ฮ่า ๆ ๆ (ขอหัวเราะแบบเซน)

ยิ่งเวลาปรมาจารย์ดาบแล้ว  ยิ่งมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเลยล่ะค่ะ  มันชัดเสียยิ่งกว่าชัด 

เพราะคนเราจะเกิดปัญญาเมื่อเห็นทุกข์มาบีบคั้นเท่านั้นค่ะ คุณโยคีห.ส. ผู้ไม่มีบล๊อก หรือไม่ได้ล๊อกอิน

เวลาที่ทุกข์บีบคั้น ไม่ว่ากาย หรือใจ  คุณภาพการกำหนดมันจะชัดค่ะ

การเจริญสติในคอร์สวิปัสสนา  ที่คุณเคยผ่านมา เป็นแค่การ "จำลอง" สภาพทุกข์บีบคั้นน่ะค่ะ

เวลาเราออกมาเจอของจริงข้างนอก ในชีวิตประจำวัน มันมักจะหนักกว่านั้นมาก

การประลองก็ไม่ต่างกันค่ะ

เป็นการ "ปฏิบัติธรรม" แบบเซนค่ะ

ไว้วันหลัง ถ้ามีเวลา จะมาแปะเรื่องการที่อาจารย์ดาบชาวญี่ปุ่นสอนเรื่อง "อนัตตา" แบบเข้าใจแจ่มแจ้งถึงแก่นเลยล่ะค่ะ

 

ความจริงจะว่าไปแล้ว ไม่เขียนที่นี่ก็ได้นะคะ  ไว้ออกเป็นหนังสือเลยน่าจะดีกว่า  สงสารคนที่ต้องมาทนอ่านในเวบ  เดี๋ยวเขาจะไม่สบายใจ  เหมือนคุณโยคีห.ส.  ฮิ ๆ

 

เพราะถ้าคุณโยคี ห.ส.  "ไม่รู้" ต่อไป  ว่ามีคนมาเล่าเรื่องการฝึกดาบซามูไรว่าเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง  ก็คงไม่เกิดอาการ "ไม่สบายใจ"

 

ก็ปล่อยให้ "ไม่รู้" ต่อไป นี่ท่าทางจะดีแล้ว?

 

จะได้ "สบายใจ"

 

ฮ่า ๆ  ๆ  ๆ  ๆ (หัดหัวเราะแบบนิทานเซนค่ะ)

nash
เขียนเมื่อ 

ป.ล. ขออีกนิด เพราะคิดว่าคนส่วนใหญ่คงไม่รู้จริง ๆ

 

ชนชั้น "ซามูไร" หมดไปก่อนสงครามโลกนานแล้วค่ะ  พร้อม ๆ กับการสอน "บูชิโด" แนวเซน คือ ให้เจริญสติ แบบสัมมาทิฏฐิด้วย

 

นั่นล่ะค่ะ ตัวอย่าง ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคม ที่รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างเดียว และทิ้งการเจริญสติไป

 

แต่เราก็วิจารณ์อะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้หรอกค่ะ  เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนนัก

 

แค่กรรมคนคนเดียว ก็ลึกซึ้งซับซ้อนมากแล้ว

 

นี่กรรมผูกพันโยงใย ของคนทั้งสังคม คนทั้งโลกในยุคนั้น

 

เกินคาดเดาค่ะ

 

ได้แค่เรียนรู้  ดูเอาไว้

 

วิชาการฝึกการเจริญสติ และ สมาธิด้วยดาบซามูไรนี้ เป็นวิชาดั้งเดิม ของสมัยที่ยังมีชนชั้นซามูไรอยู่ค่ะ

 

ไม่เกี่ยวกับสงคราม

 

เซนเซให้สัมภาษณ์เสมอค่ะว่า  หน้าที่ของซามูไร  ไม่ใช่เพื่อประหัตประหารกัน

 

แต่เพื่อรักษาความสงบด้วยความเมตตา และยุติธรรม

 

ทำยังไงก็ได้  เพื่อไม่ต้องใช้ดาบ

 

เพราะว่า คำว่า "ซามูไร"  จริง ๆ แล้ว แปลว่า ผู้รับใช้น่ะค่ะ

 

ไม่ทราบอีกแล้วใช่ไหมคะ คุณโยคีห.ส.? 

 

ถึงว่าคุณเก่งจังเลย  ที่มาถึงก็บอกว่า  การฝึก "ซามูไร"  เป็นไปเพื่อฆ่า

 

คำว่า "ซามูไร" ของคุณ  แปลว่าอะไรคะ?

 

ดูหนังเรื่องไหนมาหรือคะ?

