การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นคำที่ติดกระแสการทำงานเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากการแพร่กระจายของคำว่า วิจัยเชิงระบบ ที่พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่ของระบบทรัพยากร สังคม และสิ่งแวดล้อม
และเป็นการขยายผลการทำงานเชิงวิชาการ ที่ส่วนใหญ่จะทำเป็นแบบสายเดี่ยว และส่วนใหญ่จะไม่บังเกิดผล
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สาเหตุที่ไม่บังเกิดผล ก็เพราะเรามีปัญหาหลายด้าน ที่จะต้องแก้ไปพร้อมๆกัน หรือไล่เลี่ยกัน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เราไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้า ว่าเราจะเผชิญอะไรบ้าง ในเวลาใด จึงไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนว่าเราจะทำอะไรบ้างในเวลาใด แบบที่ทำงานวิจัยในห้องทดลอง หรือเรือนทดลอง หรือแปลงทดลอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เปรียบเสมือนการขับรถจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่มีใครหรอกที่จะกำหนดว่า เพื่อให้ถึงที่หมายอย่างรวดเร็วและปลอดภัย เราจะต้องเน้นคันเร่งกี่ครั้ง เหยียบเบรกกี่ครั้ง บีบแตรกี่ครั้ง ตอนไหน แม้กระทั่งการหมุนพวงมาลัย ก็ไม่มีใครกำหนดล่วงหน้าได้ว่า จังหวะไหนจะหมุนไปทางซ้ายกี่องศา กลับมาทางขวากี่องศา รถจึงจะวิ่งได้ตามทางและตรงที่สุด</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น การขับรถจึงเป็นการขับไปปรับไปตลอดทางจนถึงที่หมายที่กำหนดไว้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการก็คล้ายกัน</p> เป็นการทำไปปรับไป เพื่อหาคำตอบ และนำสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่นักวิจัยจะต้องมีความพร้อมที่จะทำงานและปรับเปลี่ยนแผนงานในรายละเอียดได้ตลอดเวลา เพื่อการสร้างความรู้ ที่จะนำไปสู่การสร้างผลงานได้ดีกว่าเดิม หรือดีที่สุดเท่าที่จะทำได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมจึงขอใช้คำสรุปประเด็นว่า เป็นการวิจัยเพื่อการเรียนรู้บนเส้นสายของชีวิตจริง ที่มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ด้วยกัน เช่น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ ที่สามารถใช้งานได้จริง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และทักษะในการทำงาน ที่เป็นการฝึกอบรมในระหว่างการทำงานจริง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. การวิจัยเพื่อพัฒนาอาชีพด้านต่างๆในบริบทของชุมชน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. การวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน ในด้านและสาขาต่างๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ หรือ KM ธรรมชาติ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">6. ฯลฯ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กระบวนการวิจัยนั้นผู้ทำวิจัยเป็นนักวิจัยเอง หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ร่วมวิจัย ไม่ใช่เป็นวัสดุวิจัย โดยต้องร่วมคิดหัวข้อ ร่วมวางแผน