ผมได้รับโอกาสดีๆ ในการเรียนรู้ KM ... นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้งที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้ (KM) กับสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ตลอดระยะเวลา 3 เดือนทำให้ผมได้รับความอบอุ่นกับบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตร มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และจะได้นำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนางานต่อไป  

ได้อะไร? จากความคาดหวัง  ขอเรียนอย่างนี้ครับว่าในการเรียนรู้ KM ณ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส) นับเป็น KM ฉบับประเทศไทยอย่างแท้จริง จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีชีวิตชีวา สามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี

 KM เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นอย่างไร?   ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า...ตราบใดที่เรายังทำงานเราต้องพัฒนางานหรืออาชีพของเราให้อยู่ได้หรือดีขึ้นเราก็ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการพัฒนานั้นเราต้องมีการเรียนรู้ และการเรียนรู้ โดยนำ KM ไปใช้เป็นเครื่องมือในในการพัฒนาตามกระบวนการ KM สคส. เราจะเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Share & Learn) ผ่านกระบวนการสนทนาอย่างสุนทรียะ (Dialogue) โดยเน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ดีๆ และประสบผลสำเร็จมาแล้วซึ่งเป็นความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) อยู่ในตัวบุคคล มากกว่าความรู้ที่อยู่ในรูปของเอกสาร (Explicit  knowledge) สำหรับคนฟังก็ต้องเป็นคนฟังที่ดี ฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) (เป็นการฟังเสมือนหนึ่งที่เราอยู่ในเหตุการณ์ของเรื่องเล่านั้นด้วย)  แล้วจึงนำสู่การปฏิบัติ หลังปฏิบัติก็นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  (AAR) เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ดี และผิดพลาดเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป นับเป็นการเรียนรู้แบบย้ำคิดย้ำทำนั่นเอง 

KM สร้างคุณค่าให้กับตน และสังคม... ในการทำ KM นับเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีพลัง  ดังนั้นเมื่อเราได้ทำ KM  ก็จะทำให้เราเป็นผู้รู้ และผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ นอกจากเราจะได้องค์ความรู้แล้ว ยังได้พันธมิตร และเครือข่าย อันจะส่งผลให้งานเรามีประสิทธิภาพ สุดท้ายก็จะขยายผลสู่สังคมเอื้ออาทร และสมานฉันท์  

จะนำไปใช้อย่างไร? การเรียนรู้ 3 เดือนที่ผ่านมาทำให้ผมมีความเข้มแข็ง มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้จากการ Capture ณ สคส. งานมหกรรมการจัดการความรู้ฯ การจัดกระบวนการ KM ทั้งภาคราชการ ชุมชน และในเวทีภาคีต่างๆ ไปใช้ในการจัดการความรู้งานวิจัยในคณะบริหารศาสตร์ การพัฒนาบุคลากรในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และการทำวิทยานิพนธ์ เรื่องเกษตรกรรมแบบประณีต ณ พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กับท่านครูบาสุทธินันท์  ปรัชญพฤทธิ์ พ่อคำเดื่อง   ภาษี โดยมี ผศ.ดร.แสวง   รวยสูงเนิน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะสามารถพัฒนากระบวนการการนำ KM ไปปรับใช้กับบริบทของตนเองได้  

หากท่านสนใจอยากจะได้รับโอกาสดีๆ เหมือนผมจะทำอย่างไร? ดีมากเลยครับหากท่านสนใจจริง (ต้องย้ำคำว่าสนใจจริงนะครับเพราะที่ สคส. ต้องการคนจริงใจเท่านั้น) เพียงท่านติดต่อไปที่ คุณฉันทลักษณ์   อาจหาญ (คุณจ๋า) [email protected] [email protected]ท่าเทียมเพราะท่าน ศ.นพ.วิจารณ์   พาณิช ท่านให้โอกาสกับทุกคนเสมอหากมีความตั้งใจจริงในการที่จะนำ KM ไปใช้ในหน่วยงานของตน  

ขอบคุณอย่างสุดซึ้ง...   ท้ายที่สุดนี้ผมต้องขอขอบพระคุณท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์   พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่กรุณาให้โอกาสผม ให้โอกาสมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มาเรียนรู้เรื่อง KM ในครั้งนี้ นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างแรงบันดาลใจ ในกระบวนคิด กระบวนการทำงานอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบให้เกิดขึ้นในตัวผมตลอดเวลา ท่านอาจารย์ดร.ประพนธ์   ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ คุณอุรพิณ   ชูเกาะทวด Buddy ที่แสนดี  ตลอดทั้งทีมงาน สคส. ทุกคนที่มีน้ำใจ มีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อผมมาโดยตลอดระยะเวลา 3 เดือน ผมจะขอใช้เวลาที่เหลือของชีวิตในการสร้างความดีต่อสังคมเป็นการตอบแทนต่อไปครับ...    

ขอบคุณครับ

อุทัย   อันพิมพ์

16 มกราคม 2550