 

บังเอิญนี่มันชีวิตจริงน่ะค่ะ ไม่ใช่หนัง

 

ไปเรียนญี่ปุ่นมาน่ะค่ะ

 

กับคนที่สืบเชื้อสายจากซามูไรจริง ๆ

 

ตำรับตำราก็ของจริง  ไม่ใช่นิยาย

 

ไม่ใช่หนัง

 

วัดวาอาราม ก็ไปมาจริง ๆ 

 

ก็ยังมีพระเซนสอนปฏิบัติธรรมอยู่

 

ที่เดียวกับที่ซามูไรเคยอยู่เปี๊ยบเลยค่ะ  แหม...น่าพาคุณโยคีชื่อย่อท่านนี้ไปดูด้วยจริง ๆ

 

กล้าวิจารณ์  ต้องกล้าใช้ชื่อจริงค่ะ

 

เปิดเผย จริงใจ ยุติธรรม

 

ที่เล่ามา  เพื่อเป็นความรู้ประโยชน์กับคนหมู่มากน่ะนะคะ  เพราะที่นี่  คือที่แห่งการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

เพราะคิดว่า ไม่สามารถไปช่วยเรื่องความสบายใจเฉพาะบุคคลได้

 

สิ่งที่มากระทบ  เป็นหน้าที่โยคีต้องหัดกำหนดเองค่ะ

 

ไม่ใช่เป็นหน้าที่ที่จะไปร้องขอสิ่งภายนอกให้เปลี่ยนแปลง

 

ขอให้หัดให้สำเร็จนะคะ

อนุเซน รินไซ
IP: xxx.123.104.200
เขียนเมื่อ 

"ฆ่าหรือไม่ฆ่า" โลกนี้ก็มีแต่คนตายเดินได้ เต็มไปหมดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งหละ ที่เดินมาสู่ที่แห่งนี้

     เจอคนเมาอีกแล้วนะ ไม่ไหวเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

     แล้วอย่างนี้ถ้าเราเขียนบล็อก มีหวังโดนวิจารย์กระจุยเลย เพราะยังมีคนที่คิดว่า"เซน" เป็นลัทธินอกคอกอยู่อีกมากนัก มีคนที่ไม่รู้ว่าคำสอนเซนเป็นคำสอนที่พุ่งไปที่จิตโดยตรง คำสอนของฌาณาจารย์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งเฉพาะตัวจริงๆ ยากที่จะเข้าใจได้ง่าย ยากที่คนที่ยึดตึดกับคำสอนดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นจะหลุดรอดออกไปได้ง่าย

     เหนื่อยกาย แล้วยังต้องมาเหนื่อยใจอีกนะพี่หมี ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า....

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ อนุเซน รินไซ,

 

ขอบพระคุณมากค่ะ ที่แวะเข้ามาทักทายและให้สติ

 

จริงด้วย เจอคนเมาอีกแล้ว ฮ่า ๆ ๆ

 

มัวเมาสิ่งที่ตนยึดติด จนหูตาบอด หน้ามืดตามัว

 

น่ากลัวมากจริง ๆ ด้วยค่ะ

 

จริง ๆ แล้ว  ถ้าว่าการตามหลักการวิเคราะห์การเขียนจม.ของเอฟบีไอ

 

ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า โยคี ห.ส. นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจเขียนด้วยสมาธิสูงมาก  ดูจากการจัดบรรทัดที่เป็นระเบียบ การเลือกใช้คำ  การทำตัว bold

 

แต่เกรงว่าสมาธิสูงเกินไปจนสติหายหมด

 

หน้ามืดตามัวจนความรู้ตัวทั่วพร้อมก็หายไปด้วย

 

เพราะประโยคแรกก็ "มุสา" ผิดศีลข้อที่ ๔ แล้วค่ะ

 

ประโยคแรกบอกว่า "ได้อ่านบทความแล้ว"

 

แต่เนื้อความที่โพสต์ตามลำดับมา

 

บ่งบอกว่า "ไม่ได้อ่านบทความนี้เลย" 

 

เพราะว่า  บทความนี้  บอกไว้โต้ง ๆ ตั้งแต่ย่อหน้าแรกแล้วว่า  กีฬานี้ลึกซึ้งกว่าที่เห็นมาก  เพราะต้องเป็นการฝึกไปเพื่อไม่ให้อยากเอาชนะ 

 

