GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

หมอใหม่ คนหนึ่ง ทีสร้าง ด้วยความรักมา 25 ปี

น้อยหน่า เติบโตมาจนเป็นหมอได้ไงนี่

 

 ครอบครัวนาญ หน่อย และ นน ทั้ง 3

เอ็นดอร์ฟินหลั่งทั้งอาทิตย์ค่ะ

ลูกสาวหมอรวิวรรณ นน 1 (พ่อ นาญ แม่หน่อย ลูก นน 1 ชื่อน้อยหน่า เหมือน นางเอกแฟนฉันเลย )รับปริญญาค่ะ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากสมเด็จพระเทพ เธอพิ่งรับปริญญาเสร็จไป เดี๋ยวนี้เอง ส่งเธอขึ้นรถเมื่อกี้กลับเชียงรายพร้อมคุณพ่อกับน้องสาว แล้วก็มีเวลามาเล่าแล้วค่ะ

หมอหน่อยเชิญญาติสนิทมาเลี้ยงโต๊ะจีนทั้งหมด 40 คน ในวันเด็ก ที่ผ่านมาเสาร์ที่ 13 มค 1830 -2400น เชิญล้วนแต่ญาติสนิท คนที่ใกล้ตัวจริงๆ เพราะปีนี้ตระกูลเรามีบัณทิต 2 คน อีกคนคือน้องตั้ม ลูกชายของพี่ชายหมอหน่อย ได้ตรีวิศวกรรมแล้ว รับปริญญาโทเศรษฐศาสตร

ทีมจากกทม นำโดยย่าเล็ก(เพราะย่าใหญ่และปู่มาไม่สะดวก)ป้าพัง (ผู้เลี้ยงพ่อมาและส่งพ่อหน่าเรียน) ลุงเชน ป้าป่อง (ผู้ให้กำลังใจและชมนน ทั้ง 3 เสมอ)ป้ายิ้ม(ที่ช่วยทางใจหลานทุกอย่าง แม้แต่ไปเลือกหยิบใบเซียมซีที่ดีๆใหม่มาให้หน่า เพราะสงสารหลานที่เขย่าเอาใบไหนมาอ่านก็ไม่มีโชคเลยสักใบ )

คุณยายอี้ตุ๋ย เจ้รุ้ง บ้านเหล่าซาอี้ เหล่าอี้พัช เหล่าอี้สุดา  ป้าหอม และอีกมากมาย

วางแผนคร่าวๆมาแล้ว ว่าเจ้รุ้ง ลูกพี่สาวคนโตหมอหน่อย  และนน2 น้ำหนับ เป็นพิธีกรหลัก โดยเอาเจ้านน3 (นุกนิก)เป็นพิธีกรช่วย

เราเลือกสถานที่ เอาบรรยากาศ และความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก เลยเป็นภัตตาคาร ศรีประกาศ

พิธีกรหัดใหม่ เอากำลังใจก่อนโดยเชิญหมอหน่อยขึ้น อวยพรก็ได้ เล่าอะไรก็ได้

หมอหน่อยพูดไปว่า

แม่รอลูกคนแรกนานมาก ตอนหลังแต่งงานนั้น ผิดหวังทุกเดือนอยู่เกือบ 2 ปี

พอมีหน่า ดีใจจะตาย แต่คลอดได้ 3 เดือน ก็ทิ้งเธอไว้กับพ่อ แม่ไปเรียนต่อเชียงใหม่

หน่าได้รับการเลี้ยงดูจากคนทั้งโรงพยาบาลอำเภอเทิง ทั้งหมอทั้งพยาบาล เจ้าหน้าที่ทั้งหมด  ลูกแม่เจริญเติบโต โดยการดูแลจากกลุ่มคนที่หวังดีกับหน่ามากมาย

กังวลใจเหมือนกันว่าโตมาจะเรียนหนังสือได้ถึงไหน เพราะเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ เธอพัฒนาการไม่เร็ว เท่าลูกหมอมาตรฐานทั่วไป บางครั้ง บางส่วนจะดูช้าด้วยซ้ำ  แม่ว่าอะไรจะเกิด   เรียนช้า เรียนไม่ได้ ก็ต้องยอมรับละ