ร่วมลงทุน ร่วมทำงาน ร่วมเก็บข้อมูล ร่วมวิเคราะห์ผล ร่วมสรุปผล และเป็นผู้นำผลการทดลองไปใช้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เช่นการวิจัยการผลิตไข่ไก่ในชุมชน ของ ดร. วนิดา และ ดร. สวัสดิ์ จากกรมปศุสัตว์ ก็เป็นตัวอย่างและต้นแบบที่ดีมากๆ เลยครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีการประชุมเตรียมการ ปรึกษาหารือ แล้วนำไก่ไปให้ชาวบ้านทดลองเลี้ยง เพื่อให้รู้ว่าจะได้ผลสักแค่ไหน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การทำงานดังกล่าว จึงจะทำให้การวิจัยเชิงปฏิบัติการครบขั้นตอนการทำงาน และได้ผลสมความมุ่งหมายที่ตั้งไว้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และการวิจัยนั้น จะต้องเน้นการนำผลวิจัยไปใช้งานจริง มากกว่าให้ได้ “รู้” เฉยๆ จึงจะทำให้งานวิจัยนั้นมีพลังในการพัฒนา และขับเคลื่อนสังคมให้เป็น กลุ่มและองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ ชุมชนแห่งการปฏิบัติในที่สุด</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเห็นหน่วยราชการออกมาเต้นฟุตเวอค กันมากมายเหลือเกินกับคำว่า “วิจัยเชิงปฏิบัติการ” แต่ก็ไม่ค่อยเห็นมีการต่อยจริงๆมากมายนัก หรือเพียงแค่ฟุตเวอคก็ได้รับเงินเดือนพอกินแล้ว ไม่รู้จะต่อยให้เมื่อยทำไม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น่าสงสาร “ระบบราชการ” และ “ชาวบ้าน” ที่กำลังเฝ้ารอ และรอ รอ รอ ความหวังอันเลื่อนลอยกับสัญญาลมๆแล้งๆ ของนักวิชาการ ที่จะทำงาน “วิจัยเชิงปฏิบัติการ” บนเส้นสายของชีวิตจริง และในกระบวนของการประกอบอาชีพของเขา มาแทบตลอดชีวิตเขาเลยล่ะครับ</p> เมื่อไหร่ “นักวิชาการ” จะไปทำ “วิจัยเชิงปฏิบัติการ” ให้เขาได้ร่วมเรียนรู้ เพื่อจะแก้ไขปัญหาของตัวเองเสียที <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะการวิจัยแบบนี้จะลงทุนน้อยที่สุด และได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด ที่เหมาะกับภาวะยากจนของสังคมไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่ต้องคิดโจทย์ยาก หาที่ยาก หาแปลงยาก หรือแรงงานยาก เพราะผู้ใช้เป็นผู้ทำ และผู้ทำเป็นผู้ใช้เอง ไม่ต้องเปลืองเวลาและงบประมาณในการถ่ายทอดความรู้ ไม่มีช่องว่างของความความเข้าใจ หรือ การสื่อสารใดๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่ทำวันนี้ จะทำวันไหนครับ ชาวบ้านพร้อมแล้วครับ</p> หรือว่าจะให้ร้องเพลงรอ รอไปอีกกี่ชาติดีครับ
วิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้มา จากนั้นเอาองค์ความรู้นั้นไปเป็นเครื่องมือในการทำงาน งานใดสักงานหนึ่งให้ประสบผลสำเร็จ ที่เรียกว่าการจัดการความรู้ สองอย่างนี้มันต้องคู่กันใช่ไหมครับอาจารย์ หากจะดูที่จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งการวิจัยมุ่งให้ได้องค์ความรู้ วิธีการอะไรเป็นหลัก งานสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องรอง อย่างที่ สกว.เขาให้ทุนวิจัยท้องถิ่น เขาบอกเลยว่าไม่สำเร็จก็ได้ไม่เป็นไร แต่ให้มีชุดความรู้ที่สามารถบอกได้ว่าไม่สำเร็จนั้นเป็นเพราะอะไร ส่วนการจัดการความรู้มุ่งให้งานบรรลุเป้าหมายเป็นเรื่องหลัก องค์ความรู้ วิธีการที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าสองอย่างนี้เข้าคู่กันคือวิจัยและการจัดการความรู้ก็สุดยอดเลย