ซึ่งเป็น concept ที่ดูเหมือนจะขัดกันกับการทำแต้ม  แต่จริง ๆ แล้วทำได้ในทางปฏิบัติ  เพราะเป็นการ "ป้องกันตัว" ในจังหวะสุดท้ายชนิดหนึ่ง  ที่จะเอื้ออำนวยกับผู้ที่จะเลือกเป็นฝ่ายรับมากกว่ารุก  อะไรทำนองนี้เป็นต้น  ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยฝึก ก็คงไม่มีวันเข้าใจ 

 

เป็นศิลปะในการเอาตัวรอดชนิดหนึ่งนั่นเอง  ซึ่งมนุษย์ ผู้มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด  ต่างทำกันอย่างนี้มาตั้งแต่ที่ยุคหินกันแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติธรรมไปนาน ๆ ก็จะรู้จักอาการของจิตตัวนี้  ตัวที่รักตัว กลัวตาย

 

ไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสไว้หรอกค่ะว่า

 

รักใด เสมอด้วย รักตนนั้น ไม่มี

 

นั่นเป็นธรรมชาติของจิตมนุษย์

 

แล้วคนที่ใช้ชื่อว่า โยคี ห.ส. นั้น ยังหลับหูหลับตา แอบอ้าง คำว่า "ทุกคน" ต่อไปอีกด้วย

 

ไม่ทราบว่า คำว่า "ทุกคน" ของคุณโยคีห.ส. นั้น มีกี่คน?

 

๑ คน ๒ คน หรือว่า ๓ คน?

 

คำว่าทุกคนเอามาจากตรงไหน?  อ้างอิงจากที่ใด?  มีนัยยะสำคัญทางสถิติหรือไม่?

 

เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีแม้แต่สักคน ที่เข้ามาแสดงความเห็นในบันทึกนี้ก่อนคุณ รวมถึงอ.พิชัย ที่เป็นอ.ของศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่เองด้วย มีความเห็นเหมือนกับคุณ

 

อย่างนี้นับเป็นมุสาเป็นครั้งที่ ๒ หรือไม่? 

 

ประการต่อไป  คุณผู้ใช้ชื่อว่าเป็น โยคีห.ส. ใช้คำว่า "เป้าหมายของการฝึกซามูไร คือ การล่วงศีลข้อที่หนึ่ง คือการฆ่า"

 

แสดงว่า มุสา อีกเป็นครั้งที่ ๓

 

เพราะว่าไม่ได้ติดตามอ่านบันทึก  แต่นึกจะเข้ามาวิจารณ์

 

บล๊อกนี้ ไม่ได้เขียนเรื่องการฝึก "ซามูไร" ค่ะ

 

ซามูไร นั้น เป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่น ที่หมดไปเมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว 

 

ไม่มีใครเหลือให้ฝึกนานแล้วล่ะค่ะ คุณโยคีห.ส.

 

เราคุยกันเรื่อง "วิชาดาบซามูไร" ค่ะ

 

โปรดฟังอีกครั้ง (เฉพาะคุณโยคี ห.ส.)  เราคุยกันเรื่อง วิชาดาบซามูไรค่ะ

 

มีอะไรยังไงบ้าง กรุณาใช้ความเพียร ไปคลิกอ่านเอาเองนะคะ ก่อนที่จะวิจารณ์   แต่ทางที่ดี  อย่าเสียเวลาเลยค่ะ  กลับไปกำหนดความไม่สบายใจของคุณต่อไปเถอะค่ะ  เพราะคุณคงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของบันทึกนี้

 

วิชาดาบซามูไร ในปัจจุบัน  ขนาดเด็ก ๕ ขวบ ยังเล่นได้  คุณโยคีห.ส. คิดว่า มันฆ่าใครได้หรือคะ?

 

ส่วนตัวคิดว่า  เด็ก ๆ อนุบาลญี่ปุ่นที่ตัวเองสอนวิชาดาบซามูไรที่คุณบอกว่าเป็นอวิชชานี้อยู่  ยังมีสติ สมาธิ ความรู้ตัวทั่วพร้อม  ตลอดจน EQ และ SQ มากกว่าคุณอีกน่ะค่ะ

 

เพราะนอกจากจะไม่เบียดเบียดผู้อื่นแล้ว  เด็ก ๆ ยังเปิดรับคนต่างชาติหนึ่งเดียวที่แตกต่าง  มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูล  และมีการเรียนการเล่นกันเป็นทีม  ไม่เน้นเอาชนะระหว่างกัน

 

กลับมาที่คุณโยคีห.ส.ใหม่ 

 