ครั้งหนึ่งขณะพี่ๆและเด็กวัยเดียวกันเขาวิ่งขึ้นเนินดินเตี้ยๆที่สวนสัตว์ หน่าซึ่งวิ่งตามมาก็ชะงัก และลงคลาน สี่ตีนขึ้นเนิน ตามเด็กคนอื่นๆไป

แต่หน่าก็ค่อยทำ ค่อยไปแบบช้าแต่มั่นใจ ของหน่าได้ เรียนได้ สอบได้จนกระทั่งจบแพทย์

ต้องยกความดีให้กับพ่อ เพราะมีพ่อเลี้ยงดูอุ้มชู มีคราวหนึ่ง เธอมาอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก   แม่ไปทำงานหรืออยู่เวรสักอย่าง ไม่อยู่บ้าน พ่อก็โทรจากบ้านมาเรียกว่า หน่าปวดท้องมาก แม่รีบมาดูเร็ว มัวแต่ไปดูลูกคนอื่นอยู่นั่นแหละ แม่รีบเร่งภาระที่ทำอยู่ พักใหญ่กลับบ้านพบหน่า นอนหน้าทีวี 2 คนกับพ่อ เปิดพุงให้ และพ่อเอาเท้าลูบท้องนน อยู่ ถามว่าเป็นไง นน1 ก็ตอบว่าค่อยยังชั่วแล้วค่ะ

ลงมาจากเวที นน 1 บอกแม่ว่า อยากร้องไห้จัง

หมอหน่อยก็อยากร้องค่ะ ร้องดีใจเพราะ ได้หมออีกคนที่เห็นมาแต่เล็ก แต่น้อย ค่อยโต จนวันนี้รับปริญญา  อยากถามเหมือนกัน ว่าน้อยหน่า เติบโตจนมาเป็นหมอได้ไงนี่

ขออนุญาติหน่อยนะคะ หมอหน่อยอาจเว่อร์เห่อลูก เพราะเอ็นดอร์ฟินหลั่งเยอะจริงๆ ช่วงอาทิตย์นี้

http://gotoknow.org/file/hanrawi/DSC04075+%28Small%29+%28Custom%29+%282%29.JPG

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 72927
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 12
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (12)

แม่สี่คะ อ่านแล้วน้ำตาซึม อยากไปร่วมแสดงความยินดีกับคุณหมอน้อยหน่า คุณหมอคนแรกของตระกูล (ในรุ่นหลานของอาม่า) ฝากบอกว่าเจ๊รินกับพี่เดี่ยวดีใจ ภูมิใจกับหน่ามาก ๆ นะจ๊ะ

 ไม่รู้ว่าลูกคนแรกเกือบทุกคน คุณแม่จะไม่มีเวลาเลี้ยงเหมือน ๆ กันหรือเปล่านะคะ ....คือ...มันจะมีเหตุการณ์ ความจำเป็นต่าง ๆ ที่เข้ามาทำให้คุณแม่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูกช่วงหนึ่ง....กลายเป็นคุณพ่อได้เลี้ยงเสียเอง ญาติ ๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกัน  ซึ่งก็ทำให้พี่คนโตมี character ที่คล้าย ๆ กันน่ะค่ะ

ตอนนี้ หลาน ๆ ของอาม่า อากง ก็รับปริญญากันไปหลายคนแล้ว ริน หนูตูน รุ้ง ตั้ม หน่า....รินก็ดีใจ ปลื้มใจทุกทีที่น้อง ๆ ได้ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งขั้นของบรรไดชีวิต คิดถึงทุกคนเลยค่ะ

