ก็เพราะเราไปเด็ดยอดเอาความรู้มาจากฝรั่ง ก็อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนมาจนได้กระดาษมาติดโชว์ห้องทำงานบ้าง ผนังบ้านบ้าง จนแทบหาที่ติดไม่ได้ จะไม่เอาความรู้มาฝากกันบ้าง เดี๋ยวจะว่าไม่ไปเรียนมา

วันนี้ผมเพิ่งได้อ่านข้อเขียนของครูบาสุทธินันท์ ว่าทำไมเราใช้ความรู้เหี่ยวๆในการพัฒนา จนชาวบ้านเอือมระอากันเต็มทีแล้ว

  <p>ในฐานะที่ผมทำงานในวงวิชาการ ที่มีการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ผมถือว่า นี่คือวิกฤติการพัฒนาระดับชาติเลยครับ </p>  <p>และผมรับปากว่าวันนี้ผมจะนำประเด็นนี้มาแจงสี่เบี้ย ตามระดับความรู้ระดับหางอื่งที่หาญขึ้นมากระดิกเตือนระดับปรมาจารย์ และตะโกนดังๆขึ้นไปยังยอดเขาหอคอยงาช้าง เชิงร้องขอและขอร้องว่าเพลาๆการแจกความรู้เหี่ยวๆ ให้น้อยลงหน่อยได้ไหมครับ</p>  <p>ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปว่า ทำไมเราจึงใช้ความรู้เหี่ยวๆมาสอนกันครับ</p>  <p>สาเหตุหลัก และสาเหตุแรก </p><p>ก็เพราะเราไปเด็ดยอดเอาความรู้มาจากฝรั่ง ก็อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนมาจนได้กระดาษมาติดโชว์ห้องทำงานบ้าง ผนังบ้านบ้าง จนแทบหาที่ติดไม่ได้ จะไม่เอาความรู้มาฝากกันบ้าง เดี๋ยวจะว่าไม่ไปเรียนมา (แต่ไปซื้อกระดาษมา)  ก็เลยต้องเอามาสอนตรงๆบ้าง เอามาแปลไว้สอน แปลไว้ขอตำแหน่งบ้าง แต่ด้วยความที่ไปเรียนมาหลายปี และระยะทางก็ไกล กว่าความรู้จะมาถึงเมืองไทยก็เลยเหี่ยวครับ จะไปปลูก หรือติดตา ต่อกิ่งต่อยอด ก็ทำไม่เป็น ใช้แบบแห้งๆเหี่ยวๆไปเรื่อยจนกว่าจะหมดอายุการทำงาน แล้วก็เก็บไปใส่กรอบลงรักปิดทองคู่กับใบปริญญาที่ติดไว้ข้างฝามานาน ตั้งแต่วันที่กลับมาแล้ว</p>  <p>สมัยนี้แม้จะเป็นยุคข้อมูลข่าวสารเร็วหน่อย อย่าคิดว่าความรู้ไม่เหี่ยวล้าสมัยนะครับ นักวิชาการกลุ่มนี้จะรอว่าฝรั่งจะเขียนตำราอะไร จะได้ "รีบ" ไปซื้อมาแปล ดัดแปลงนิดหน่อย หลบเลี่ยงกฎหมายลิขสิทธิ์ ไปหลอกสอนเด็กนักเรียนที่ไม่รู้เรื่องไปวันๆ คิดว่าทันสมัย แต่หารู้ไม่ว่ากว่าฝรั่งเขาจะเขียนตำราสำหรับประเทศเขาได้ ความรู้ก็ล้าสมัยไปอย่างน้อย ๕ ปีแล้ว</p>   <p>สาเหตุที่สอง </p><p>สำหรับนักติดตาต่อกิ่งเป็นบ้าง