วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๐

เราเริ่มประชุมเวลา ๐๙.๐๐ น. ช่วงเช้าเป็นเรื่องของการออกกำลังกาย ซึ่งรับผิดชอบโดย รศ.สมนึก กุลสถิตพร และคุณยุพา งามไพรเนตร ไพรงามเนตร จากคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มด้วยการให้ผู้เข้าประชุมออกกำลังกายตาม VCD มีคุณยุพาช่วยนำ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที แล้วให้ประเมินตนเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง (หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น) พร้อมกับเฉลยว่าท่าที่ให้ออกกำลังกายสักครู่นั้น เป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ

 

 เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกาย ๑๐ นาที

ต่อจากนั้นให้กระดาษคนละแผ่น ให้ทุกคนเขียนปัญหาหรือคำถามเกี่ยวกับการออกกำลังกาย อาจเป็นเรื่องของตนเองหรือของผู้ป่วยก็ได้ เอาปัญหาที่เด่นๆ คนละ ๓ ข้อ เมื่อได้ปัญหาของตนเองแล้วก็เข้ากลุ่ม ช่วยกันจัดกลุ่มปัญหาแล้วเลือกคำถามสุดยอดที่คิดว่าอยากจะแก้ให้ได้ กลุ่มละ ๓ ข้อ ปรากฏว่าบางกลุ่มก็มีคำถามมากกว่า ๓ ข้อ อาจารย์สมนึกอ่านปัญหาแล้วพยายามสอนให้ครอบคลุมตามคำถามที่มี

 

 เข้ากลุ่มช่วยกันเลือกคำถามสำคัญ

คำถามยอดฮิตที่เวทีไหนก็จะมีคนถามเสมอว่า ทำงาน..............เป็นการออกกำลังกายหรือไม่


คำตอบคือให้พิจารณาโดยใช้หลัก “๓ พอ”
 
พอ ที่ ๑ : หนักพอ ดูจากอะไร ตามทฤษฎีให้ดูว่าร่างกายเอาออกซิเจนไปใช้มากน้อยแค่ไหน แต่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ใช้ได้แต่ในห้องปฏิบัติการ การวัด VO2 ดีที่สุด บังเอิญสิ่งนี้ไปสัมพันธ์อย่างมากกับอัตราการเต้นของหัวใจ/ชีพจรและแปรผันตรง จับชีพจรแล้วไปเทียบในตาราง แต่ชาวบ้านเอาไปใช้ได้ยาก บังเอิญหัวใจเต้นเร็วไปสัมพันธ์กับการแสดงออกของร่างกายคือความเหนื่อย ดังนั้นวิธีการประเมินความหนักของการออกกำลังกายให้ถามว่าขณะออกกำลังกายรู้สึกอย่างไร ใช้ RPE (ถ้าจดไม่ผิด) Scale 6-20 โดย 6 = ไม่เหนื่อยเลย 20 = เหนื่อยแทบขาดใจ เอาแค่ 12-13 ก็พอ ถ้าทำแล้วรู้สึกเหนื่อย ๑๒-๑๓ ก็พอแล้ว หรือใช้ Rating : ไม่เหนื่อยเลย เริ่มเหนื่อย ค่อนข้างเหนื่อย เหนื่อย เหนื่อยมาก เอาแค่ค่อนข้างเหนื่อยก็พอ

พอ ที่ ๒ : นานพอไหม ควร ๒๐-๖๐ นาที

พอ ที่ ๓ : สม่ำเสมอ ถี่พอไหม ถ้าเป็นเบาหวานต้องดูเรื่องพลังงานด้วย

กิจกรรมอะไรก็ตาม ถ้าเข้าข่าย ๓ พอ ก็เป็นการออกกำลังกาย

 รศ.สมนึก กุลสถิตพร

  <p>นอกจากนี้อาจารย์สมนึกยังใช้ Transtheoretical Model มาให้ผู้เข้าประชุมมาพิจารณาความพร้อมในการออกกำลังกายของตนเอง เมื่อถามว่าใครมีความตั้งใจจะไปออกกำลังกายเร็วๆ นี้บ้าง มีคนยกมือไม่กี่คน เพื่อจะบอกให้รู้ว่าการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหรือประชาชนออกกำลังกายได้นั้น เขาต้องพร้อมก่อน ถ้ายังไม่มีความพร้อมก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง กลับไปก็จะไม่ทำ ถ้ายังไม่มีความตั้งใจ อย่าไปบังคับ ต้องเปลี่ยนใจเขาก่อน พอเขามีความตั้งใจจะง่าย เพราะเขาจะแสวงหาความรู้แสวงหาสถานที่ คนที่บอกว่าตั้งใจมานานแล้ว แต่ไม่ได้เริ่มสักที ต้องหาวิธีการหลอกล่อ คนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว สามารถสอนเชิงลึกได้เลย</p><p>วัลลา ตันตโยทัย</p><p> </p>