มีคำทำนายอันหนึ่งที่เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว นั่นคือ <p align="center">"มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด</p><p align="center">ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล"</p><p align="left">แล้วก็มีการตีความกันว่า คำทำนายที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์</p><blockquote><p align="left">คำทำนายนี้อาจจะมีคนสงสัยในแง่มุมต่างๆ กันไป แต่ที่ผมและเพื่อน คือ ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ สงสัยก็คือ คำทำนายนี้มีที่มา-ที่ไป อย่างไรกัน?</p></blockquote><p align="left">ข้อมูลเบื้องต้น (ณ วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2550)</p><p align="left">ในบทความเรื่อง ‘คำทำนาย’ เขียนโดยอาจารย์ ส. พลายน้อย ในวารสาร ความรู้คือประทีป ฉบับที่ 1/45 หน้า 29 ระบุไว้ว่า</p><hr><blockquote><p align="left">มีคำทำนายที่เกี่ยวกับบ้านเมืองที่คนแต่ก่อนจำกันได้และพูดถึงอยู่เนืองๆ คือ "มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล" คำทำนายดังกล่าวมีเขียนต่างกัน 2 แห่ง คือ "จำแขนขาด" ในที่บางแห่งเขียนเป็น "พาหาขาด" และ "ชาวศรีวิไล" บางแห่งเขียนเป็น "ชาวศิวิไลซ์" อ้างว่ามาจาก civilize จึงทำให้เห็นว่าเป็นคำทำนายที่ผูกขึ้นใหม่ ในประวัติของวัดราชบุรณราชวรวิหารอ้างว่าพบคำทำนายนี้จารึกด้วยอักษรขอมว่า "พระพุทธศากราชล่วงแล้ว 2367 ข้าพเจ้าสมเดดพระศรีสมโพธิราชครูผู่มีปราดทนาจะให้ปวงสัตว์ได้รู้ปริศนาพยากรณ์ดังนี้ (คือคำทำนายข้างต้น)" ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาในโอกาสต่อไป</p></blockquote><p align="left"> </p><hr><p align="left"> </p><p align="left"></p><p align="left"></p><p align="left"> </p>
คำทำนาย "...ถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์" มาจากไหนกันหนอ?
คำทำนายที่หลายท่านคงจะเคยได้ยินมาก่อนนี้มีที่มาจากไหนกันแน่?
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
BOONRIANG CHUCHAISANGRAT · 25 ม.ค. 2550
อนิศรา · 25 ม.ค. 2550
คุณ วายุส์ แก้วฉิม tao tao · 25 ม.ค. 2550
หมอสุข · 25 ม.ค. 2550
sutthipongr · 25 ม.ค. 2550
น่าสนใจมากครับ หากถ้าได้มีการนำ หัวข้อคำทำนายนี้มาคุยกันว่ากันเป็นไปหรือมา และทำนายอะไรอย่างไรบ้าง ก็จะเป็นสิ่งที่นำเกร็ดความรุ้มาเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
สวัสดีครับ คุณ soranee
เห็นด้วยครับ และทำให้คิดว่า หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยเรานั้น พอไม่มีการบันทึกที่มา-ที่ไป ก็จะทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเบลอๆ หรือ (แย่หน่อยก็) สูญหายไปอย่างน่าเสียดายครับ
บัญชา
ราชน่าจะหมายถึง รัฐบาล
ชนน่าจะหมายถึงประชาชนนะครับ
ผมคิดว่า 2อย่างนี้น่าจะผ่านไปแล้วนะครับ
ยุคทมิฬ น่าจะเป็นช่วงเวลาต่อไปนะครับ ในปัจจุบัน หน่าจะหมายถึงยุคมืดนะครับ อะไรจะทำให้เกิดยุดมืดได้ละครับ นอกจากสงคราม
"มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด
ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล"
และให้ระวังจะมีคนเกิดปีมะโรง มะเส็งขึ้นมาทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนเป็นระยะ
คงต้องใช้หลัก กาลามสูตร แล้วละครับ
ขอบคุณคุณ นพ และ คุณ 'ไม่แสดงตน' สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมครับ
เรื่องการเอาคนเป็นๆ ฝังลงไปในหลุมนั้น จำได้คร่าวๆ ว่า ต้องชื่อ อิน จัน มั่น คง (ยังมีอีก) หรืออย่างไรนี่แหละครับ
ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์นะครับ
ในความเห็นของผมคำว่า "ครีวิไล" หรือ "ศิวิไลซ์" น่าจะแสดงเห็นชัดว่าเป็นคำที่ผูกขึ้นใหม่จริงๆ
ผมคิดว่าคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษแล้วคิดคำว่า "ศรีวิไล" มาใช้ก็น่าจะเผยแพร่อยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ และไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มนักโหราศาสตร์ครับ
ดังนั้นคำทำนายนี้ผมจึงไม่ให้น้ำหนักมากนัก ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำทำนายที่คิดกันเล่นๆ กันมากกว่า แต่เกิดการเผยแพร่ออกไปโดยคนคิดก็ไม่ได้ตั้งใจครับ
ขอบคุณครับ ดร. ธวัชชัย
ทำให้นึกได้ว่า อาจจะลองไปค้นที่มาของคำว่า ศรีวิไล หรือศิวิไลซ์ อาจจะเป็นกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ก็ได้นะครับ เห็นท่านบัญญัติศัพท์ที่งดงามเอาไว้มากมาย (เดี๋ยวขอลองไปค้นดูก่อน จำได้ว่าอ่านในนิตยสาร e-Lang หรือไงนี่)
เรื่องความแพร่หลายนี่ ผมว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ดูเหมือนเป็นเรื่องร่วมสมัย และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ความกำกวม ที่เปิดโอกาสให้ตีความได้หลายแง่มุมนะครับ
ขอตีความตามความคิด
ผู้ลิขิต ปวงสัตว์ จำทุกข์เข็น
อักษรธรรม ชี้นำ รอดลำเค็ญ
เป็นที่เห็น รู้เช่น ท่านเขียนจริง
คนพาลมีอำนาจด้วยเงินตราและสมัครพรรคพวก ระบบทุนนิยม ทำให้คนห่างไกลจากศีลธรรมมากขึ้น
เมื่อคนรวย คนพาล ได้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง ก็จะใช้อำนาจนั้นโกงกินคอรัปชั่น จนประชาชนผู้ไร้อำนาจและเงินตราต้องทุกข์เข็ญ ปัญหาสังคมล้วนเกิดขึ้นจากการห่างเหินศีลธรรม คุณธรรม ดำถูกทำให้เป็นขาว ผิดถูกทำให้เป็นถูก
วัตถุเจริญโดยที่จิตใจคนต่ำลง
ถิ่นกาขาว
ดำทำให้ขาว
สวัสดีครับ น้อง Man In Flame
ขออนุญาตเรียกตามอาจารย์มัทนานะครับ (เพราะพี่มีอายุมากกว่าอาจารย์มัทนาแน่ๆ ;-))
ขอบคุณสำหรับกลอนแสดงความคิดเห็น และการตีความที่เฉียบคมครับ
กาขาว = ดำทำให้ขาว (ทำให้ผิดกลายเป็นถูก กลายเป็นค่านิยมของสังคมในช่วงหนึ่ง ฯลฯ)
เดิมเคยได้ยินมาว่า ถิ่นกาขาว = ดินแดนที่เต็มไปด้วยพวกฝรั่งอั่งม้อ แต่พี่ว่าการตีความของน้อง Man In Flame เห็นภาพชัดเจนกว่า
ปล. ได้เข้าไปดู History of Religion แล้วครับ น่าสนใจมาก พี่สนใจกำเนิดของศาสนาอยู่บ้างเหมือนกัน (เคยอ่านหนังสือ ตะวันตกวิกฤติ คริสตศาสนา ของไมเคิล ไรท์ ไหม เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีข้อมูลชวนคิด ชวนค้นมากมาย)
ถิ่นกาขาว = ดินแดนที่เต็มไปด้วยพวกฝรั่งอั่งม้อ
การตีความเช่นนี้ใช่ว่าไม่ถูก มีความเป็นไปได้มากทีเดียว เพราะเขาเป็นยักษ์นอกศาสนา
หนังสือ ตะวันตกวิกฤติ คริสตศาสนา มีใจความสำคัญๆอะไรบ้างครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ใคร่ขอความรู้จาก ดร.ช่วยยกประเด็นความที่สำคัญๆ แบ่งปัน ข้อมูล เพิ่มในRamของกระผมด้วยครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>
เป็นประเด็นที่น่าสนใจดีค่ะ
มีข้อมูลมานำเสนอเพื่อประกอบการค้นหาต่อไปค่ะ </p><p>http://www.palungjit.com/board//archive/index.php/t-66751.html</p><p>ไว้มีโอกาสจะแวะมาอ่านต่อค่ะ </p>
เพิ่มเติมนะคะ
http://www.palungjit.com/board//archive/index.php/t-65078.html
" คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"
จากหนังสือจุลสาร " 1999 โลกพินาศ 2542 แผนอยู่รอด "
รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์
ในหนังสือ "ปัญญาไทย 1" ที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติ ผลงานอภินิหาร และ เกียรติคุณ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ของ มหาอำมาตย์ ตรีพระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ซึ่งเป็นฉบับที่ ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ รวบรวมในปี พ.ศ.2493 โดยไม่มีการแก้ไขข้อความเดิม ในหน้า 27 มีการพยากรณ์ ถึงชะตาเมือง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
หลังจากที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ได้มรณภาพลง เมื่อวันเสาร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415
ตอนเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ( อิ่ม ) ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาด ในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดพื้นกุฏิ นายอาญาราชได้พบ เศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุก อยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณสมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป เป็นคำทำนายชะตาเมือง มีความว่า
“มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สินทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”
ห ม า ย เ ห ตุ คำทำนายของสมเด็จข้างต้นนี้หาอ่านได้จากหนังสือ " NOSTRADAMUS นอสตราดามุส"
ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน พิมพ์ครั้งที่ 8 เมษายน 2540