แต่ที่ทั้งสองอย่างนี้มันไปไม่ถึงไหน ยักแย่ติดกึกยักลึกติดกัก ผมว่าวัฒนธรรมการไม่ยอมรับความรู้ชาวบ้านของพวกบรรดาข้าราชการนั่นแหละครับ ที่เคยผูกขาดความรู้ รู้กว่าชาวบ้านมานานแสนนานนั่นเอง จะมาวันหนึ่งมาอยู่ใมนระนาบเดียวกันกับชาวบ้าน จะให้มาเสมอกันอย่างเป็นเพื่อนเรียนรู้คงทำไม่ได้หรอก เสียหน้าเสียตา เสียฟอร์ม เดี๋ยววันหลังชาวบ้านจะไม่เรียกว่าเขาว่า ท่านข้าราชการเสีย แล้วจะให้เขาสู้หน้าชาวบ้านได้อย่างไร เพราะเคยหน้าใหญ่มานาน....แต่ในท่ามกลางคำบ่นของผม ผมก็เห็นสัญญาณที่ดีเกิดขึ้นเหมือนกันนะครับอาจารย์ มีข้าราชการพันธุ์ใหม่ เลือดใหม่บ้างเหมือนกันที่เขาพยายามจะทำอย่างที่อาจารย์ปรารถนา แม้จะฟุตเวอร์คนานหน่อย แต่ก็ยังดีว่าจะได้ออกหมัดบ้าง แม้จะจดๆจ้องๆบ้าง แต่คงจะได้มีหมัดบ้างแหละ และถ้าฟลุคไม่แน่หมัดเด็ดเชียวนะครับอาจารย์
อาจารย์แสวงที่เคารพ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการที่จะทำให้เกิดผลที่ยั่งยืนต่อชุมชนนั้น จะให้ราชการดำเนินการตามระบบเดิมหรือให้ชาวบ้านทำกันเองตามมีตามเกิดคงยากที่เกิดผลใด ๆ
แต่ถ้าให้ทั้งสองฝ่ายทำการวิจัยอิงระบบแต่ไม่ยึดระบบ ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาเชื่อมโยงกันตามศักยภาพที่แต่ละฝ่ายมี
ชาวบ้านต้องไม่ดื้อตาใสพร้อมที่เป็นผู้เรียนไม่ใช่ผู้รับ
ข้าราชการก็ต้องลดฟอร์มและลดการเสียหน้านำความรู้ที่ชาวบ้านยังไม่มีและยังไม่เคยเห็นมาถ่ายทอด ลองผิดลองถูกด้วยกันโดยใช้ KM มาเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
สิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านและชุมชนคงไม่ไกลเกินเอื้อม
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ท่านเล่าฮู ..
จะบอกว่าวิจัยมี3สายใช่ไหมครับ
แล้วสายแบบมาสาย เป็นแม่สายบัวแต่งตัวเก้อนี่สังกัดสายไหนครับ!!
ครูนง ท่านสิงห์ป่าสัก และท่านครูบาครับ
ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าเราติดอะไรกัน
ที่เห็นก็มีแตต่รอให้นักการเมืองสั่งนะครับ
พอเขาไม่สั่งก็เดินไม่ถูก
พอเขาสั่งตามใจเขา (ที่ไม่รู้จริง) ก็ยิ่งเดินไม่ถูกใหญ่
เลยมีแต่สายไปสายมานั่น กระมังครับ
เลยมีแต่สายไปสายมานั่น กระมังครับ
ผมขอแก้เป็น ..
เลยมีแต่ ส่ายไป ส่ายมา ครับ
… ส่าย หาว่า ตำแหน่งที่ดีกว่า ชื่อเสียง เกียรติยศ (จอมปลอม) และผลประโยชน์ ตน ที่มากกว่า อยู่ตรงไหน ก็จะขอหยุดหรือร่อนลงแถวๆนั้น
ไม่ใช่แค่ Action Research ธรรมดานะครับ เห็นอยู่เยอะเลย เขาทำ PAR กันครับ พาจริงๆ พากันไปหาชาวบ้าน แล้วบอกว่ามาร่วมกิจกรรมนี่หน่อย จะได้ถ่ายรูปไว้ แล้วเขาก็เรียกมันว่า “การมีส่วนร่วม” สุดท้ายก็คือร่วมช่วยให้เขาทำวิจัยเสร็จเพื่อเอาไอ้เล่มหนาๆนั้นไปขึ้นหิ้งบูชากันต่อไป ตามประเพณีอันดีงามและสุดแสนขลัง ดังที่ได้สืบทอดกันมา
อาจารย์พินิจครับ
ก็มีส่วนร่วมในการอยู่ในรูปถ่ายแล้วไงครับ จะเอาอะไรหนักหนาครับ (ฮา.....)