ได้บทสรุปตามคำกล่าวโบราณนี้ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการจัดการกับรถ ที่ไปทำสี ไปติดฟิลม์ เช็คเครื่อง เข้าๆออกๆอู่มาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน

ผ่านอารมณ์หงุดหงิด กังวล ต่อรอง สงสัย มาหลายครั้ง

ไม่ว่าจะ ตกลงทำสี แล้วทางอู่ทำผิดด้าน คือ ตกลงทำกระโปรงหลัง อู่ก็ไปทำกระโปรงหน้า ประตูหลังซ้าย ก็ไม่ทำประตูหลังขวา ฯลฯ ติดฟิลม์แล้วฟิลม์มีรอยย่น ขับรถไปก็เวียนหัวไป เอากลับไปติดใหม่สองรอบสามรอบ ต่อมาแก้เรื่องทำสีเสร็จก็ปรากฎว่าเปิดประตูรถไม่ได้ ไฟท้ายไม่ออก ฯลฯ เรียกว่าทำเรื่องหนึ่งได้อีกเรื่องเป็นของแถม จะเปลี่ยนอู่ก็อยากให้เขาแก้งานให้เสร็จก่อน

ทุกครั้งที่ไปติดต่ออู่เพื่อแจ้งเรื่องว่างานบกพร่อง เป็นภาวะเครียดใช้ได้ทีเดียว แปลกจริงๆ ทั้งๆที่ไม่ใช่คนผิด ยิ่งเห็นปฏิกริยาของพนักงานเหมือนว่าแก้ตัวแต่ละครั้งก็ยิ่งเครียด พอขับรถเข้าอู่ ช่างก็ว่ามาอีกล่ะ เอาไปเอามาเครียดทั้งสองฝ่าย  เป็นความวุ่นวายพิลึกที่ไม่รู้จบ

กลับมาคิดทบทวนใหม่ ก็คิดว่าใครๆเขาก็คงไม่อยากรู้สึกว่าถูกตำหนิมั้ง เวลาไปบอกว่ามีบกพร่องเขาก็เลยแก้ตัวไปหมด และวิธีที่ไปบอกก็ไปถึงก็บอกเขาไปเลยว่ามีปัญหา ..คนเขาเลยไม่อยากฟังตั้งแต่ต้น และแก้งานเสร็จก็คิดตังค์ทุกคราว

ก็ว่าไม่ได้การณ์ เพราะความบกพร่องต้องแก้ไขจากตัวเองก่อน ทั้งวิธีการที่ไปบอกเขานั่นแหล่ะ หนำซ้ำยังไปอวดรู้ดีกว่าช่างเสียด้วย

ก็เลยเปลี่ยนวิธีการ คือไปที่อู่แล้ว บอกเขาว่า ที่ทำรถไปครั้งก่อนพอขับรถแล้วเจอสภาพอย่างนี้ๆๆ ขอปรึกษาช่างด้วยว่าพอจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

ก็พบว่าผลเปลี่ยน ช่างก็มาช่วยแก้ไขให้ วิเคราะห์ให้เสร็จว่าเป็นความบกพร่องของเขาในการทำคราวก่อนอย่างไร และไม่คิดตังค์ค่าทำ

การเปลี่ยนวิธีการให้อำนาจในการคิดและวิเคราะห์แก่ช่าง ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจที่ได้คิดแก้ไขปัญหาตามความรู้ความสามารถของตัวเอง ไม่รู้สึกว่าเจ้าของรถมีอำนาจเหนือเขา 

 นี่แหล่ะ คือที่มาของบทสรุปว่า อยากจะได้สิ่งใดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดั่งใจจง