๑. มหากาฬ ๒.พาลยักษ์ ๓.รักมิตร (รักบัณฑิต) ๔. สนิทธรรม ๕. จำแขนขาด ๖.ราษฎร์โจร (ราชโจร) ๗.ชนร้องทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙. ถิ่นตาขาว(ถิ่นกาขาว) ๑๐.ชาวศิวิไลซ์
ที่มา: โบราณคดีไทย
๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคดำมืด" เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า "บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป" ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า "กลัวแล้วจ้า" (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา)
๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสามหมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น
๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ
๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ
๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า"ยุคสนิทธรรม"
๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "ยุคล่าอาณานิคม" เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อนเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล)
ต่อมามันก็หาเรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน "คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕"
ส่วนอังกฤษนั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล
๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)
๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้นปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ
๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง
๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น "กาขาว" ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า "ตา" จะเป็น "กา" ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง "บางอ้อ" ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น "ถิ่นกาขาว" หรือ"ถิ่นตาขาว" ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง " IMF " ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ
๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
ในประวัติของวัดราชบุรณราชวรวิหารอ้างว่าพบคำทำนายนี้จารึกด้วยอักษรขอมว่า "พระพุทธศากราชล่วงแล้ว 2367 ข้าพเจ้าสมเดดพระศรีสมโพธิราชครูผู่มีปราดทนาจะให้ปวงสัตว์ได้รู้ปริศนาพยากรณ์ดังนี้ (คือคำทำนายข้างต้น)
ตรงนี้น่าสนใจครับ สมเด็จโตท่านอาจทราบจากจารึกต้นฉบับก็เป็นได้ เพราะท่านเกิดในช่วงพศ 2300 ต้นๆพอดี ดร. พอจะหามีที่มาหรือต้นฉบับของข้อความด้านบนได้ไหมครับ
บังเอิญเจอ เลยขอต่อยอดเรื่องกาขาวครับ ถิ่นกาขาว อันกาขาวนั้นปกติอีกามันจะ
สีดำ ใช่มั๊ยครับ อีกาเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย อันว่า กาขาว ก็หมายถึงว่ามีสี
ขาวมาปกปิดอำพรางสีดำเอาไว้ เปรียบดังคนชั่วแต่มีภาพดีๆมากลบเอาไว้ภาพคนชั่ว
ที่ถูกสร้างภาพดีๆเอาไว้ ก็เปรียบดังกาขาว ..... ยุคนี้คือ ถิ่นกาขาว มิต้องสงสัย
เลยครับ การเมืองก็เหมือนกัน ระบอบอำมาตย์ก็คือตัวแทนของกาขาว ที่โดนสร้าง
ภาพดีปิดเอาไว้ ..... ให้ความหมายต่อเติมน๊ะครับ ไม่ตรงใจใครก็ขออภัย
บ้านเมืองเราอยู่ในยุค ถิ่นกาขาว มานานแล้วครับนานจนคนหลงลืม
เพื่อนของฉันเล่าให้ฟังว่ากาขาวก็หมายถึง อดีตนายกรัฐมนตรีพลตำรวจโททักษินนะถ้าไม่ใช่ก็ขออภัย
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็นที่สุภาพและตรงไปตรงมา
ส่วนผมเคยได้ยินมาว่า "กาขาว" หมายถึง พวกฝรั่งผิวขาว ที่แผ่วัฒนธรรมจนครอบคลุมไปทั่ว (สังเกตจากชื่อห้าง ชื่อร้านค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นชื่อฝรั่งทั้งนั้น)
ทำให้เห็นความหลากหลายของการตีความครับ ใครมองมุมไหน ก็จะตีความจากมุมนั้น
ชาวศรีวิไล เคยมีคนบอกว่า วิไล สมัยก่อน เป็นคำที่ใช้เรียก ผู้หญิงสวย
ให้เป็นอีกหนึ่งความคิด ไว้ตีความ
ขอบคุณมากครับ
ที่ติดใจต้อมก็คือ คำทำนายของใครก็ไม่รู้และต้อมจำไม่ได้ เพราะได้อ่านในหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อประมาณเกือบสิบปีได้แล้วมั้งคะ
ต้อมไม่แน่ใจว่าจะใช่.. เสือกลายเป็นหมา พยัคคาจะเข้าไพร หรือหงส์กลายเป็นกา หรืออะไรทำนองนี้น่ะค่ะ แต่พยายามเสิร์ชหาโดยใช้คีย์เวิร์ดก็ไม่เจอค่ะ อาจารย์พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับคำทำนายนี้ไหมคะ?