ผมอ่านสิ่งที่เรย์ เคอร์ซเวล เขียนถึงอนาคตศาสตร์ (http://www.kurzweilai.net) เคยคิดว่ายังไกลตัวมาก แต่ช่วงไม่กี่เดือนนี้ อ่านข่าวผ่าน google news แล้วเริ่มเอะใจว่า เอ๊ะ มันมาถึงแล้ว

เรย์เขาฟันธงว่า ตอนนี้ เทคโนโลยีกำลังมาถึงจุดที่เริ่มลงตัวพอ ให้นักวิทยาศาสตร์ สามารถ debug การทำงานของสมอง

คำว่า debug มาจากการที่สมัยก่อน คอมพิวเตอร์สร้างจากหลอดสุญญากาศ ต่อสายรุงรัง เครื่องใหญ่พอ ๆ กับตึก เวลาเครื่องทำงาน มดหรือแมลงเดินไปมาก็ทำให้สายไฟช็อร์ต ต้องกำจัดซากแมลง (de-bug) ก็เลยเป็นศัพท์เทคนิคว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เสีย ก็แกะรอยไล่ตรวจหาสาเหตุว่าทำไมเสีย หรือเขียนโปรแกรมแล้วโปรแกรมไม่ทำงาน ทำไมมันไม่ทำงาน เพราะพิมพ์คำสั่งผิด หรือมีปัญหาตรงไหนในโปรแกรม

หลัง ๆ ความหมายก็กลายไปเป็นว่า ใช้แกะรอยว่าโปรแกรมทำงานอย่างไร โดยใช้ชุดเครื่องมือ (debugger tools) ซึ่งอาจเป็นซอฟท์แวร์หรือเครื่องมือฮาร์ดแวร์ก็แล้วแต่

การ debug การทำงานของสมองก็คือ การ rev-enged หรือ reverse engineering ของการทำงานของสมอง โดยมองว่า สมอง ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ลงระบบปฎิบัติการที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งที่เขาจะทำก็คือ ค่อย ๆ แกะรอยว่าสมองทำงานเป็นลำดับขั้นอย่างไร

ลองนึกภาพว่าสมองเหมือนคอมพิวเตอร์ของมนุษย์ในโลกอนาคตที่เรายังไม่รู้จักทั้งฮาร์ดแวร์และระบบปฎิบัติการ สิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ในอดีตที่ผ่านมาคือจำแนกคร่าว ๆ ว่าฮาร์ดแวร์ส่วนไหนเกี่ยวกับอะไร เช่น รู้ว่านี่คือหน่วยความจำ โน่นคือฮาร์ดดิสก์ ก็เพียงแค่นั้น

แต่สิ่งที่วงการนี้กำลังตื่นตัวคือ การแกะรอยทำความเข้าใจในระดับภาษาเครื่อง แกะรอยการทำงานของระบบปฎิบัติการทีละคำสั่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจพอที่จะสร้างเลียนแบบทั้งฮาร์ดแวร์พร้อมระบบปฎิบัติการ

หากทำความเข้าใจได้หมด อย่างน้อย ก็เพิ่มสมรรถนะให้กับอายตนะการรับรู้ของมนุษย์ ให้ทำได้มากขึ้น หรือเพื่อเยียวยารักษาคนพิการทางอายตะต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้สามารถรักษาโรคหูหนวก ตาบอด แก้ปวด เพิ่มผัสสะการรับรู้พิเศษ ฯลฯ  โดยการเข้าแทรกแซงที่สมองโดยตรง หรือติดตั้งอวัยวะเทียมที่สามารถต่อตรงกับสมองได้ 

จุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด เป็นสิ่งที่ยังท้าทายจินตนาการ

ลองใช้คำว่า brain MRI ค้นใน google news จะเห็นข่าวมากมายที่คงทำให้เราต้องย้อนกลับมามองตัวเราเองใหม่ ในมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม