GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คำทำนาย "...ถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์" มาจากไหนกันหนอ?

คำทำนายที่หลายท่านคงจะเคยได้ยินมาก่อนนี้มีที่มาจากไหนกันแน่?


มีคำทำนายอันหนึ่งที่เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว นั่นคือ

"มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด

ราชโจร  ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล"

แล้วก็มีการตีความกันว่า คำทำนายที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์

คำทำนายนี้อาจจะมีคนสงสัยในแง่มุมต่างๆ กันไป แต่ที่ผมและเพื่อน คือ ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ สงสัยก็คือ คำทำนายนี้มีที่มา-ที่ไป อย่างไรกัน?

ข้อมูลเบื้องต้น (ณ วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2550)

ในบทความเรื่อง 'คำทำนาย' เขียนโดยอาจารย์ ส. พลายน้อย ในวารสาร ความรู้คือประทีป ฉบับที่ 1/45 หน้า 29 ระบุไว้ว่า


มีคำทำนายที่เกี่ยวกับบ้านเมืองที่คนแต่ก่อนจำกันได้และพูดถึงอยู่เนืองๆ คือ "มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร  ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล" คำทำนายดังกล่าวมีเขียนต่างกัน 2 แห่ง คือ "จำแขนขาด" ในที่บางแห่งเขียนเป็น "พาหาขาด" และ "ชาวศรีวิไล" บางแห่งเขียนเป็น "ชาวศิวิไลซ์" อ้างว่ามาจาก civilize จึงทำให้เห็นว่าเป็นคำทำนายที่ผูกขึ้นใหม่ ในประวัติของวัดราชบุรณราชวรวิหารอ้างว่าพบคำทำนายนี้จารึกด้วยอักษรขอมว่า "พระพุทธศากราชล่วงแล้ว 2367 ข้าพเจ้าสมเดดพระศรีสมโพธิราชครูผู่มีปราดทนาจะให้ปวงสัตว์ได้รู้ปริศนาพยากรณ์ดังนี้ (คือคำทำนายข้างต้น)" ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาในโอกาสต่อไป

 


 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 74371
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 69
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (69)

น่าสนใจมากครับ หากถ้าได้มีการนำ หัวข้อคำทำนายนี้มาคุยกันว่ากันเป็นไปหรือมา และทำนายอะไรอย่างไรบ้าง ก็จะเป็นสิ่งที่นำเกร็ดความรุ้มาเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย

สวัสดีครับ คุณ soranee

           เห็นด้วยครับ และทำให้คิดว่า หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยเรานั้น พอไม่มีการบันทึกที่มา-ที่ไป ก็จะทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเบลอๆ หรือ (แย่หน่อยก็) สูญหายไปอย่างน่าเสียดายครับ

บัญชา

ราชน่าจะหมายถึง รัฐบาล

ชนน่าจะหมายถึงประชาชนนะครับ

ผมคิดว่า 2อย่างนี้น่าจะผ่านไปแล้วนะครับ

ยุคทมิฬ น่าจะเป็นช่วงเวลาต่อไปนะครับ ในปัจจุบัน หน่าจะหมายถึงยุคมืดนะครับ อะไรจะทำให้เกิดยุดมืดได้ละครับ นอกจากสงคราม

ทีผมได้ยินมานะครับ
ว่ามาจากตอนตั้งเสาหลักเมือง
ซึ่งก็คือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองปัจจุบัน
ตามตำนานเล่าว่า การตั้งเสาหลักเมืองในยุคนั้น
จะต้องมีการนำคนเป็นๆ ลงหลุมในเสาหลักเมืองไปด้วย โดยการสุ่มประกาศชื่อไปเรื่อยๆ เมื่อใครขานรับ
ก็จะนำเชิญมา เป็นเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งก็มีคนเชื่อถือศรัทธา เต็มใจเสียสละชีวิต เมื่อได้ฤกษ์ลงเสาหลักเมือง ปรากฎว่ามีงูอยู่ในหลุม 3 ตัว ในที่สุดก็กลบฝังลงไปพร้อมกัน จากนั้นโหราจารย์ก็ทำนายเป็นว่า
ยุครัตนโกสินทร์มี 10 รัชกาล ดังคำทำนาย

"มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด

ราชโจร  ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล"

และให้ระวังจะมีคนเกิดปีมะโรง มะเส็งขึ้นมาทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนเป็นระยะ

คงต้องใช้หลัก กาลามสูตร แล้วละครับ 

ขอบคุณคุณ นพ และ คุณ 'ไม่แสดงตน' สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมครับ

 เรื่องการเอาคนเป็นๆ ฝังลงไปในหลุมนั้น จำได้คร่าวๆ ว่า ต้องชื่อ อิน จัน มั่น คง (ยังมีอีก) หรืออย่างไรนี่แหละครับ

ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์นะครับ

ในความเห็นของผมคำว่า "ครีวิไล" หรือ "ศิวิไลซ์" น่าจะแสดงเห็นชัดว่าเป็นคำที่ผูกขึ้นใหม่จริงๆ

ผมคิดว่าคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษแล้วคิดคำว่า "ศรีวิไล" มาใช้ก็น่าจะเผยแพร่อยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ และไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มนักโหราศาสตร์ครับ

ดังนั้นคำทำนายนี้ผมจึงไม่ให้น้ำหนักมากนัก ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำทำนายที่คิดกันเล่นๆ กันมากกว่า แต่เกิดการเผยแพร่ออกไปโดยคนคิดก็ไม่ได้ตั้งใจครับ

ขอบคุณครับ ดร. ธวัชชัย

          ทำให้นึกได้ว่า อาจจะลองไปค้นที่มาของคำว่า ศรีวิไล หรือศิวิไลซ์ อาจจะเป็นกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ก็ได้นะครับ เห็นท่านบัญญัติศัพท์ที่งดงามเอาไว้มากมาย (เดี๋ยวขอลองไปค้นดูก่อน จำได้ว่าอ่านในนิตยสาร e-Lang หรือไงนี่)

          เรื่องความแพร่หลายนี่ ผมว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ดูเหมือนเป็นเรื่องร่วมสมัย และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ความกำกวม ที่เปิดโอกาสให้ตีความได้หลายแง่มุมนะครับ

ขอตีความตามความคิด

ผู้ลิขิต ปวงสัตว์ จำทุกข์เข็น

อักษรธรรม ชี้นำ รอดลำเค็ญ

เป็นที่เห็น รู้เช่น ท่านเขียนจริง

คนพาลมีอำนาจด้วยเงินตราและสมัครพรรคพวก ระบบทุนนิยม ทำให้คนห่างไกลจากศีลธรรมมากขึ้น

เมื่อคนรวย คนพาล ได้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง ก็จะใช้อำนาจนั้นโกงกินคอรัปชั่น จนประชาชนผู้ไร้อำนาจและเงินตราต้องทุกข์เข็ญ ปัญหาสังคมล้วนเกิดขึ้นจากการห่างเหินศีลธรรม คุณธรรม ดำถูกทำให้เป็นขาว ผิดถูกทำให้เป็นถูก

วัตถุเจริญโดยที่จิตใจคนต่ำลง

  ถิ่นกาขาว

  ดำทำให้ขาว

สวัสดีครับ น้อง Man In Flame

        ขออนุญาตเรียกตามอาจารย์มัทนานะครับ (เพราะพี่มีอายุมากกว่าอาจารย์มัทนาแน่ๆ ;-))

        ขอบคุณสำหรับกลอนแสดงความคิดเห็น และการตีความที่เฉียบคมครับ

              กาขาว = ดำทำให้ขาว (ทำให้ผิดกลายเป็นถูก กลายเป็นค่านิยมของสังคมในช่วงหนึ่ง ฯลฯ)

        เดิมเคยได้ยินมาว่า ถิ่นกาขาว = ดินแดนที่เต็มไปด้วยพวกฝรั่งอั่งม้อ แต่พี่ว่าการตีความของน้อง Man In Flame เห็นภาพชัดเจนกว่า