17/01/50 เพิ่งรับปริญญาเมื่อวาน วันนี้ต้องอยู่เวรซะแล้ว T-T  จากเหตุการณ์วันเสาร์ที่ผ่านมา ที่จริงหน่าลืมไปว่าหน่าน่าจะขึ้นไปพูดความในใจกับทุกคนบนเวทีด้วยเพราะการที่หน่าจบได้ปริญญามานี้เกิดได้เพราะทุกๆคน ถ้าหน่าตัวคนเดียวป่านนี้ไม่รู้เตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้ว เริ่มจากแม่ ที่คอยเชียร์ให้เรียนครูมาโดยตลอดเพราะไม่อยากให้ลูกสาวลำบาก การเรียนตอนปี 1 ลำบากยากเย็นแสนเข็ญ ต้องโทรกลับบ้านไปร้องไห้กับแม่แทบทุกวันตอนนั้นไม่มีโทรสับมือถือ จำได้ว่าต้องไปยืนต่อคิวที่ตู้โทรศัพท์ยืนดูเพื่อนคนอื่นร้องไห้ทีละคนๆ เคยมีเพื่อนคนนึงพูดว่า ถ้ามีทุกข์คนแรกที่คิดถึงก็คือแม่ แต่พอมีความสุขทำไมเราดันไปคิดถึงเพื่อนๆ ส่วนพ่อ หน่าจำได้ว่าเคยโทรกลับบ้านมากำลังจะร้องไห้โอดครวญเรื่องใกล้สอบ แต่โดนพ่อดักคอเรื่องความทุกข์ของเด็กที่ออกรายการทีวีที่มีแผลไฟไหม้ทั้งตัวเวลาทำแผลทีร้องกรี๊ดๆ แล้วต้องทำแผลวันละ 2 ครั้ง ตอนนั้นเลยร้องไห้ไม่ออก แล้วจึงเริ่มค่อยๆปลงกับความทุกข์ของตนว่าจริงๆแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับความทุกข์คนอื่นของเรามันแค่เศษเสี้ยวเล็กๆเท่านั้น เวลามีความทุกข์ก่อนสอบหน่าจะยกเรื่องนี้มาคิดเสมอทำให้มีกำลังใจขึ้นมา พอขึ้นปี2หน้าก็ย้ายสำมะโนครัวจากหอมาอยู่บ้านอี๊นิดกับลุงหมอวัฒนา ความเครียดก็มีความอบอุ่นมาแบ่งเบา บางทีทั้งสองคนกลับมาจากคลินิกเหนื่อยๆก็ต้องมาพาหลานคนนี้ออกไปกินข้าวเย็น หรือพาไปกินนมกินบะหมี่เพื่อจะได้มีเวลาพักจากการอ่านหนังสือ ช่วยติวให้ก่อนสอบหาหนังสือดีๆมาให้อ่านมีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟังความเครียดก็ลดลง อ่านหนังสือน้อยลงแต่การเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ จาก2.61-->3.1--> 3.50---> 3.73 บอกใครใครก็ไม่เชื่อ  ส่วนอี๊ตุ๋ย ช่วงเรียนปีหนึ่ง หน่ามีความทุกข์คนเดียวแบกไว้ไม่ไหว ยังแบ่งความทุกข์ไปให้อี๊ตุ๋ยด้วยประมาณ 50 % ตั้งแต่พออี๊ตุ๋ยรู้ว่าหน่าเครียดเพราะเห็นเพื่อนอ่านหนังสือมากกว่า ก็มารับหน่ากลับไปนอนร้านเอกภัณฑ์ พร้อมทั้งเคี่ยวเข็ญเจ๊รุ้งให้ตื่นไปส่งหน่าให้ทัน  เจ๊รุ้งก็เป็นพี่ที่ดีปลุกซัก 5 ทีก็ตื่น พอส่งหน่าตอน 8 โมงเจ๊รุ้งก็ไปนอนต่อที่คณะเพราะตัวเองเรียน 10 โมง พอหน่าเรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่อง อี๊ตุ๋ยก็ขี่มอเตอร์ไซค์พาหน่าซ้อนไปส่งบ้านน้าหนุ่ย แล้วก็นั่งรอนอนรอ จนกว่าหน่าจะติวฟิสิกส์เสร็จซึ่งบางครั้งก็เที่ยงคืน ตี หนึ่ง  ถ้าไม่มีอี๊ตุ๋ยกะน้าหนุ่ยหน่าคงวนเวียนอยู่แถวปี 1 เพราะคงติด F ฟิสิกส์ไปแล้ว อี๊ต๋ยจะพูดให้กำลังใจเสมอเวลาที่ท้อ ว่า ชีวิตตอนนี้หน่าอาจจะเห็นว่ามันลำบาก แต่ลองมองไปในอนาคตชีวิตก็จะสบายขึ้นการงานการเงินจะมั่นคง ตอนนั้นคิดในใจว่าคงตายก่อน กว่าจะถึงวันนั้น แต่แล้ววันนั้นก็เป็นวันนี้ วันที่เรียนจบ หน้าที่การงานการเงินมั่นคงจริงๆค่ะ แต่สบายขึ้นนี่ ไม่จริงเท่าไร ชินซะมากกว่า   มีอีกหลายๆคนที่คอยเป็นกำลังใจให้หน่าเสมอมา หน่าภูมิใจมากที่ทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง สุดท้ายนี้ขอยืมคำพูดอี๊ต๋ยที่เคยพูดหลังส่งตัวเจ๊รินเข้าเรือนหอมาพูดอีกครั้งว่า เกิดชาติหน้าขอให้ได้มาเป็นญาติพี่น้องกันอีกนะคะ  

