การทำลายห้องกลายเป็นนวัตกรรมไปจนได้ ทั้งๆที่ป้าเจี๊ยบทำมาตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ใครที่ไม่เคยทำลายผนังหรือทำลายกำแพงด้วยสีเปรย์กระป๋องคงนึกไม่ออก  คิดๆ ไปแล้ว สิ่งที่ป้าเจี๊ยบทำน่าจะจัดอยู่ในจำพวกทำลายสิ่งของ( vadalism)ได้เหมือนกันแฮะ เพราะทำตัวคล้ายเด็กเกเรที่ชอบเอาสีสเปรย์ไปพ่นตามผนังต่างๆ 

แต่ป้าเจี๊ยบถือว่าการทำลายครั้งนี้เป็นงานศิลป์ค่ะ ใครมาเห็นมีแต่คนชอบ ล้วนบอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน  บางคนถามวิธีทำเพราะอยากทำเองบ้าง อ๊ะ สิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาของเรากลายเป็นนวัตกรรมของเพื่อน  แล้วจะไม่แบ่งปันกันได้อย่างไร 

การทำลายห้องครั้งนี้เกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนขึ้นปีใหม่  ป้าเจี๊ยบอยากทำอะไรให้ห้องทำงานมีชีวิตชีวาขึ้น  จึงถามอาจารย์เอื้องเพื่อนร่วมห้องว่า " พี่จะทำลายห้องได้ไหม"   เธองงอยู่แป๊บหนึ่งก็ยิ้มแล้วถามกลับว่า " แบบที่พี่ทำที่ตึกเทคโนฯเหรอ เอาเลย" ป้าเจี๊ยบก็ลงมือทำสิคะ  กะว่าจะทำลายคานเหนือหน้าต่างรอบห้องซึ่งมีอยู่ 6 ช่องๆ ละ 3 เมตร อาจารย์เอื้องช่วยออกความเห็นว่าแต่ละช่องควรใช้สีต่างกันนิดหน่อย ส่วนเพื่อนร่วมห้องอีก 7 คนไม่ได้ออกความเห็น เพราะตอนที่คิดจะทำ เรานั่งอยู่กัน 2 คน  และป้าเจี๊ยบถือว่าได้ประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าห้องเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งเราย้ายกันเข้ามาอยู่ในห้องนี้ใหม่ๆ และไม่มีใครแย้ง ดังนั้นย่อมมีอำนาจตัดสินใจได้ ฮ่าๆๆ

การทำลายห้องทำงานของป้าเจี๊ยบ มีแนวคิดมาจากการทาสีหรือป้ายบนลายฉลุ  เป็นกรรมวิธีในการพิมพ์รูปแบบหนึ่งซึ่งเรียกทับศัพท์ว่า สเตนซิล (stencil)

เรื่องเดิมก็คือ เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้วที่ป้าเจี๊ยบซื้ออุปกรณ์การทำสเตนซิล คือ แผ่นลายฉลุทำด้วยพลาสติก และพู่กันใหญ่ซึ่งเป็นทรงกระบอกปลายตัดตรง เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว มาทำลวดลายบนผนังห้องนอนของตัวเอง เสร็จก็ลืมไปเลย

10 กว่าปีต่อมา ป้าแจงปรับปรุงบ้านที่เราอยู่กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 ซะใหม่  กลายเป็นบ้านที่ภายในทันสมัยสุดสุด สวยสมที่เป็นความคิดของสถาปนิกใหญ่ แต่เธอปล่อยด้านนอกไว้เหมือนเดิม  ทำให้ป้าเจี๊ยบอยากมีส่วนทำอะไรให้บ้านของเราบ้าง

ป้าเจี๊ยบจึงยึดภายนอกตัวบ้านเป็นเอกสิทธิ์ที่จะทำตามใจตัวเอง  ลงมือทาสีผนัง ประตูและทำลวดลายใส่สิคะ คนเดียวล้วนๆ เลยแหละ ไม่ได้ใช้ลายฉลุที่ซื้อมาหรอก เพราะเบื่อแล้ว จึงออกแบบตามที่ตัวเองชอบบนกระดาษแข็ง ตัดฉลุ แล้วใช้เป็นแม่พิมพ์  ส่วนสีก็สีสเปรย์ค่ะ ง่ายดี  ทำไปทำมาก็ลามไปเรื่อย จนพบว่าบนประตู กรอบหน้าต่าง คานและเสาทั้งหมดในโรงรถ ผนังโรงรถ คานและเสาระเบียงบ้าน ตลอดจนขอบผนังติดฝ้าเพดานมีลวดลายเต็มไปหมด.. พี่ๆน้องๆ มาเยี่ยมที่บ้านเปรยให้ได้ยินว่า ผนังที่บ้านเค้ายังว่างอยู่นะ