ก็อาจจะเอาความรู้ที่ได้ไปทดสอบขยายพันธุ์ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักบ้านตัวเอง ก็เลยพลาดเอายอดแอปเปิ้ลเหี่ยวๆ หรือบางทีก็แห้งตายแล้วมาต่อกับมะม่วงอกร่อง  หวังว่าจะได้แอปเปิ้ลลูกยาวๆพันธุ์อกร่อง มีผิวเหมือนแอปเปิ้ล แต่เนื้อเหมือนมะม่วง แต่มันต่อกันไม่ติดครับ มันก็เลยเหี่ยว เป็นธรรมดาครับ แต่บางที่เขาก็ไม่ละความพยายามครับ ทั้งๆที่ยอดแอปเปิ้ลเหี่ยว ก็ไปบอกชาวบ้านว่า ลูกแอปเปิ้ลพันธุ์อกร่องนี้ จะมีรสเหมือนมะม่วงแผ่นตากแห้ง ให้ฝันลมๆแล้งๆไปโน่น</p>  <p>สาเหตุที่สาม </p><p>สำหรับนักวิชาการที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกนี้จะถือยอดแอปเปิ้ล หรือ ยอดมะม่วง(ที่คิดว่าเป็น)พันธุ์ดี (ขึ้นอยู่ว่าจบ เมืองนอก หรือ เมืองไทย) ชูเหนือหัวไว้กราบไหว้ทุกวัน บางทีก็ปักแจกันเอาไว้บนหิ้งพระ จะนำลงไปปักชำติดตาต่อกิ่งโดยทำงานกับชาวบ้านก็ทำไม่เป็น หรือกลัวชาวบ้านเห็นกำพืดว่าไม่เก่งจริง ก็เลยกอดยอดไม้ ความรู้ ที่เด็ดมาถือ หรือใส่แจกันไว้จนเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีก แม้จะเปลี่ยนน้ำในแจกัน หรือพ่นน้ำให้บ้าง โดยการเปลี่ยนปีที่แปลและพิมพ์ตำราให้ดูทันสยัย ก็ยังไม่หายเหี่ยว</p>  <p>สาเหตุที่สี่</p><p>สำหรับนักวิชาการนักเด็ดยอด ความรู้ โดยไม่เคยสร้างเอง และมักเป็นนักประชุมมืออาชีพ คอยไปรวบรวมความรู้จากที่หนึ่งไปเก็บไว้แลกอีกที่หนึ่ง แต่รอนานเกินไปก็เลยเหี่ยวก่อนที่จะได้แลกจริงๆ</p><p> สาเหตุที่ห้า</p><p> นักวิชาการที่ไม่ค่อยมีเวลา ปลูกความรู้ไว้แล้วไม่ค่อยได้ไปดูแลรดน้ำให้โตเป็นปกติ ก็เลยเหี่ยวเฉา จะเด็ดให้ใครทีไรก็มีแค่เหี่ยวๆนั่นแหละ    </p><p>จากสาเหตุห้าประการนี้ ได้มาเท่าที่ผมมีประสบการณ์ตรง เคยเห็นและพอนึกออก และคิดว่าน่าจะยังมีอีกหลายสาเหตุครับ</p>  <p>ดังนั้น วิธีแก้ที่สำคัญก็คือ เราต้องปลูกความรู้ที่มีทั้งรากแก้วภูมิปัญญา และรากฝอยของการปฏิบัติที่ได้ผลในวงกว้าง มีลำต้นที่แข็งแรงด้วยพลังของชุมชน แล้วให้ชาวบ้านเขาชื่นชมอยู่ในพื้นที่ของเขาเอง จะได้ไม่เป็นความรู้เหี่ยวๆ ครับ</p> ด้วยสองมือของเรานี่แหละครับ ดูแล รดน้ำพรวนดินดีๆ เราจะได้มีความรู้ที่ไม่เหี่ยว แต่สดๆ ให้ทุกคนบริโภคอย่างใกล้ชิด และสมกับความคาดหวังของชุมชน ที่เฝ้ารอผลงานจากนักวิชาการครับ <p> </p>