ถ้าคุณได้อ่านบทความในบล๊อกนี้ที่ผ่าน ๆ มา ดังที่คุณได้แอบอ้างจริง  คุณจะต้องผ่านตากับคำว่า มุชิน  หรืออย่างน้อย  ชื่อของบล๊อก ที่ได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วด้านข้าง คือ ใจที่ว่างเปล่านั้น  ก็คือ สภาวะปลอดกิเลสต่าง ๆ มารบกวนนั้น เป็นสภาวะที่ผู้ฝึกวิชาดาบซามูไรและศิลปะป้องกันตัวโบราณอื่น ๆ ของญี่ปุ่นก็เข้าถึงได้  เช่นกัน 

 

ไม่ว่าจะเป็นเวลาเขาฝึกอยู่คนเดียว  อย่างที่เขาเรียกว่า คาตะ บ้าง  หรือฝึกประลองเป็นคู่บ้าง ในลักษณะดาบไม้ และอื่น ๆ

 

ไม่ทราบว่าคุณอ่านเจออย่างนี้จะอกแตกตายไปเลยหรือไม่?  กำหนดเป็นไหมคะ?  

 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร  แต่กรุณาอย่าลบหลู่  เพราะวิชานี้มีครู  เหมือนกับมวยไทย ฉะนั้น

 

ต่อให้ตัวเอง ซึ่งเป็นระดับเด็กหัดใหม่มาก ๆ เวลาฝึกอยู่กับอาจารย์สองคน  ก็รู้ได้ว่า  คุณภาพของการกำหนดสติไม่ว่าจะกายหรือใจจะชัดเจนคมชัดมาก  กว่าอิริยาบถธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน

 

ส่วนเรื่องสมาธิก็ไม่ต้องพูดถึง

 

ตัว drive ที่ว่านี้  อาจมีได้หลายอย่าง  แต่ไม่จำเป็นต้องขยายให้คุณรู้  เจ้าตัวรู้เอง กำหนดเอง

 

สภาวะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง  ถ้าได้ฝึกต่อไปนาน ๆ ผู้เขียนเชื่อว่า  สามารถทำให้เกิดสภาวะมุชินได้  เป็นขณะ ๆ

 

เป็นการทำให้ประสาทสัมผัส อายตนะ ๖ ทั้งหมดเกิดการตื่นรู้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  เพราะมีสิ่งมาบีบคั้นให้เป็นเช่นนั้น

 

กล้าพูด เพราะทำแล้ว พิสูจน์แล้ว รู้ได้ด้วยตัวเอง  ว่ามันเป็นการฝึกสติที่คมชัดเช่นนั้นจริง

 

ในหนังสือเล่มที่ยกมาข้างบน  ที่คุณโยคี ห.ส. ผู้หน้ามืด ตามัว คงไม่ได้ทันได้เห็นนั้น  มีพูดถึงครูฝึกวิชาดาบของโชกุนโตกุกาว่าคนที่ ๓ ว่า   เขาสามารถเข้าถึงสภาวะที่สัมผัสได้แม้นกระทั่งรู้ว่าใครมีกระแสประสงค์ร้ายต่อเขา แม้นเพียงวูบเดียวในความคิด

 

เรื่องนั้นเกิดเมื่อ ลูกน้องที่ทำหน้าที่ถือดาบเดินตามหลัง เกิดนึกในใจเล่น ๆ ขณะยืนอยู่ข้างหลังว่า ถ้าเขาเกิดใช้ดาบโจมตีปรมาจารย์คนนี้จากข้างหลังล่ะ  อาจารย์คนนี้จะรับมือได้ไหม

 

ปรมาจารย์คนนี้หันตัวมาขวับ  แต่ก็ไม่เห็นใคร นอกจากลูกน้องตัวเองที่ทำหน้าที่ถือดาบ  แล้วก็บอกว่า แปลกจริง  เมื่อกี๊รู้สึกอย่างนี้ ๆ ๆ ๆ  ลูกน้องเลยต้องรับสารภาพ

 

จริง ๆ มุชินมีอะไรอีกเยอะค่ะ  แต่ขี้เกียจอธิบาย  นั่นมันแค่ในหนังสือ  เดี๋ยวจะไม่เชื่ออีก หาว่านิยาย

 

เจอเองก็มี กับอาจารย์ของเซนเซ ที่เคยแวะมาเมืองไทย  แต่คิดว่าจะไม่เขียนในนี้ล้ว  เพราะคิดคล้าย ๆ คุณอนุเซน รินไซว่า  เหนื่อยกาย แล้วยังต้องมาเหนื่อยใจอีกทำไม?