ฝีมือทำลายบ้านของป้าเจี๊ยบเป็นอย่างนี้ค่ะ  

สำหรับการทำลายห้องทำงานนั้น ป้าเจี๊ยบพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นค่ะ คราวนี้ทำแบบฉลุจากแผ่นพลาสติก เพราะหันไปหันมาไม่มีกระดาษแข็งอยู่ใกล้ตัว มีแต่โปสเตอร์งาน P atrick for Friends.ขนาด A3 ที่ป้าเจี๊ยบไปปลดออกจากที่ต่างๆ ที่นำไปติดไว้  ป้าเจี๊ยบเคลือบพลาสติกไว้กันน้ำ  บางแต่แข็งแรงพอที่จะนำมาทำเป็นแม่พิมพ์ได้ ก็ออกแบบลายแล้วเจาะด้วยคัตเตอร์ แยกเป็นลายสำหรับใบ 1 แผ่น และดอกอีก 1 แผ่น

เวลานำไปวางบนผนังเพื่อพ่นสี  ครั้งก่อนโน้นป้าเจี๊ยบติดด้วยกระดาษกาว ( masking tape) เป็นระยะๆ  คราวนี้ลองใช้สเปรย์กาวพ่นด้านหลังแม่พิมพ์แทน ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนใช้  คาดว่าจะได้แม่พิมพ์ที่ติดกับพื้นผิวแบบไม่ถาวรได้  นี่คิดตามหลักนักเทคโนโลยีการศึกษาเลยค่ะ และปรากฏว่าใช้ได้ผลดี ยกเว้นส่วนไหนที่ผนังเก่ามากๆ สีที่ทาทับไว้เกิดอาการหลุดติดออกมาด้วยนิดหน่อย แต่มองไกลๆ ไม่เห็นหรอกค่ะ เพราะลวดลายอยู่สูงและไกลเกินกว่าจะเห็นจุดผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ  นั่นรวมถึงเวลาที่ป้าเจี๊ยบพ่นสีไม่เรียบร้อยด้วยค่ะ

ทำจนครบ 6 แถวสำหรับเพื่อนๆที่นั่งริมหน้าต่างแล้ว เป็นโทนสีแดง โทนสีแดงและน้ำเงิน และโทนสีน้ำเงิน อย่างละ 2 แถว  ปรากฏว่าที่นั่งของอาจารย์บุญเที่ยงติดผนัง จึงไม่มีลวดลายใดๆ เกรงว่าเพื่อนจะน้อยใจ ป้าเจี๊ยบเลยทำลายบนเสาและผนังที่อยู่ใกล้โต๊ะให้แทน  ใช้โทนสีแบบรวมดาวเลย  กลายเป็นว่าอันนี้โดดเด่นมากค่ะ ใครเดินเข้าประตูมาเป็นต้องมองเห็นทันที  แต่อาจารย์เอื้องบอกว่ายังไม่โดนใจ เหมือนยังไม่เสร็จ อยากให้ทำทั่วทั้งผนัง เอ่อ. มีเวลาว่างเมื่อไหร่ ยินดีตอบสนองค่ะ  ของอย่างนี้ชอบทำอยู่แล้ว

เพื่อนๆ ที่แวะมาชอบการทำลายห้องของป้าเจี๊ยบทุกคนเลยค่ะ  ดร.วินิจแหย่ป้าเจี๊ยบว่าเป็นตัวทำลายของหลวง  นี่ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาหรือยัง ป้าเจี๊ยบบอกว่าก็ทำ' ลาย' นะสิ  แต่ถ้าจะให้เหมือนเดิมก็บอกมา จะลบให้ แค่ทาสีทับ ไม่ยากอะไร

อาจารย์เอื้องขอให้ป้าเจี๊ยบออกแบบและทำแม่พิมพ์ลายฉลุให้ 1 ลายเพื่อนำไปทำเองที่บ้านด้วยล่ะ ได้จัดการให้เรียบร้อยแล้วค่ะ แถมให้ไปอีก 1 ลายด้วย

นี่คืออุปกรณ์และผลงานการทำลายห้องพักอาจารย์ หมายเลข 1238 โดยใช้เวลาประมาณครึ่งวันค่ะ