ต้องปลุก ตั้ง 5 ครั้งเหรอ กว่าชั้นจะตื่น ไม่จิงมั้ง หุหุหุ ทำไมเขียนกันยาวจัง ชั้นเลยเซ๊งเลยไม่มีไรเล่า แต่อยากบอกว่าวันนั้นร้องเกะมันมาก ไว้มีเวลาไปกันอีกดีกว่า ^0^

ขอบใจมากจ๊ะ  ลูกๆทั้ง 3

<___>

เจ้รุ้งๆ ฟ้าไปด้วยๆ ไปร้องด้วยๆ คราวที่แล้วตอนเจ้รินกลับมา สัญญาว่าจะพาไปก็ไม่พาไป แง่ว

เสียดายยย ฟ้าก็ไม่ได้ไปอ่าค่ะ แต่ว่าพ่อกับแม่ก็เล่าให้ฟังอยุ่เหมือนกัน

มีพี่เดือนละก้อพี่เอ้ดไปด้วยๆๆๆ

** เจ้หน่าเก่งสุดๆไปเรย ติวฟิสิกส์กับพ่อได้ไง ฟ้าแค่วิทย์ง่ายๆ ติวกับพ่อยังหลับเลยค่ะ

ไว้ฟ้ากลับแล้ว

ไปเกะที่เชียงราย

แม่หน่อยจะเลี้ยงค่า

ทุกคนเลย เลี้ยงเจ้รุ้งที่ได้งานใหม่ ดีก่าเดิม

เลี้ยงรับฟ้า ที่กับมาจากเมกา

เลี้ยงน้ำใบบัวบก พีหนับ ช้ำใน และเจ้านิก ช้ำนอก

พี่หน่าที่มาจากพาน และย่า นางฟ้าตัวจริงที่มาจากเมืองจีน

เย้ เย้ๆ

ขอบคุณครอบครัวใหญ่ที่แสนอบอุ่นครอบครัวนี้นะคะ คุณหมอหน่อย อ่านทั้งบันทึกและความเห็นก็เข้าใจได้เลยว่า ความรักความเข้าใจของทุกๆคนที่มีต่อกันและกันมีพลังที่หล่อหลอมให้บุคคลในครอบครัวนี้เป็นบุคลากรคุณภาพของสังคมต่อๆไปได้ดีขนาดไหน