ปล. ได้เข้าไปดู History of Religion แล้วครับ น่าสนใจมาก พี่สนใจกำเนิดของศาสนาอยู่บ้างเหมือนกัน (เคยอ่านหนังสือ ตะวันตกวิกฤติ คริสตศาสนา ของไมเคิล ไรท์ ไหม เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีข้อมูลชวนคิด ชวนค้นมากมาย)

  • ถ้าได้บันทึกคำทำนาย original ที่ยังไม่ได้แต่งเติมจะดีมากเลยครับ 

 ถิ่นกาขาว = ดินแดนที่เต็มไปด้วยพวกฝรั่งอั่งม้อ

การตีความเช่นนี้ใช่ว่าไม่ถูก มีความเป็นไปได้มากทีเดียว เพราะเขาเป็นยักษ์นอกศาสนา

  • คำทำนาย มีลักษณะที่ตรงกับความหมายหนึ่งของเซ็น
  • ผู้อ่านจะตีความตามพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ที่ตนพบประสบมา ซึ่งแต่ละคนจะได้ความหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละมุมมอง ไม่มีใครผิดใครถูก 
  • ถ้าต้องการความไกล้เคียงกับจุดประสงค์ของผู้เขียน ต้องนำมาวัดกับการตีความของท่านอื่นหลายๆท่าน แต่ท้ายสุด ธรรมนั้นจะลงตรงกัน และต้องตามความจริง เพราะมันคือมหัศจรรย์ธรรม

หนังสือ ตะวันตกวิกฤติ คริสตศาสนา  มีใจความสำคัญๆอะไรบ้างครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ใคร่ขอความรู้จาก ดร.ช่วยยกประเด็นความที่สำคัญๆ แบ่งปัน ข้อมูล เพิ่มในRamของกระผมด้วยครับ

สวัสดีค่ะ อาจารย์
P


เป็นประเด็นที่น่าสนใจดีค่ะ 

มีข้อมูลมานำเสนอเพื่อประกอบการค้นหาต่อไปค่ะ 

http://www.palungjit.com/board//archive/index.php/t-66751.html

ไว้มีโอกาสจะแวะมาอ่านต่อค่ะ

 Image

" คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"

จากหนังสือจุลสาร " 1999 โลกพินาศ 2542 แผนอยู่รอด "

รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์



ในหนังสือ "ปัญญาไทย 1" ที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติ ผลงานอภินิหาร และ เกียรติคุณ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ของ มหาอำมาตย์ ตรีพระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ซึ่งเป็นฉบับที่ ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ รวบรวมในปี พ.ศ.2493 โดยไม่มีการแก้ไขข้อความเดิม ในหน้า 27 มีการพยากรณ์ ถึงชะตาเมือง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

หลังจากที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ได้มรณภาพลง เมื่อวันเสาร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415

ตอนเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ( อิ่ม ) ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาด ในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดพื้นกุฏิ นายอาญาราชได้พบ เศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุก อยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณสมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป เป็นคำทำนายชะตาเมือง มีความว่า

“มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สินทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”

ห ม า ย เ ห ตุ คำทำนายของสมเด็จข้างต้นนี้หาอ่านได้จากหนังสือ " NOSTRADAMUS นอสตราดามุส"

ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน พิมพ์ครั้งที่ 8 เมษายน 2540

  • หาข้อมูลที่มาที่ไป แล้วยังไม่พบ อาจจะเป็นเพราะว่าท่านได้อ่านจารึกอัษรขอม ในประวัติของวัดราชบุรณราชวรวิหาร ใช่หรือไม่?
  • ส่วนใหญ่ตีความว่าเป็นปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาล

๑. มหากาฬ ๒.พาลยักษ์ ๓.รักมิตร (รักบัณฑิต) ๔. สนิทธรรม ๕. จำแขนขาด ๖.ราษฎร์โจร (ราชโจร) ๗.ชนร้องทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙. ถิ่นตาขาว(ถิ่นกาขาว) ๑๐.ชาวศิวิไลซ์

ที่มา: โบราณคดีไทย

๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคดำมืด" เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า "บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป" ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า "กลัวแล้วจ้า" (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา)

๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสามหมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น

๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ

๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ

๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า"ยุคสนิทธรรม"

๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "ยุคล่าอาณานิคม" เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อนเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล)

ต่อมามันก็หาเรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน "คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕"

ส่วนอังกฤษนั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล

๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)

๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้นปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ

๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง

๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น "กาขาว" ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า "ตา" จะเป็น "กา" ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง "บางอ้อ" ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น "ถิ่นกาขาว" หรือ"ถิ่นตาขาว" ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง " IMF " ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ

๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ในประวัติของวัดราชบุรณราชวรวิหารอ้างว่าพบคำทำนายนี้จารึกด้วยอักษรขอมว่า "พระพุทธศากราชล่วงแล้ว 2367 ข้าพเจ้าสมเดดพระศรีสมโพธิราชครูผู่มีปราดทนาจะให้ปวงสัตว์ได้รู้ปริศนาพยากรณ์ดังนี้ (คือคำทำนายข้างต้น)

ตรงนี้น่าสนใจครับ สมเด็จโตท่านอาจทราบจากจารึกต้นฉบับก็เป็นได้ เพราะท่านเกิดในช่วงพศ 2300 ต้นๆพอดี ดร. พอจะหามีที่มาหรือต้นฉบับของข้อความด้านบนได้ไหมครับ

บังเอิญเจอ เลยขอต่อยอดเรื่องกาขาวครับ ถิ่นกาขาว อันกาขาวนั้นปกติอีกามันจะ

สีดำ ใช่มั๊ยครับ อีกาเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย อันว่า กาขาว ก็หมายถึงว่ามีสี

ขาวมาปกปิดอำพรางสีดำเอาไว้ เปรียบดังคนชั่วแต่มีภาพดีๆมากลบเอาไว้ภาพคนชั่ว

ที่ถูกสร้างภาพดีๆเอาไว้ ก็เปรียบดังกาขาว ..... ยุคนี้คือ ถิ่นกาขาว มิต้องสงสัย

เลยครับ การเมืองก็เหมือนกัน ระบอบอำมาตย์ก็คือตัวแทนของกาขาว ที่โดนสร้าง

ภาพดีปิดเอาไว้ ..... ให้ความหมายต่อเติมน๊ะครับ ไม่ตรงใจใครก็ขออภัย

บ้านเมืองเราอยู่ในยุค ถิ่นกาขาว มานานแล้วครับนานจนคนหลงลืม

เพื่อนของฉันเล่าให้ฟังว่ากาขาวก็หมายถึง อดีตนายกรัฐมนตรีพลตำรวจโททักษินนะถ้าไม่ใช่ก็ขออภัย

สวัสดีครับ

        ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็นที่สุภาพและตรงไปตรงมา

        ส่วนผมเคยได้ยินมาว่า "กาขาว" หมายถึง พวกฝรั่งผิวขาว ที่แผ่วัฒนธรรมจนครอบคลุมไปทั่ว (สังเกตจากชื่อห้าง ชื่อร้านค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นชื่อฝรั่งทั้งนั้น)

        ทำให้เห็นความหลากหลายของการตีความครับ ใครมองมุมไหน ก็จะตีความจากมุมนั้น

ชาวศรีวิไล เคยมีคนบอกว่า วิไล สมัยก่อน เป็นคำที่ใช้เรียก ผู้หญิงสวย

ให้เป็นอีกหนึ่งความคิด ไว้ตีความ

ขอบคุณมากครับ

  • ธุ อาจารย์ค่ะ..

ที่ติดใจต้อมก็คือ คำทำนายของใครก็ไม่รู้และต้อมจำไม่ได้   เพราะได้อ่านในหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อประมาณเกือบสิบปีได้แล้วมั้งคะ

ต้อมไม่แน่ใจว่าจะใช่.. เสือกลายเป็นหมา  พยัคคาจะเข้าไพร  หรือหงส์กลายเป็นกา   หรืออะไรทำนองนี้น่ะค่ะ   แต่พยายามเสิร์ชหาโดยใช้คีย์เวิร์ดก็ไม่เจอค่ะ   อาจารย์พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับคำทำนายนี้ไหมคะ?

