เป็นเพราะว่าผมเผลอไปพูดที่โต๊ะทานอาหารวันก่อนว่า ผมอ่านหนังสือ จิตว่าง ไม่ค่อยเข้าใจ คืออ่านแล้วยังรู้สึกสมองว่างๆ (แต่จิตยังรู้สึกไม่ค่อยว่าง)

เพื่อนร่วมงานคือคุณไกรวาส นักวิ่งสาวปอดเหล็กของภาควิชา ก็เลยเสนอให้ผมอ่านนวนิยายเรื่องนี้ ว่าแล้วเธอก็ไปเช่ามาวางบนโต๊ะพร้อมให้ผมอ่านได้ทันที

ผมเป็นคนขี้เกรงใจเพื่อน ก็เลยต้องอ่านทุกตัวหนังสือให้คุ้มค่่าเช่าของเธอ (ไม่งกเลย)

ก็ขอสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า
เป็นจินตนาการเกี่ยวกับเทวดาที่กำลังหมดเวลาบนสวรรค์ ต้องลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อสร้างความดีใหม่อีกครั้ง

ที่ขำๆ ก็คือ การที่คนเราแต่ละคนมีความแตกต่างกันนั้น เพราะก่อนลงมาเกิดมีค่าคะแนนรวมไม่เท่ากัน
(มีคะแนนอยู่ 5 หมวด คือ ความรู้ ความหล่อ ความสุขสบาย สุขภาพ และคู่ครอง ค่าคะแนนยิ่งสูงยิ่งดี)

เทวดาองค์นี้ต้องการลงมาเกิดเพื่อทำความดีในโลกมนุษย์ จึงยอมลดคะแนนจากส่วนของความหล่อ และความสุขสบายลง โดยนำไปเพิ่มคะแนนในส่วนของความฉลาดแทน (แต่ไม่ลดคะแนนคู่ครองเพราะยังอยากได้แฟนสวย)

เขาจึงมาเกิดในครอบครัวที่จน และเป็นคนที่ขี้เหร่มาก (ถึงมากที่สุด)
แต่เมื่อโตขึ้น เขาจึงเป็นหมอที่เก่ง (หมอผ่าตัดหัวใจ) มีชื่อเสียง อุทิศตนเพื่องาน  และยังอยากจะมีแฟนสวย

ผู้แต่งสามารถสร้างบรรยากาศในภาคอีสาน (เดาว่าเป็นขอนแ่ก่น) ให้มีเรื่องราวที่สนุกสนาน ตลอดทั้งเล่ม

อ่านจบแล้วได้อะไรบ้างนอกจากความสนุกที่ว่าแล้ว
ผมว่าแก่นที่แท้จริงที่ผู้เขียนตั้งใจไว้คือ ทำดีต้องได้ดี

แต่การทำความดีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอดทน เพียรพยายาม เป็นอย่างมาก(ตลอดเรื่อง)

หากเผลอไปทำชั่วเข้าเมื่อใด ความดีที่ทำมาตลอดชีวิตอาจจะหายไปหมดก็ได้

รวมค่าคะแนนความดีตอนสิ้นชีวิตอาจจะไม่พอที่จะขึ้นสวรรค์ก็เป็นได้
ถ้าไม่ได้ขึ้นสวรรค์ก็คือตกนรกนั่นเอง

คนที่ทำงานผม เห้นหรือไ้ด้ยินว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็พากันขำว่าศาสตราจารย์ไม่มีอะไรจะทำแล้วหรือ??

นี่ถ้าชมรมศาสตราจารย์แห่งประเทศไทย (กำลังก่อตั้ง) รู้เข้าผมสงสัยว่าท่านจะยังคงอยากเชิญผมเป็นสมาชิกอีกหรือไม่

แต่ผมไม่รู้สึกแปลกอะไร (สงสัยจิตเริ่มจะว่างขึ้นบ้างแล้ว) อย่างน้อยท่านอาจารย์วิจารณ์ ก็เขียนในบันทึกของท่านว่า ท่านอ่านขายหัวเราะ หรือ ต่วยตูน ก่อนนอน

การอ่านหนังสือที่หลากหลายจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้อ่านเอง จริงไม๊ครับ

หมายเหตุ: หากมีคุณหมอที่หน้าตาขี้เหร่มาก ไปเปิดคลินิกส่วนตัว คุณคิดว่าจะกล้าไปหาคุณหมอคนนั้นไม๊ครับ