การจัดการความรู้ในตัวเอง
โดย : นวลทิพย์  ชูศรีโฉม
สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.)

              ผู้เขียนมีหลักในการทำงาน มีความเชื่อในการทำงานว่า “งานคือการเรียนรู้ ทำงานด้วยศรัทธาต่องาน ศรัทธาต่อคนทำงาน” ใช้โอกาสในการทำงานเป็นกำไรของชีวิต ได้สัมผัสชีวิตเพื่อนมนุษย์ มีโอกาสได้เรียนรู้กับคนที่คิดดี ทำดี คนที่คิดได้ทำได้ และคนที่คิดได้แต่ ...ทำไม่ได้... ก็มีหลากหลาย ว่ากันไป  จึงรู้สึกได้ว่า มีความสุข มีความภูมิใจในการทำงานที่ผู้เขียนต้องใช้ “การจัดการ” ให้งานทุกอย่างที่อยู่ในมือผ่านไปด้วยดี เรียกว่า ได้ทั้งงานและได้ทั้งความสุขจากการทำงาน
 

             ความทะเยอทะยานไม่ได้หยุดอยู่กับที่ เห็นกันอยู่ตำตา อาจารย์ทรงพล ผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ความสามารถได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามองค์กรต่าง ๆ  อาจารย์ก็ได้ให้โอกาสแก่ผู้เขียนติดตามไปในตำแหน่งผู้ช่วยวิทยากร หน้าที่ที่ทำได้ช่วงแรก ๆ คือ ช่วยจับประเด็นขึ้นฟลิปชาร์ด ถ่ายรูป ติดกระดาษ เตรียมอุปกรณ์ บางวันไม่ได้พูดชักแอ่ะ เพราะอายไม่กล้าพูดต่อหน้าผู้คน  ทั้งที่ความเป็นจริงการเป็นผู้ช่วยวิทยากรน่าจะต้องทำได้มากกว่านั้น มากกว่านั้นจริง ๆ (เป็นข้อค้นพบในกาลต่อมาว่าหน้าที่ผู้ช่วยวิทยากรต้องทำได้มากกว่านั้นจริง ๆ) อย่างขี้หมู ขี้หมา ก็ต้องนำเกมเพื่อสร้างบรรยากาศในเวทีได้ เพราะการสร้างบรรยากาศในเวทีการเรียนรู้เป็นเรื่องที่สำคัญ หากไม่สำคัญผู้เขียนคงไม่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นหรอก


             ท่านอาจารย์ทรงพล ท่านก็คงจะรู้สึกและนึกในใจว่า (คิดเอาเอง) “เมื่อไหร่ เธอนี่ จะพัฒนาเสียที ติดกระดาษอย่างเดียวมาเป็นปีแล้ว” แต่ท่านก็ไม่ได้พูดออกมา เพียงแต่ให้โอกาสกับผู้เขียนอยู่เสมอมา ให้แล้วให้อีก ให้แล้วให้เล่า ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงปฏิเสธ ไม่ให้ติดตามไปให้ขายหน้าแน่ๆ แต่นี่ ท่านคือ “อาจารย์ทรงพล” คนมีหลักการ ท่านคงใช้หลักให้ผู้เขียนได้เรียนรู้แบบธรรมชาติ 
 

          จนเวลาผ่านไปเป็นปี ผู้เขียนก็ยังทำน้าที่ผู้ช่วยวิทยากรได้เหมือนเดิม เรียกว่า ติดกระดาษได้จนชำนาญ อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุการณ์หนึ่ง ทำให้ผู้เขียนต้องหยุดคิด และตั้งคำถามกับตัวเอง “เราจะย่ำอยู่กับที่อีกนานเท่าไร  เมื่อไหร่เราจะเดินหน้าต่อ เมื่อไหร่เราจะก้าวข้ามความกลัวของเราให้ได้ อีกนิดเดียว... การไปยืนหน้าเวที ต่อหน้าคนมาก ๆ เท่ห์.. ไม่ใช่หรือ เราอยากเป็นไม่ใช่หรือ แล้วทำไมไม่ก้าวออกไปเสียที เสียเวลามามากแล้ว  เดินหน้าต่อไปสู่ความอยากที่เป็นจริงได้แล้ว โอกาสมีให้เพียบอย่างนี้ จะมัวรีรออะไรอยู่!”