สวัสดีครับ น้องต้อม

        ยังไม่เคยได้ยินครับ แต่ถ้ามีข้อมูลเมื่อไร จะแว่บมาเก็บไว้ตรงนี้นะครับ

บังเอิญเจอ เลยขอต่อยอดเรื่องกาขาวครับ ถิ่นกาขาว อันกาขาวนั้นปกติอีกามันจะ

สีดำ ใช่มั๊ยครับ อีกาเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย อันว่า กาขาว ก็หมายถึงว่ามีสี

ขาวมาปกปิดอำพรางสีดำเอาไว้ เปรียบดังคนชั่วแต่มีภาพดีๆมากลบเอาไว้ภาพคนชั่ว

ที่ถูกสร้างภาพดีๆเอาไว้ ก็เปรียบดังกาขาว ..... ยุคนี้คือ ถิ่นกาขาว มิต้องสงสัย

เลยครับ การเมืองก็เหมือนกัน ระบอบอำมาตย์ก็คือตัวแทนของกาขาว ที่โดนสร้าง

ภาพดีปิดเอาไว้ ..... ให้ความหมายต่อเติมน๊ะครับ ไม่ตรงใจใครก็ขออภัย

บ้านเมืองเราอยู่ในยุค ถิ่นกาขาว มานานแล้วครับนานจนคนหลงลืม

---------**********************************

แหม บังเอิญ ดู ก็รู้ ว่าฝ่าย ไหน มาบอกพันธมิตรเป็นพวกอำมาตย์

หารู้จริงไม่ ว่าทักษิณอ่ะตัวดี เลยแหล่ะ ฝ่ายรัญบาลอ่ะนะ สร้างภาพทุกอย่าง โห

หัดนั่งสมาธิบ้าง น้องๆ จะได้รู้จริง น้องอ่ะอยู่ฝ่าย มาร รู้ตัวไหม เลือกข้างผิด

โดนกาหัวซะแล้วว ละมั้ง กลับใจยังทัน แต่ยาก

ขอบคุณทุกท่านครับ

ได้เรียนรู้ว่า การตีความคำกล่าวที่กำกวมนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนตีความมีทัศนคติต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างไร

ดูตัวเองก่อนครับ ไม่ต้องวิจารณ์คนอื่น

ขอบคุณครับ

        ดูตัวเองนั้นควรทำ ส่วนวิจารณ์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล อย่างสร้างสรรค์นั้นเป็นสิทธิ์ครับ

คือว่าผมว่ามันเปนเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นนะ

เพราะผมเปนห่วงเด็กคนอื่นๆที่เวลาดูTVแล้วไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคอยดูอยู่ด้วย

แล้วเวลาข่าวออกอะไรมาเด็กก็จะเชื่อตามข่าวโดยส่วนใหญ่

คนทั่วไปไม่ค่อยได้คิดตามข่าวมักคิดว่าข่าวที่บอกมาเป้นความจริงเสียหมด

จากใจแล้วผมไม่ชอบที่ผู้ใหญ่ทำตัวแบบนี้มันเป็นการสร้างภาพลักที่ไม่ดีแก่เด็ก

ผู้ใหญ่คอยบอกอยู่เสมอๆว่าเดกๆอย่าตีกันแต่ในเวลานี้มีผู้ใหญ่มาตีกันเอง

แต่จากบทความข้างต้นมันก็อาจเปนไปได้จากที่ สมเด็จโต ได้ทำนายไว้

ที่ผมอ่านๆประวัติมาก้อมีความจริงอยู่แต่ในเรื่องพวกนี้มันแล้วแต่คนที่จะมอง

แต่ละคนก็มีมุมมองที่ต่างกันออกไปไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนทั่วๆไป

สุดท้าย อยากให้พูดความจริงกันอะไรที่เป็นความจริงก็ควรบอก-

ให้คนอื่นรู้ไม่ใช่ว่ากลัวในสิ่งที่ไม่น่าจะกลัวคนส่วนมากมักจะกลัวในเรื่องไร้สาระ

สวัสดีครับ เด็กอายุ16ที่มองผู้ใหญ่ตีกันเอง

       คือ ผู้ใหญ่ที่ตีกันอยู่นี่อาจจะไม่เคยสอนเด็กครับ...ล้อเล่นน่ะ ;-)

       ผมว่าสิ่งต่างๆ มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่เหตุที่แท้จริงนั้น มักจะไม่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด มันจะอยู่ในใจของคน หรือกลุ่มคน ครับ

       เรื่องการฟังข่าวสารเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แค่ฟังหูไว้หูซะแล้ว แต่หากได้ฟัง หรือต้องฟัง ก็ควนจะพักเก็บไว้ก่อน พร้อมๆ กับคิดถึงว่า ใครเป็นคนให้ข่าวสารนั้น ให้ทำไม และบริบท (context) แวดล้อมเป็นอย่างไร 

ผมอ่าน เรื่องของถิ่นกาขาว มาหลายท่าน หลายเวป ที่พยายาม แปลคำทำนายเข้าข้างตนเอง และที่ผม ไม่เข้าใจก็คือ มีบางข้อความที่บอกให้ ผู้อื่นไปนั่งสมาธิเพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด (ตรงนี้ไม่เข้าใจเลยว่า ท่านคิดได้อย่างไร เพราะการนั่งสมาธิต้องการให้จิตสงบ และผู้นั่งสมาธิจะต้องถือศิลบ้าง โดยเฉพาะจะต้องไม่เบียดเบียนใครๆ ด้วยกาย วาจา หรือใจ ) หรือ ที่บอกว่าระบบอำมาตย์เป็นตัวแทนของกาขาว ตรงนี้ผมว่า ยังไม่ใช่ (ผมอาจจะไม่เก่งนะครับที่จะตีความการพยากรณ์) แต่ เท่าที่ผมอ่านมาหลายๆท่านผมสนับสนุน บางท่านที่เอาคำนี้ไปเชื่อมโยงกับ คำว่า อีกาคาบข่าว ถ้าเราลองเอา คำสองคำนี้มาพิจารณาร่วมกันนะครับ จะได้ว่า ถิ่นกาขาวคาบข่าว จริงๆ น่าจะหมายถึง สื่อมวลชน นะครับ ยุคนี้เป็นยุคของการสื่อสาร ดังนั้น ผมมองว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับคำว่า กาคาบข่าว ซึ่งน่าจะโอเคที่สุด ทีนี้ต่อมานะครับ ทุกคนคงรู้นะครับ ในวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง มี คำว่า ฤษีแปลงสาร ตรงนี้คือ ฤษีได้ดัดแปลงข้อความในสาร ฤษีก็อนุมานได้ว่า คือสื่อ อีกา ก็อนุมานได้ว่า คือสื่อเช่นกัน ดังนั้น น่าจะแปลว่า ข่าวที่มาจากสื่อยุคนี้เชื่อไม่ได้ เพราะสื่อดำก็ทำให้ตัวเองดูขาว สื่อขาวก็ถูกมองว่าดำ ข่าวที่ออกมาก็เลยออกมาจากสื่อที่มีการบิดเบือนตนเองให้เป็นผู้ถูก (ผมใช้คำว่าบิดเบือนกับผู้ทำหน้าที่สื่อนะครับ ไม่ได้ใช้กับข่าวหรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ) หรืออีกนัยหนึ่ง อาจจะหมายถึงการเอาข่าวสารมาสร้างภาพพจน์ให้ตนเป็นคนดี ทั้งๆที่ตน ไม่ได้เป็นคนดี ครับ ผมคงไม่ลงไปถึงขั้นว่าสื่อฝ่ายไหนนะครับ เพราะ ถ้าเราเอาทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาช่างน้ำหนักบนตราชั่ง ที่ปราศจากอคติ แล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านจะเห็นเอง ระวัง อย่าหลงเชื่อ สื่อบางสื่อเพราะชอบเอาหลักวิชาการมาพูดครึ่งเดียวนะครับ อยากเตือนไว้ว่า หากสื่อเสนอแนวคิดทางวิชาการเรื่องใด ลองไปค้นคว้าเรื่องนั้นมาอ่านดูนะครับ ท่านจะได้รู้ว่า เค้าเสนอท่านครบหรือไม่ (ตรงนี้ไม่ได้บิดเบือนข้อมูลนะครับแต่เสนอไม่ครบ) แล้วท่านจะพบว่าสื่อบางสื่อดำจนเหม็นเน่า สื่อบางสื่อแค่ดำ สื่อบางสื่อสีเทาเข้ม บางสื่อสีเทา แต่อย่าหาสื่อสีขาวในยุคนี้นะครับ มันไม่เจอหรอกอย่างดีก็แค่สีเทาอ่อน ผมมีสติปัญญาน้อยนิดคิดได้แค่นี้เองครับ หวังว่า คงจะมีผู้รู้มาตีความให้ได้ความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนะครับเพื่อที่ว่า ผู้ที่เข้ามาอ่านจะได้ใช้วิจารณญาณและเหตุผลในการคิด การพิจารณา มากขึ้น

ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ผมรีบพิมพ์และตรวจเช็คไม่ละเอียด ตรงข้อความที่บอกว่า " ข่าวที่มาจากสื่อยุคนี้เชื่อไม่ได้ " ขอแก้ไข เป็น " สื่อยุคนี้เชื่อไม่ได้ " นะครับ ต้องขอโทษจริงๆครับ

สวัสดีครับ คุณ โฮ่ง 4-01

         ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็นที่มีค่าเกี่ยวกับสื่อฯ

         ผมเองในช่วงหลังนี่ก็ทำงานกับสื่อสารมวลชนไทยเยอะทีเดียว อย่างเมื่อวาน (จันทร์ 15 กันยายน 2551) ก็ไปประชุมที่ Thai PBS มา และมีโอกาสได้คุยกับคนที่นั่นเกี่ยวกับเรื่องการนำเสนอข่าวสารของสื่อสารมวลชนในบางแง่มุมครับ

ขอเพิ่มเติมจากสิ่งที่เคยได้ฟังมา

คำว่า "กา" ความหมายของคนโบราณ แปลว่า เครื่องหมาย หรือสัญญลักษณ์

จึงมีคนให้ความหมายว่า ถิ่นกาขาว คือ ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยผู้คนที่สวมใส่ชุดสีขาว นั่นหมายถึง จะมีความเจริญขึ้นทางด้านพระพุทธศาสนา หรือเปล่า ในรัชกาลที่ ๙ ยังไม่สิ้นรัชกาล เพราะฉนั้น อะไรก็เป็นไปได้ เหตุการณ์ปัจจุบันเป็นแค่ เหตุการณ์ส่วนหนึ่งของช่วงประวัติศาสตร์

ส่วน ชาวศิวิไลซ์ คือ หลังจากที่พระพุทธศาสนาได้เจริญขึ้น จิตใจของคนก็สูงขึ้น บ้านเมืองก็จะเต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ อยู่เย็นเป็นสุข

นี่เป็นอีกหนึ่งความเห็น:-)

สวัสดีครับ คุณคนเดินทาง

        เป็นการตีความในเชิงสร้างสรรค์จริงๆ ขอบคุณมากครับ

เห็นหลายคนเล่นแง่เอามาเป็นคำทำนายบุคคล

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาเป็นตัวตั้งก่อนคำทำนาย คือ

ยุคนั้นๆ

คำที่ 1 = รัชกาลที่ 1

.......

.......

....

คำที่ 10 = รัชกาลที่ 10

คำว่า ถิ่นกาขาว

ต้องมาทำความรู้จักกับ "นก" ที่ชื่อว่า อีกา กันก่อน

นกกา (Crow) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์ปีก เป็นนกชนิดหนึ่งอยู่ในสกุล Corvus ที่ปรากฏทั่วโลก ยกเว้นในทวีปอเมริกาใต้ นกกามีลักษณะเฉพาะตัวสีดำ เป็นนกขนาดกลาง ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร สีดำตลอดตัว ปากและขาแข็งแรง กินอาหารทุกชนิด เป็นนกที่ฉลาดมาก ฝึกให้เลียนเสียงคนได้ แต่ไม่ได้มากนัก ชอบขโมยลูกนก หรือไข่นกอื่น เป็นอาหาร และแม้แต่ลูกเป็ด ลูกไก่ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มและออกหากินเวลากลางวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่แดดแรง กาจะหาอาหารโดยการซ่อนตัวในเงาของต้นไม้ สำหรับการจู่โจมเหยื่อ

เมื่อรู้จักนิสัยเฉพาะตัวของนกชนิดนี้ ก็มาหาความหมายของคำว่า กาขาวกันต่อ

ตามที่รู้กันในวงกว้างทั่วโลก สีขาว หมายถึงความดีงาม

เมื่อเอาสีขาวมาทาตัวนกกา ที่มีนิสัยไม่ค่อยดี ก็อาจจะหมายความว่า

การย้อมตัวให้ดูเหมือนดูดีขาวสะอาด แต่ไม่สามารถซ่อนนิสัยส่วนตัวได้ คงคล้ายๆกับโจรใส่สูทออกปล้น ประมาณนั้น

ถิ่นกาขาว:

ธรรมดานิสัยของกาคือขี้ขโมย

และกาอย่างไรก็มิได้เป็นสีขาว

และประกาศว่า"เราเป็นผู้มีคุณธรรม"

ในขณะที่กาก็คือกาเป็นวันยังคำ

ชาววิไล:

ติดตามตอนต่อไป

"คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"

สวัสดีครับ

         ขอบคุณทุกท่านมากครับ ที่แวะมาฝากข้อมูลไว้

ได้ยินมาตั้งแต่เด็กครับ ว่าเป็น "คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"

ขอบคุณครับ

ถิ่นกาขาว

กา เราย่อมรู้จักกันว่าเป็นนก ที่มีสีดำ

หากจะเปรียบกันกับ กาขาว หาผู้ใดเคยเห็นไม่

จะเปรียบความนัย ง่ายๆ ได้คือ

การเห็น กงจักรเป็นดอกบัว นั้นเอง

เห็นผิดเป็นชอบ เป็นการคอรัปชั่นเป็นความถูกต้อง

การมีทรัพย์สินมากถือว่าเป็นการดี

ซึ่งผิดเพี้ยน... จากความถูกต้อง การจากอ้างอิงทางศานาพุทธ

สวัสดีครับ

           เป็นการตีความที่มีเหตุผลมากครับ จะมีใครนำไปขยายผลต่ออย่างไรดีครับ?

ขอ้คิด1.กาขาว ตีความแบบชิวๆ ผมขอตีว่า กาปกติมันเป็นสีดำ เปรียบเหมือนคนเลว แต่กลับใจกลายเป็นคนดี ก็คือคนเลวเต็มบ้านเมืองแต่พวกเขากลับใจเป็นคนดี *-*

ทุกคนกลายเป็นคนดีหมด - -"

ข้อคิด2.แต่อ่านดูผมว่าเด็กประถมก็ยังเข้าใจนะว่ามันคือ ความชั่วช้าแต่กลับคิดว่าตนเป็นคนดีมีคุณธรรมแฝงไปด้วยความเลว ผมว่าความหมายมันคือทุกคนนะ สีเหลืองก็คิดว่าตัวเองถูกทั้งที่ผิด สีแดงก็เช่นเดียวกัน

ข้อคิด3 แล้วต้องไปดูนิสัยของกาด้วย ถ้าตามศาสนา

กา มี 10 ลักษณะ

1 ทำลายความดี

2. คึกคะนอง

3. ทะเยอทะยานอยาก

4. กินจุ

5. หยาบช้า

6. ไม่มีกรุณา

7. ทุรพล หากพูดถึงความไม่ดีใดๆ แล้ว ถนัดนัก

8. เป็นคนพูดมาก มีแต่เสียงร้อง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น