 

สุดท้ายนี้ ที่คุณโยคี ห.ส. บอกว่า  ให้ฝึกดาบซามูไรต่อไป  ก็จะบอกว่า  ฝึกอยู่แล้วน่ะค่ะ ไม่ต้องบอกก็ฝึก ฮ่า ๆ ๆ  อยู่บ้านนี่ฝึกทุกวันเลยค่ะ  ได้ทั้งออกกำลังกาย กำลังใจ  ทั้งดาบเหล็ก ดาบไม้ ดาบผ้าอัดลม  เดี๋ยวนี้มีทวนด้วย

 

แต่สำหรับคำปรามาสที่ว่า ยังไงก็ไม่ตัดภพ ตัดชาตินั้น  จะขอรับไว้เป็นคำท้าก็แล้วกันนะคะ  อย่างนี้ "ซามูไร" ชอบค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ   แหม...อย่างนี้ถูกกับจริตมาก  รู้สึกคึกคัก  ราวกับว่ามีการท้าประลอง

 

แต่...เอ...ไม่ได้หรอกค่ะ คุณโยคี ห.ส. คะ  ซามูไร นั้น เป็นชนชั้นที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา กล้าหาญ ยุติธรรม กล้าเผชิญความจริง  ไม่ขลาดเขลา 

 

เวลาก่อนเขาจะดวลกันนั้น (สมัยที่ยังมีดวลกันจริง ๆ น่ะค่ะ)  เขาจะต้องประกาศชื่อ นามสกุล ต้นสังกัด กันด้วยเสียงดังฟังชัด หน้าตรง ตัวตรง ด้วยความห้าวหาญเสียก่อน  เพื่อให้อีกฝ่ายรู้แน่ชัดว่าจะต้องรบทัพจับศึกกับใคร

 

นอกจากป้องกันการสู้กันผิดคนแล้ว  ยังจะเป็นการให้เกียรติกับอีกฝ่ายหนึ่งด้วย  และอะไรอื่น ๆ ด้านพิธีกรรม พิธีการ ที่ตามมาอีกมากมาย

 

คนที่ลอบกัด ปิดหน้าตามิดชิด ดักสังหารจากข้างทางนั้น  เขาเรียกว่านินจา ค่ะ ไม่ใช่ซามูไร  ในสมัยนั้น เขาเป็นที่เหยียดหยามกันในสังคมน่ะค่ะ  ไม่ได้อยู่แม้นแต่ใน ๔ วรรณะของสังคมญี่ปุ่น  คือต่ำกว่าบ่าวไพร่ รวมถึงพวกเอตะที่ทำอาชีพที่เขาเรียกว่าสกปรก คือ ถลกหนังสัตว์ ฯลฯ  เพราะถือว่าพวกที่อาศัยแฝงกายเพื่อเอาความได้เปรียบทำร้ายคนนี้มีทั้งความขลาด ความเขลา และ ความไร้จรรยาบรรณน่ะค่ะ

 

ไปอ่านประว้ติศาสตร์สมัยโตกุกาว่าเอาเองก็แล้วกันนะคะ ขี้เกียจอธิบาย เดี๋ยวจะหาว่าอคติ 

 

ว่าแล้วก็ต้องขอตัวก่อนล่ะค่ะ  วันนี้มีเรียนคลาสพิเศษดาบไม้ กับทวนเสียด้วย  จะตั้งใจฝึกเป็นพิเศษอยู่กับกายและใจของตัวเองอยู่ทุกขณะเพื่อตัดภพ ตัดชาติ  ฮ่า ๆ ๆ    โอว์...ช่างเป็นวันที่น่าตื่นเต้น น่า looking forward to  เสียนี่กระไร

 

ขอบคุณคุณโยคี ห.ส. ที่เพิ่มรสชาติของการฝึกวิชาดาบซามูไรให้นะคะ

 

และทำให้คุณภาพการกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้รู้จักจิตตัวเองเพิ่มว่า  ตัวเป็นเป็นคนชอบการโดนท้า  โดนปรามาส

 

เพราะจะทำให้มีแรง drive ที่จะทำให้ได้ดียิ่งกว่าที่โดนปรามาส

 

แหม...มาปรามาสว่าไม่เป็นการเป็นไปเพื่อการตัดภพ ตัดชาตินี้  จึงเข้าทางมาก

 

และต่อให้มันจะได้ผลมากน้อยอย่างไร ในวันนี้ ก็ไม่ใช่ประเด็นเสียด้วย

 

ประเด็นอยู่ที่ว่า  เราได้ใช้ "ปัจจุบันขณะ" ในทุก ๆ ขณะ อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วต่างหาก

 

Sugee!  (เป็นแสลงภาษาญี่ปุ่นค่ะ  ออกเสียงคล้าย ๆ ว่า สุ-เก้...  แปลว่า  เยี่ยมมมมมม)