ขอแสดงความยินดีกับคุณหมอหน่าย้อนหลังไกลหน่อยนะคะ แต่ที่แน่ๆคือรู้ว่าคุณหมอหน่าคงซึมซับความเป็น"หมอใจพระ"มาจากคุณแม่หมอหน่อยอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน ขอให้มีความสุขกับสิ่งดีๆแต่ลำบากเหนื่อยยากที่ทำอยู่นะคะ มีคนชื่นชมอยู่มากมายค่ะ แม้เขาจะไม่ได้ออกมาส่งเสียงบอกเราดังๆ

ขอบคุณค่ะ อ โอ๋ ชมทั้งตระกูล พยายามจะทำดีนะค่ะ

นึกถึงที่อ ประเสริฐ ว่า คุณค่าและความดี เป็นสิ่งติดต่อได้ ถ้าเราได้ใกล้ชิดคนที่มีความดี มีคุณค่าเราก็จะติดมาง่ายๆ

โชคดีและเป็นมงคลแก่ชีวิตที่ได้พบพานคนดี คนมีคุณค่า เยอะ

ยิ่งมาเจอสังคม G2K  เจอ เช่น อโอ๋ (คุณค่าของจริง)ผู้มากยิ่งด้วยความรักและปรารถนาดี 

ยิ่งยอดเลย

ขำเล็กๆ ตอนอ่านที่อ โอ๋ เขียนว่า หมอใจพระ

เพราะนึกถึงครั้งหนึ่งที่รูมเมทแซวว่า

แม่เนี่ยแม่พระ เลย (ออกเสียงมีร เรือ)

เราก็ยิ้มกว่าง

 เขายิ้มกว้างมากกว่าเราอีก

แล้วชมต่อว่า แม่พะโล้ไง

สวัสดีครับพี่หมอ

  • สบายดีไหมครับ
  • เขามาเพราะเห็นพอดีใน g2k monitor ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ
  • อ่านแล้วสัมผัสถึงความสุขของคนเป็นแม่ ของผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่เลยนะครับ
  • เป็นทั้งหมอ ทั้งครู ทั้งแม่ และทุกๆ สิ่งเลยนะครับ
  • มีความสุขตลอดเส้นทางสายอาชีพนี้นะครับ
  • ขอบคุณมากครับ

คิดถึงคุณเม้ง ตั้งแต่เมื่อวานค่ะ

เพราะศูนย์แพทย์เชียงราย กำลังจัดประชุมร่วมกับ ม นเรศวร และ ม เดรสเดนที่เชียงแสนค่ะ

 มีหมอชาวเยอรมันมา 7 คน

ประชุมกับคนเยอรมันก็เลยพลอยคิดไปถึงคุณเม้ง คนดีที่บอกว่าเป็นหนี้ประเทศชาติ  ที่อยู่เยอรมัน

ดีนะคะ เพราะทำให้คนอื่นๆพลอยรู้สึกไปด้วย

ชาติได้ลูกหนี้อีกจมเลยค่ะ

สวัสดีครับพี่หมอ

ขอบคุณมากครับ คิดถึงพี่หมอเหมือนกันครับ เพราะไม่ได้เข้ามาทักทายนานครับ

ดีจังครับผม ที่มีการเชื่อมกันประชุม หรือทำงาน หรือวิจัย หรือเชื่อมโยงเครือข่ายครับ...

ทำให้ผมคิดถึงพระราชบิดาขึ้นมาเต็มๆ เลยหล่ะครับ จินตนาการที่ท่านทรงศึกษาในตอนนั้นที่นี่ครับ

แล้วกลับมามองย้อนตัวเองแล้ว สลัดหนี้นี้ไม่หมดเลยหล่ะครับ

มีความสุขใจ ในการทำงานเพื่อมวลชนต่อไปครับ 

น้องเม้งคะ

คุณมี  Mental stage  Mental capacity  และ Mental Quality  ที่ ดีทั้งสามอย่าง แต่มีสูงมากเลย ที่ Mental Quality  

ลองอ่านที่อ ประเสริฐ พูดเรื่องนี้ ที่นี่ นะ

ชื่นชม และนับถือค่ะ