9. ไม่มีสติ ปล่อยสติ ไม่ดูบาปบุญคุณโทษ ดี / ชั่ว ไม่ใสใจ เป็นแต่ตามใจตอยาก อย่างใดไปอย่างนั้น

10. สะสม

สวัสดีครับ

     กาขาว = คนเลวกลับตัวเป็นคนดี <-- ตีความได้สร้างสรรค์ดีจังครับแบบนี้

     เรื่องสีเหลือง-สีแดง เป็นปรากฏการณ์ในช่วงนี้ครับ แล้วมันก็จะผ่านไป แต่รากของปัญหายังคงอยู่ต่อ....ผมว่านะ

ผมว่าลักษณะ กา10อย่างของคุณวรชาติก็น่าคิดครับเห็นๆกันอยู่

ปัจจุบันมีคนเห็นอีกามีสีขาวหมดคือไม่ว่าจะทำผิดอย่างไรก็ถือว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรงพอให้อภัยได้ บ้านเมืองุถึงเป็นเช่นทุกวันนี้คนชั่วได้ดีชาวประชาหลงไหลได้ปลื้มคิดว่าได้คนดีมาปกครอง แต่จะกลายเป็นว่าได้อีกาย้อมสีมาแทน

สวัสดีครับ คุณสุทัศน์

       ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็น เรื่องดี-ไม่ดีนี่ บ่อยครั้งก็แล้วแต่ว่ามองจากใครและภายใต้เงื่อนไขอะไรเหมือนกันนะครับ ต่างคนต่างมีเกณฑ์ของตนเอง (แต่ตรงกันอยู่อย่างเดียวคือ อะไรที่ทำให้ตนได้ประโยชน์ ก็ว่า "ดี")

ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกนะว่าคำทำนายเหล่านี้จริงเท็จประการใด

แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เราทำใจไม่ได้เลย

เพราะมี 10 วรรค แสดงว่าต้องมี 10 รัชกาลใช่ไหม

แม้วรรคที่ 10 จะเป็นคำว่า ชาวศิวิไลซ์ ก็จริง

แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าคนหนึ่งและที่ศิวิไลซ์ไม่ออก

เพราะเราไม่อยากให้มีรัชกาลที่ 10 เลย

ไม่ได้หมายความว่าต้องการให้ระบบกษัตริย์หมดไปนะ

แต่อยากอยู่ในแผ่นดิน ถิ่นกาขาว ของในหลวงตลอดไป

ต่อให้รัชกาลที่ 10 บ้านเมืองจะดีแค่ไหนก็ตาม

แต่เราไม่อยากอยู่ อยากให้แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดิน

ในรัชสมัยของในหลวงตลอดไป ตลอดกาลเลย

ขอโทษทีนะ หากอ่านแล้วคิดในแง่ลบกัน

แต่เรารักพระองค์มาก และคิดว่าทุกคนก็รักเช่นเดียวกัน

ขอบคุณมากครับ คุณระเด่นมนตรี

อีกแง่มุมตามหลักพุทธศาสนาค่ะ

เพราะเคยอ่านพุทธประวัติ จำได้ลางๆ ว่า กาขาวเนี้ยเป็นสิ่งมงคลนะค่ะ ลองหาอ่านดูสิ

แต่ตอนนี้ อ่านเรื่องที่เอามาโพสต์ให้ไปพลางก่อนแล้วกันนะจ๊ะ

ที่มาของ หลวงพ่อพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

แผ่นดินไทยแต่อดีตจนถึงปัจจุบันปรากฏเรื่องราวของพระพุทธศาสนาทั้งที่สืบทอดกันมาในรูป

แบบขนบธรรมเนียมประเพณีและรูปแบบของโบราณสถานต่างๆซึ่งย้อนยุคไปจนไม่สามารถคำนวณออกเป็นจำนวนวันเวลาได้ย

กตัวอย่างเช่น พระพุทธบาทสี่รอย เป็นต้นชาวพุทธทุกคนคงทราบเรื่องราวการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า

ว่ามีระยะเวลายาวนานขนาดไหน มีความยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหนนับแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนาม กกุสันโธ

เป็นต้นมาในพุทธกัลป์นี้ จักมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ถึง๕ พระองค์

พระศรีอารยเมตไตรเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่๕ ซึ่งเราชาวพุทธทุกคนทราบประวัติของพระองค์ดีในเบื้องต้น

ทั้งจากพระไตรปิฏกและจากการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาตามวัดวาอารามต่างๆ บทความต่างๆ เหล่านั้นมักกล่าวถึง

ถิ่นกาขาวชาวศรีวิไล

คำว่าถิ่นกาขาวชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจว่าคงเป็นพวกคนผิวขาวหรือเรียกว่าพวกฝรั่ง

แต่หลายคนคงมองข้ามความจริงที่สำคัญคือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงแสดงเรื่องของใจ

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน มิใช่เรื่องของตัวตนหรือบุคคล เรา เขา ซึ่งหมายถึง ขันธ์ ๕ ทรงตรัสว่า

ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ คำว่า

กาขาว จึงหมายถึง ใจล้วนๆ

ใจสะอาด ใจขาว จึงหมายถึง ใจของพระอริยะ

ถิ่นกาขาว จึงหมายถึง แดนที่กำเนิดพระอริยะเจ้า

ไม่ได้หมายถึง พวกคนผิวขาว หรือ พวกฝรั่ง

ในตำนานทางภาคเหนือของเมืองไทย มีสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า ถิ่นกาขาว

ซึ่งเป็นที่ที่มีความหมายที่ดีและเป็นที่เหมาะแก่การบำเพ็ญ สมณะธรรม และนี่เองเป็นที่มา

ของพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน ซึ่งเปรียบเสมือนการปักธงชัยแห่งพระพุทธศาสนา

ว่าจักตกทอดมายังแผ่นดินถิ่นสยามประเทศสืบไป

ปรมัตถ์นาม "ถิ่นกาขาว"

กาขาว คือ พระอริยะ

ถิ่น คือ ดินแดนที่กำเนิด

ถิ่นกาขาว จึงหมายถึงดินแดนที่กำเนิดพระอริยะ

ในแผ่นดินตอนเหนือของประเทศไทย มีดินแดนแห่งหนึ่งนามว่า "ถิ่นกาขาว"

เพราะในอดีตกาลมักมีกาขาวมาร้องและเกาะกิ่งไม้บนเนิน นับเป็นนิมิตหมายที่ดี

ว่าแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินธรรม ที่ผู้คนจะมาปฏิบัติธรรม และเข้าถึงธรรม ได้มรรค ได้ผล

สู่ความเป็นอริยะภูมิ ดังปรมัตถ์นามว่า "ถิ่นกาขาว"

และประวัติแห่งองค์พุทธทั้งห้าของภัทรกัปป์ กล่าวถึงดินแดนภาคเหนือในอนาคตกาล จะเป็นเมืองเกิดของ

องค์พระศรีอาริยเมตไตรย์ และบริเวณ "ถิ่นกาขาว" นี้จักเป็นสถานที่ตั้งแห่ง ปราสาท 3 หลัง

ขององค์พระศรีอาริยะ ซึ่งเต็มไปด้วยแก้วมณี นับเป็นวาระมิ่งมงคลอันประเสริฐ ที่ชาวพุทธทั้งหลาย

พึงรวมใจกันสร้างแผ่นดินธรรมแห่งนี้ เพื่อสืบสานสายธรรมได้ ซึ่ง ปรมัตถ์ "ร่มโพธิ์เงิน -

ไทรทอง" เงาร่มโพธิ์ร่มไทรปกแผ่ไปทั่วอาณาจักรแห่งแผ่นดินสุวัณณภูมิ

เพื่อสืบศาสนจักร อาณาจักร พุทธจักร มรรคผล นิพพาน กงล้อธรรมเคลื่อนเข้าสู่ยุคอริยะภูมิ วิมุติมั่นคง

บนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ภายใต้ร่มโพธิ์เงิน-ไทรทอง เงาร่มโพธิ์ร่มไทรปกคลุมไปทั่ว ให้ทุกคน

