ของฝาก จากบางกอก          

ไปไหนมาถ้าเรามีของติดไม้ติดมือมาฝากคนทางบ้าน จะเกิดอะไรรู้ไหมครับ ..เกิดความพึงพอใจยังไงละ คนฝากก็ดีใจ คนได้ของฝากก็ปลื้มใจ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วผมก็ต้องมีของมาฝากพวกเราสิครับ              

เช้านี้ตื่นตั้งแต่ตี 4ครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวแล้วมาเรียกแท็กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิ  ขนาดเช้าๆคนเดินทางยังกะหนอน  ไม่รู้ไปไหนกัน เข้าไปติดต่อยื่นตั๋วเดินทาง ชั่งกระเป๋าฝากไปใต้ท้องเครื่อง ผ่านด่านตรวจความปลอดภัยเข้าไปนั่งหน้าป๋อหลอรอเขาเรียกขึ้นเครื่อง

เครื่องเริ่มโผขึ้นท้องฟ้าเวลา 5.50 .ท้องฟ้ายังมืดสลัวอยู่เลย  เที่ยวนี้เป็นยังไงก็ไม่รู้ผู้โดยสารน้อยจัง ใครไม่รู้นึกว่าผมเช่าเหมาลำมาละเดี๋ยวโดนสอบ หาว่ารวยเกินประมาณละยุ่งแน่ ที่จริงก็ไม่ได้อวดร่ำรวยอะไรหรอก มีเหตุผลด้านสังขารแพ้บุหรี่ และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปรออยู่ที่บ้าน ก่อนที่ผมจะเดินทางไปถึงด้วยซ้ำ ปกติที่บ้านผมก็มีสนามบินห่างจากมหาชีวาลัยประมาณ 8 กม. เคยถูกเพื่อนแซวว่ามีสนามบินส่วนตัว ปาดติโธ่..อะไรจะขนาดนั้น แต่วันศุกร์เว้นวรรคหยุดบินทำไมก็ไม่รู้  ผมต้องบินไปลงสนามบินร้อยเอ็ด ห่างออกไปตั้งร้อยกว่ากิโล บินแค่50นาทีก็ถึงแล้ว ได้เจ้าพ่อทุ่งกุลามารับ ช่วยส่งกลับถึงบ้านได้ในเวลา9.00.               

กลับเที่ยวนี้ผมหอบของฝากพะรุงพะรัง มีลูกเกาลัด กับส้มลูกเล็กๆที่มาจากแผ่นดินใหญ่ เพื่อนคนที่ชวนไปทัวร์ชูชกสะอื้นนั่นแหละซื้อให้หลายกล่อง จะไม่เอามาก็เสียดาย นึกถึงตาดำๆนักศึกษาบูรณาการศาสตร์วิ่งรับ ..ก็เลยตัดสินใจหอบหิ้วมา ถึงไหนถึงกัน     

       

ในระหว่างที่เครื่องบินไต่ระดับถึงเพดานปกติ มองลอดออกช่องหน้าต่างเห็นโค้งฟ้าเรื่อๆ  ความสว่างเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ รอไม่นานสีส้มเข้มกระจายไปบนแถบท้องฟ้า ต่อมาดวงตะวันสีแดงเรื่องๆก็ค่อยๆโผล่ขึ้นชัดขึ้นแจ้งขึ้น  สุดท้ายก็คลุมไปทั่วทั้งบริเวณที่สายตาเราทอดถึง            

ตอนนั้นผมเกิดนึกอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับพระอาทิตย์ เราเคยเห็นแต่พระอาทิตย์ขึ้นพ้นทิวไม้ แต่วันนี้ได้เห็นพระอาทิตย์มาเยือนโลกจากที่สูงหลายพันฟุต ผมก็ปิ๊ง !..นึก ถึง เพลงเก็บตะวัน ขึ้นมาได้  มือไวไล่เลี่ยกับความคิด ควักกล้องถ่ายรูปขึ้นมารอคอยเก็บตะวันที่ละภาพๆ นึกไชโยในใจว่า  เรามีของที่ดีสุดในโลกไปฝากเพื่อนๆชาวบล็อกแล้วละ  ของฝากพิเศษชิ้นนี้มอบให้ใครได้ไม่อั้น ดังนั้นขอเชิญรับของฝากด้วยนะคนดี          

.จันทรรัตน์, ครูอ้อย, รัตติยา, ศักราช, .บัว, นิดหน่อย, คุณหนิง, .ขจิต, เม็กดำ1, . แสวง, ท่านบางทราย, Thawat, พัชรา, ทะเลใจ, น้องหนู, สิงห์ป่าสัก,ท่านบีแมน, คำแสด, อ.สำเนียง อ.พันดา อ.ศิริพงศ์.อ.อุทัย จตุพร ครูนง อ.ลูกหว้า,คนไร้กรอบ paew,Kawao, เมตตา ฯลฯ            

คนไทยนี่โชคดีที่สุดในโลกนะครับ ที่มีแสดงแดดที่อบอุ่นพอเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชพรรณธัญญาหาร มีความชื้นที่พอเหมาะพอดี จึงเป็นพื้นที่ๆมีความหลากหลายทางชีวภาพ บ้านเราจึงอุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก แล้ว ทำท่าว่าจะเป็นครัวโลก ถ้าไม่พังไปเป็นครัวโรคเสียก่อน            

การที่พระอาทิตย์ส่องแสงมาให้เรา ในอุณหภูมิที่พอเหมาะพอดี ไม่ร้อนจนตับแลบเหมือนตะวันออกกลาง และไม่โผล่ริบหรี่เย็นยะเยือกจนหิมะตกเหมือนแถบยุโรป  อุณหภูมิขนาดนี้ถ้าคิดเป็นเงิน จะตีราคาชั่วโมงละเท่าไหร่ครับ แค่เราใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าแต่ละวันก็อ่วมกันแล้ว นี่พระอาทิตย์จ่ายพลังงานให้ทั้งโลก โอ้โฮ้ ! กี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆบาท/นาทีละครับเนี่ย            

เรื่องฝนตกก็เช่นกัน ถ้าเราต้องหาบน้ำรดผืนดินให้เปียกชุ่มเป็นบริเวณกว้างเท่าฝนตกแต่ละครั้ง ก็นึกดูสิครับว่าจะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสักกี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆ/บาท/ครั้ง ไม่เชื่อลองดูก็ได้ ชวนแม่ยาย น้องเมีย หาบน้ำจากแม่น้ำมารดดูสิ จะได้รู้คุณค่าและมูลค่าของฟ้าฝน รึ !เอาแค่ทำฝนเทียมนี่ก็เถอะ เสียค่าใช้จ่ายน้อยเสียเมื่อไหร่            

มนุษย์เราไม่ควรดูแคลนพลังธรรมชาติ  ควรช่วยกันดูแลหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ นี่ยังดีนะที่พระอาทิตย์อยู่ไกล ไม่ยังงั้นพวกมนุษย์ขี้เหม็นคงหาเรื่องเอาดวงอาทิตย์มาเซ็งลี้อีก เหมือนที่ทำลายป่าไม้ แร่ธาตุ แม่น้ำลำคลอง ภูเขา และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ            

เมื่อรู้คุณค่าและความหมายที่ผมเอามาฝากแล้ว ช่วยเก็บรักษาไว้ใกล้หัวใจหน่อยได้ไหมละ จะได้อุ่นใจทั้งผู้รับและผู้ให้ ถ้าทำตัวดี คราวหน้าไปบางกอกก็จะเอาของดีๆมาฝากอีก ถูกใจละสิท่า ..ยิ้มแป้นเชียว..