"กายเจริญอริยะ จิตเจริญเมตตา" คือความสำเร็จกิจทั้งโลกและธรรมสู่ชาวประชาดัง

สถานที่แห่งนี้อยู่ที่ เวียงกาขาว บ้านเทอดไท ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

พุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธาจึงดำริจัดสร้าง ให้เป็นศาสนาสถานแห่งการบำเพ็ญบุญบารมี

ตัดบทความมาจาก

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=tofriend&id=410---ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้

กาก็คือกา ย่อมเป็นสีดำสีแห่งความมืดมัว ชั่วร้าย

แต่ที่ขาวก็คือ สิ่งที่ตามองเห็น ก็คือแสงตกกระทบ เป็นการ รวมของทุกแสง ไม่ว่า แดง

เหลือง น้ำเงิน เขียว ฯ (สเปกตรัม)

สรุปก็คือ เป็นยุคที่ กาดำทั้งหลาย หาสีสรร ต่างๆมาใส่ตัวจนมากมายหลากสี แต่สุดท้ายก็ยังดำอยู่ดี

คือเห็นด้วยกับความคิดที่47นะ

เพราะว่าอาจานเราที่มหาลัยเค้าสามารถเห็นนิมิตหรือถอดจิต

อารายเนี๊ยแหละได้

เค้าเคยบอกเอาไว้อ่ะ

ว่าประเทศไทยจะเป็นถิ่นกำเนิด

แต่บอกว่าไม่ใกล้ไม่ไกลสุวรรณภูมิ

http://www.phutto.com/forums/showthread.php?t=103

ลองอ่านดูเพิ่มเติมก้อได้คะ **

กาขาว น่าจะหมายถึง

ยุคปัจจุบัน มีแต่คนบอกว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง

แต่จริงๆเพื่อผลประโยชน์ตัวเองทั้งนั้น

เปรียบเหมือนกาที่ดำ แต่สร้างภาพให้ตัวเองดูเหมือนขาว...

กาขาว... มุ่งสู่แดนศรีวิไล...

หลายท่านที่แสดงความคิดเห็นกันนั้น น่าภูมิใจจังกับคนที่รู้จักกับชุดกาขาวดี

ต้องขอเรียนว่าไม่รู้ว่าเป็นคำทำนายของท่านผู้ใด แต่คิดว่าคงเป็นของบรมครูอย่าง

แน่นอนวันนี้เป็นวันที่ึึ7 ขี้น15ค่ำ เดือน7 ต้องขอเรียนตามความเป็นจริงยังไม่รู้ราย

ละเอียดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าสถานที่นั้นอยู่ภาคเหนือจริงๆ ผู้เขียน

ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายแต่เข้าใจกับประโยคข้างต้นอย่างลึกซื้งเป็นอย่างดี

ยินดีต้อนรับเตรียมตั้งใจตบมือให้กับชุดนี้ได้แล้ว ทุกท่านที่ทำงานในชุดนี้

บางท่านยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นกาขาวเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 20ปีที่มีท่าน

หนึ่งเสียสละทุกอย่างมีจิตเป็นสาธารณะ ตามหาพี่น้องทั่วทุกภาคในดินแดนสยามนี้

ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า การปฏิบัติธรรมมีความบำเพ็ญเพียรเป็นเลิศ เดินทางไปพัก

จังหวัดไหนก็ตั้งจิตอธิฐานสร้างพระธาตุ ,สร้างศาลากลางน้ำ ,พระพุทธรูปองค์ใหญ่

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่ากว่าจะพบพี่น้องคนสุดท้ายนั้น เขาจะต้องเสียทรัพย์ไปมากเท่าไหร่

ไม่เกินเดือนหน้า ก็จะมุ่งสูุแดนศรีวิไลกันแล้ว แต่ก็ใจหายอยู่มากโขเหมือนกัน

เพราะผู้เขียนไม่ได้ติดตามไปด้วย การพบพี่ชายครั้งนี้แอบยิ้มในใจว่าเราเสร็จภารกิจ

หน้าที่ที่เราตั้งสัจอธิฐานมา เราจะได้กลับบ้านไปรอพี่น้องที่โน้น แต่กลับไม่ดั่งที่ปราถนา

พี่ชายบอกกับเราว่า ข้อสอบที่ต้องทำมี 3ข้อ ไม่ใช่ 1ข้อ พี่ชายจะรู้ไหมหนอว่าพบพี่ ครั้งแรกจิตน้องก็แทบจะหลุดจากธาตุ 4แล้ว แต่นี่จะต้องให้น้องดูแลทั้งหมดในสิ่งที่พี่ ตั้งจิตมาได้อย่างไร คำพูดของพี่แต่ละคำมีความหมายพี่มาเติมชีวิตในทางโลกให้น้อง จนหมดสิ้น เพื่อละทางโลกมุ่งสู่ทางธรรม เราทั้งสองมีหน้าที่ ร่วมกันพาพี่น้องทั้งหลายกลับบ้าน

วันนี้เป็นวันพระใหญ่ อีกไม่นานก็จะเข้าพรรษาแล้ว วันนั้นเป็นวันที่ผู้เขียนกับ พี่ชายรอคอยมานานแสนนาน ที่จะได้พบพี่น้องกันอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกันถ้วนหน้า

เรา 2คนมาจากการตั้งจิตสัจอธิฐาน ไหว้รูปธรรมเป็นหลัก กราบไหว้พระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ พระวินัย พระสูตร พระปิทัมมาทั้ง 7คัมภีร์ในใจ มาเป็นที่ยั้งจิตที่พึ่งที่อาศรัย ตราบสิ้นชีวิตนี้ 10นิ้วยกมือหว่างคิ้วต่างธูปเทียนทอง จักษุท้ัง 2สองขอแทนดอกประทุมชาติตามรอยพระบาท เป็นอันเงางามยิ่งหนักเป็นวงกรงจักร 108ประการของพระตถาคตองค์เจ้า ตราบสิ้นชีวิตนี้แล

ผู้อ่านได้โปรดกรุณาอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่เอามาเปิดเผย ขอเพียง

อย่างเดียว ได้โปรดเมตตาอย่าหลบหลู่เป็นเด็ดขาดเพราะเราสองพี่น้องมาจากสัจอธิฐาน ความหมายของ กาขาวที่ออกความคิดเห็นกันนั้น หมายถึงผู้ที่ปฎิบัติธรรม ที่มีจิตเป็นสาธารณะ เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ตามรอยทางโลกคือกาหรือดำ...ที่มีจิตมุ่งมั่นอยาก ทำงานถวายร่างสังขารให้กับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตย์...ตามรอยทางธรรมก็มี จิตเดียวกันเหมือนดั่งพี่ชายคือ ขาว ...

ใครจะรู้บ้างมั้ยว่าที่เรานั่งกดคีย์อยู่ในขณะนี้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

ไม่มีใครรับโทรศัพท์เราเลยหนีแบบไม่มีเหตุผลต้องขอบคุณห้องนี้ที่แว๊บในจิต..

แค่เพียงคิดประโยคว่ากาขาวเท่านั้น เรื่องราว 2 ภพกับ 4 แผ่นดิน...สมัย.....

สุโขทัย...กรุงศรีอยุธยา...กรุงธนบุรี...จนถึงรัตนโกสินธุ์ ก็เจิดจ้าสว่างในจิตเรา

นี้เช้าแล้วหรอวันใหม่ เป็นวันจันทร์ ที่8แรม1ค่ำเดือน7พ.ศ.2552 เป็นวันเริ่มต้นที่เราทั้งสองตั้งจิตอธิฐานถวายร่างสังขารพร้อมกับจิตวิญญาเพื่อพ่อแผ่นดิน แม้เราทั้งสองจะอยู่ไกลกันป่าหิมพานต์...กับแม่น้ำที่โดนคำสาป...เราก็พร้อมจะมุ่งมั่นหอบหิ้วพี่น้องมุ่งสู่แดนศรีวิไล

ถิ่นกาขาว ก็แปลแบบตรงๆก็คือ ขุนนางทั้งหลายที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ ส่วนใหญ่คงมีนิสัยดั่งอีกา แต่อาศัยบารมีกษัตริย์ทำให้ตนเองเป็นสีขาว โดยอ้างกษัตริย์เพื่อปกปิดสีดำของตนเอง แค่นี้คงพอเข้าใจนะ เพราะคำทำนายทุกรัชกาลจะเกี่ยวข้องกับกษัตริย์และผู้ใกล้ชิดโดยตรง ไม่ต้องมองออกนอกวัง และนอกรัฐสภาเลยนะครับ (ตั้งแต่องคมนตรีไปจนถึงรัฐมนตรี) นี่แหละกาขาวของจริง นิสัยเหมือนอีกาไม่มีผิด กา มี 10 ลักษณะ

1 ทำลายความดี

2. คึกคะนอง

3. ทะเยอทะยานอยาก

4. กินจุ

5. หยาบช้า

6. ไม่มีกรุณา

7. ทุรพล หากพูดถึงความไม่ดีใดๆ แล้ว ถนัดนัก

8. เป็นคนพูดมาก มีแต่เสียงร้อง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น

9. ไม่มีสติ ปล่อยสติ ไม่ดูบาปบุญคุณโทษ ดี / ชั่ว ไม่ใสใจ เป็นแต่ตามใจตอยาก อย่างใดไปอย่างนั้น

 

                 ขอบคุณทุกท่านมากๆ ครับสำหรัลมุมมอง & การตีความที่เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลออกไป (ในบางกรณีก็ลงซะลึกเชียว)

ครูผม บอกว่า

ถิ่นกาขาว หมายถึง

จะเป็นยุคที่ชาวต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยเยอะอ่ะครับ -0-

ถิ่นกาขาว

ในความคิดของผม น่าจะหมายถึง ในปัจจุบันคนทั่วโลก เริ่มหันมาปฏิบัติธรรมเจริญภาวนากันเพิ่มมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งตาน้ำข้าว ชาวแอฟริกาผิวดำ และทุกเชื้อชาติ นั่งแล้วใจสบาย หายเครียด มีความสุข จึงเริ่ม

เข้ามาศึกษาพุทธรรมและเป็นชาวพุทธมากขึ้น และคนไทยในโบราณกาล นิยมใส่ชุดขาวไปทำบุญกุศลกัน

ถิ่นกาขาว จึงน่าหมายถึง พุทธรรมเผยแผ่ไปทั่วโลก ทำให้คนใจใส ใจสว่าง ใจเป็นกุศล คือใจสะอาด ใจสีขาวนั่นเอง

กอรปกับ ได้รื้อฟื้นวัฒนธรรมของชาวพุทธที่มีแต่ดั่งเดิม มาสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวที่ห่อหุ้มคนรักธรรมะมีใจขาวบริสุทธิ์

.........แล้วคนทั่วโลก มาปฏิบัติธรรมพร้อมกัน มองไกลๆ สีขาวพรึบพรับเต็มไปหมด จึงน่าจะบอกได้ว่า เป็นถิ่นกาขาว แล้วจะเป็นชาวศิวิไลซ์ ที่มีจิตใจงดงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ก็ไม่ยาก..........

ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันเถอะ แล้วจะได้รู้ว่าของจริงเป็นเช่นไร ฟังเขาเล่าว่า.................. ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร สิ่งที่ขาวๆมองแล้วสบายตาก็ทำให้ใจพลอยผ่องใสไปด้วยก็เป็นการดี

ดังความคิดเห็นข้างต้น นั้น ก็อาจะถูก

แต่กาที่บอก คือ กาดำ

แล้วคำทำนาย คือ กาขาว น่าจะตรงกันข้ามกัน น่าจะดีน่ะค่ะ

ชี้แนะด้วยนะคะ

สวัสดีครับ

         จะเห็นว่า ข้อความเดียวกัน แต่การตีความทำได้หลากหลายมากๆ ขึ้นกับความรู้ ประสบการณ์ และทัศนคติของแต่ละท่านนะครับ

สำหรับผมเห็นคล้อยตามความเห็นที่ 41 และ 53 ครับ

ไม่ต้องคิดมากเกินเลยไปไหนหรอกครับ ตีความกันง่ายๆแบบชาวบ้าน และกระทบกับชาวประชาส่วนใหญ่

กา เป็นสัญลักษณ์ ของนกสีดำ ความเลว ประพฤติผิด ไม่สมควรเป็น

ขาว เป็นสัญลักษณ์ สีสะอาด ความดี มีจริยธรรม ผู้คนยกย่อง

เมื่อสีธรรมชาติโดยกำเนิดของนกคือสีดำ ได้ถูกทาสีให้เป็นสีขาวในยุคนี้ แสดงว่า

เป็นยุคแห่งข่าวสารการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาชวนเชื่อกลับดำให้เป็นขาวแบบสุดลิ่ม

จนผู้คนส่วนมากหลงเชื่อโดยสนิทใจว่าดี มีคุณธรรม จริยธรรมสูง ยกย่องสุดๆนั่นหละ

ชาวประชาส่วนใหญ่จึงเห็นนกตัวนี้เป็นสีขาวจริงๆ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่านั้น

ชาวประชาส่วนใหญ่ถึงจะค่อยๆได้รู้จริงๆว่าสิ่งที่เรารับรู้มานั้นผิดหมด แท้จริงแล้วนกตัวนี้เป็นสีดำ

สรุปก็คือ เป็นยุกต์ โฆษณาชวนเชื่อกลับดำให้เป็นขาวได้ นั่นเอง

หรือว่าไม่จริง เพราะยุกต์นี้เป็นยุกต์แห่งเทคโนโลยีข่าวสารการสื่อสารเติบโตสุดๆ

โฆษณาชวนเชื่อล้างสมองโดยใช้สื่อทุกวันๆ จนซึมลึกในรากสมองแล้ว ยากที่จะล้างได้ง่ายๆ

หรืออาจจะเรียกยุกต์นี้ว่ายุค Black Propaganda นั่นเอง

สวัสดีครับ

        1) จะเห็นว่า เรื่องๆ เดียวกันนี่ ตีความได้หลากหลายจริงๆ ตามแต่ว่าจะไปอิงกับบริบทไหนนะครับ

        2) ผมเข้าใจว่า การทำ 'Black Propaganda' นี่มีมานานเป็นพันปีแล้ว ลองไปอ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะของจีนสิครับ (เพียงแต่ว่ายุคนี้เข้มข้นมากหน่อย เพราะคนเยอะ และมีสื่อหลากหลาย กระจายข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง)

ความหมาย " ถิ่นกาขาว " ในความเห็นส่วนตัว

(ถิ่น) : หมายถึง ที่อยู่ สถานที่ สังคม ประเทศ

(กา) : โดยธรรมชาติจะสีดำ กาดำ หมายถึง คนไม่ดี คนร้าย คนเลว ฆาตรกร คนไม่มีคุณธรรม ผู้ชอบอาฆาตมาดร้ายผู้อื่น

(ขาว) : หมายถึง บริสุทธฺ์ สะอาด ดี มีคุณธรรม น่านับถือเลื่อมใส น่ายกย่อง น่าเชิดชู น่าสรรเสริญ

(กาขาว) : ไม่มีโดยธรรมชาติแต่ถ้าต้องการจะให้เป็นสีขาว ต้องเกิดจากการ ทาสี พ่นสี เท่านั้น ไม่ได้เกิดขื้นเองโดยธรรมชาติ แต่ฝืนธรรมชาติ การทาสี พ่นสี หมายถึง ปกปิด ปิดทับ โกหกหลอกลวง บิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อ

สาเหตุทำไมต้องเป็นกา ไม่เป็นอย่างอื่น หากตามที่สัณนิฐานก็เพราะว่า กาเป็นนกที่สามารถพบเห็นเป็นประจำคล้ายนกพิราบ แต่หากแตกต่างกันในเชิงเปรียบเทียบ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารได้ดี

นกพิราบ มีนิสัยดี ไม่ค่อยร้องและไม่ค่อยมีเสียง สามารถจำสถานที่อยู่เดิมได้แม่นยำ สามารถสื่อสารกันด้วยวิธีนำสารแบบเงียบๆ เหมาะกับการสื่อสารในทางลับและไม่ลับ เฉพาะบุคคล หวังผลบุคคลเป็นรายๆให้รับรู้

(นกพิราบ = จดหมายในอดีต, เมลล์ในยุคนี้)

กา มีนิสัยไม่ดี ชอบขโมย ชอบร้องเสียงดังน่ารำคาญ แม้อยู่ไกลมากยังสามารถได้ยินเสียงของกา เปรียบเหมือนการสื่อสารโดยใช้เครื่องขยายเสียง เป็นการสื่อสารแบบกระจาย ยัดเยียดหรือสาธารณะ หวังผลคนส่วนมากให้รับรู้

(กา = โทรโข่งในอดีต, ทีวีสาธารณะในยุคนี้)

ดังนั้น กา จึงเป็นตัวแทนของการสื่อสารในยุคนี้ คือ ทีวีสาธารณะ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคนี้ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนมหาศาลพร้อมกันได้รวดเร็ว

(ถิ่น) + (กาดำ) + (ทาสี) + (ขาว) = (ถิ่นกาขาว)

(ประเทศ) + (คนไม่มีคุณธรรม) + (โฆษณาชวนเชื่อ) + (ดี มีคุณธรรม) = (ประเทศของคนไม่มีคุณธรรม แต่กลับโฆษณาชวนเชื่อว่าดีมีคุณธรรม)

สรุปแบบตรงๆเลยก็คือ เป็นยุค : " ดินแดนของผู้ปกปิดความมืดดำด้วยการกลับดำให้เป็นขาวได้สำเร็จโดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ " นั่นเอง

ช่วงเปลี่ยนผ่านยุค กา ในความหมายของสื่อ จะลดอิทธิพลลงด้วยการเกิดสื่อในรูปแบบอื่นขื้นมาแข่ง หรือเป็นทางเลือกใหม่อย่างเช่น อินเตอร์เน็ต ดาวเทียม เป็นต้น

สื่อสารทางอินเตอร์เน็ต และดาวเทียม หากพยายามให้ความหมาย หมายถึง อิสระ เสรี ไร้พรมแดน ไร้ขอบเขต กว้างกระจาย ทั่วโลก นอกกะลา (ทีวีสาธารณะเมืองไทย = อยู่ในกะลา)

ดังนั้น กา หากให้ความหมายเป็นสื่อแบบทีวีสาธารณะในบ้านเรา แม้จะทาสีให้เป็น กาขาว แล้ว ด้วยความเจริญด้านเทคโนโลยีของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนจะเริ่มรับรู้ เริ่มออกนอกกะลา

เริ่มรู้ว่า กาสีขาวนั้น เกิดจากการเอาสีขาวมาทา แท้จริงก็เป็นเพียงกาดำ เท่านั้น เมื่อจำนวนมวลชนนอกกะลามีมากกว่าในกะลาเมื่อไหร่ คงถึงการเปลี่ยนยุคใหม่

ยุคต่อไปก็คือ "ชาววิไลซ์" หรือ " ศิวิไลซ์" ยังไม่อยากตีความหมายมาก เดาแบบง่ายๆก็คงจะหมายถึง ไม่ถูกครอบงำ อิสระมาก หูตาสว่างกว้างไกล ความเจริญมั่งคั่งเข้าถึงทุกผู้คนแบบเห็นได้ชัด

เป็นความเห็นส่วนตัวโปรดใช้วิจารณญานของท่านเอง

สวัสดีครับ

        เข้าใจว่า 'ทีวีสาธารณะ' ในที่นี้หมายถึง Free TV ใช่ไหมครับ

ชาววิไลซ์ เขียบแบบโบราณ น่าจะเขียนว่า ชาววิไล

คนยุคปัจจุบันต่อเติมกันเอง จังเพี้ยน เป็น วิไลซ์ หรือ ศิวิไล หรือ ศรีวิไล

ความจริงแล้วท่านผูกคำได้ตรงไปตรงมา ฉนั้น "วิไล" แปลว่า "งาม"

หากขยายความอีกสักหน่อย ก็คือ ยุคจิตใจงาม ยุคที่สวยงาม เจริญรุ่งเรือง

ส่วน ถิ่นกาขาว ท่าน 62.พูดชัดเจนแล้ว

คำทำนายที่เคยมีช้านานนัก

เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไมได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยทำนาย

เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา

ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง

น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า

พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา

เป็นประชาจนเต็มพระนคร

ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน

ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร

ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร

องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

ชาวประชาจะปิติยิ้มสดใส

แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น

จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน

เพื่อให้ได้สิ่งวิลสมจินตนา

(http://www.youtube.com/watch?v=7d3Em6Ca9Cw&feature=related)

(http://www.youtube.com/watch?v=4G2-pGkkSGs)

จะมีการต่อตีกันกลางเมือง

ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า

คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา

ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

(http://www.youtube.com/watch?v=ii7x-tY7ePc)

ข้าราชการตงฉินถูกประณาม

สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้

เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป

โกลาหลหม่นไหม้ไน ความดี

(http://www.youtube.com/watch?v=7cmb8hF2SSc)

ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว

ถ้วนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี

ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี

เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

(http://www.youtube.com/watch?v=4rdmvGzUNAE)

พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ

มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ

(http://www.youtube.com/watch?v=7HRuHqsyDSg)

เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน

พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก

เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย

(http://www.youtube.com/watch?v=8V4HeiBlZKQ&feature=related)

(http://www.youtube.com/watch?v=dD8EYyGZDR0)

เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย

เลือดเป็นสายน้ำตานองสอ งแผ่นดิน

(http://www.youtube.com/watch?v=uN3UgJBFUG4)

ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช

ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น

ทั้งพฤฒาอาจารย์ลือระบิล

จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

(http://www.youtube.com/watch?v=IhNRqnQvKuM&feature=related)

ความระทมจะถมทับนับเทวษ

ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม

(http://www.youtube.com/watch?v=aUnp34w72qw)

คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม

ส่วนคนชั่วหัวร่อร่าทำท่าดัง

(http://www.youtube.com/watch?v=0niSIi52qMY)

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว

ควงคฑา มุ่งสู่ดาว สร้างความหวัง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง

สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม

หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป

เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น

แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา

ยามเมื่อฟ้าศรีทองผ่องอำไพ...

...................คำทำนาย ในอดีต

ถิ่นกาขาว หมายถึง ยุคปัจจุบัน ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจมากในแผ่นดินไทย

ชาวศิวิไล หมายถึง อีกสี่สิบปีข้างหน้า เด็กเกิดมาในวันนี้จะสะบายในวันนั้น เรียกว่า เป็นยุคไม่มีคนเลว มีแต่ความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง ใครไม่เชื่อก็อย่าพึ่งตายก่อนละ แล้วจะได้เห็นกัน

มันคงถึงคราวแล้วละมั้งพี่น้อง คงถึงยุคมารมาครองเมืองมากหลาย

สกัดกั้นคนดีให้ล้มตาย แบ่งกันออกหลายฝ่ายแย้งกันกิน

ผลประโยชน์ของกูต้องมาก่อน แผ่นดินร้อนลุกเป็นไฟ

หัวแดงหััวขาวหน้า.... เหมือนมีควายเทียมเกวียนลากให้

ข้าวของแพงบรรลัย นี้ล่ะคำทำนายให้คิดดู

ชาวศิวิไลซ์ ==> American civilization ==> อารยธรรมอเมริกัน

ถอดรหัสเองนะ

001111000110011110001111000111110000111111001010100011100011001100101001010100011100111000

เรื่องราว ส่วนมากมาจาก"มาร"มาลวงมนุษย์เพื่อให้ติดบ่วงมารให้แน่นมากๆ

คือ เขามาแต่งเติมให้หลงไปในทางที่เขาลวง