นาย(4)

อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ปี 2531 มีถนนลาดยางตลอด แต่ยังไกลจากตัวจังหวัด 230 กม. มีรถบัสวิ่งวันละ 4 เที่ยว ผมเป็นศึกษาธิการอำเภอ ระดับ 6 แต่งตั้งใหม่ นัดหมายกับคนเก่าว่าจะรอขึ้นไปรับมอบงานพร้อมกัน ท่านเขียนจดหมายไปหาผมว่าจะรอที่ สนง.ศธจ. มี ปล. หลังซองว่า “พี่มีของดีจะให้ พี่ถูกรถสิบล้อชน ไม่เป็นอะไรเลย” ผมไปถึงช้า ท่านไปก่อนแล้วราวครึ่งชั่วโมง รถบัสเก่า ๆ แต่แรงดีควบขึ้นเขาลงเขาคนขับบอกว่าราว 6 ชั่วโมงถึง ผมเห็นคนจีนวัย 50 ปีเศษคุยเสียงดังกับคนขับ แต่งกายดี ก็คาดว่าคงเป็นพี่หวัด คนที่นัดหมายจะไปมอบงานกัน รถแวะจอดให้กินข้าวที่ทองผาภูมิ จึงได้ทักทาย ท่านคุยเก่งมีเรื่องแนะนำผมหลายเรื่อง จากทองผาภูมิเหลือระยะทาง 72 กม. แต่เป็นทางขึ้นเขา ลงเขา โค้งอันตรายมากมาย ทุกโค้งพี่หวัดจะยกมือไหว้ ถึงตัวอำเภอสังขละบุรี เย็นมากแล้ว บรรยากาศเหมือนสวิสเซอร์แลนด์ ผมถามพี่หวัดว่าเคยนับไหมว่าถนนนี้มีกี่โค้ง พี่หวัดรีบตอบว่า มีมากกว่า 100 โค้ง

บ้านพักข้าราชการอำเภอนี้เป็นแบบชั้นเดียวทันสมัย แบบเดียวกันหมด เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตสร้างทดแทนอาคารเดิมที่จมน้ำหลังสร้างเขื่อน บ้านพักศึกษาธิการอำเภอ อยู่แถวแรกหลังที่สอง ติดกับ สรรพสามิตอำเภอ แต่ถูกปิดมานานเพราะพี่หวัดลงไปช่วยราชการที่จังหวัด ปล่อยผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่สองคน ในตัวบ้านมีหยากไย่ ราวลวดตากผ้า แขนเสื้อกล้ามไว้หลายตัว แต่ชายเสื้อด้านล่างถูกกรีดเป็นริ้วรอบตัว ห้องครัวมีแกลลอนราว 20 ลูก รถเครื่องซูซูกิ A100 ประจำตำแหน่งถูกล่ามโซ่ไว้ ติดกุญแจอีกชั้นหนึ่ง ก็เข้าใจได้ถึงความรอบคอบระมัดระวังของหลวง แต่ที่สงสัยคือเสื้อกล้ามกับแกลลอน พี่หวัดอธิบายว่ามาอยู่ชายแดนมีคนร้ายมากมาย ไม่รู้จะเป็นจะตายวันไหน พี่กรีดเสื้อกล้ามเผื่อตายแล้วโดนตัดหัวไป เพื่อให้เมียจำศพได้ รอบคอบมาก ส่วนแกลลอนพี่หวัดบอกว่า อยู่อำเภอนี้นายอำเภอมอบให้นำแขกไปเที่ยวในเขื่อนบ่อย เสื้อชูชีพมันอยู่ได้ไม่นานก็อาจจมน้ำ แต่ใช้แกลลอน 4 ลูกผูกที่เอวกี่วันก็ไม่จม เรื่องนี้ก็จริงอีก ถามถึงการเบิกจ่ายเงินเดือนให้ครู ซึ่งมีโรงเรียนมัธยมอยู่โรงเดียว นอกนั้นเป็นเงินเดือนในสำนักงาน 3 คน เงินกรม กศน. และเงินพระ พี่หวัดบอกว่า น้องสบายใจได้ ที่นี่ไม่มีธนาคาร แต่พี่ไปตกลงกับไปรษณีย์ไว้แล้ว ทุกวันสิ้นเดือน พอรับเงินเดือนที่จังหวัดเสร็จก็นำไปฝากธนาณัติที่ไปรษณีย์กาญจนบุรี เขายอมให้เราถือธนาณัติไปขึ้นเงินที่ไปรษณีย์สังขละบุรีได้เลย สุดยอดนวัตกรรมจริง ๆ

พี่หวัดอยู่เป็นเพื่อนผมหลายวันกว่าจะกลับ เพราะท่านก็ย้ายไปอ่างทอง เล่าเส้นทางราชการให้ฟังทุกคืน ท่านว่านายรักเหมือนเสือ กอด นายชังเหมือนไฟไหม้ ท่านเคยเป็นศึกษาธิการอำเภอเกาะยาว พังงา หลายปี ขอย้ายขึ้นบกอำเภอไหนก็ได้ นายย้ายให้ไปน้ำหนาว เพชรบูรณ์ ขอย้ายลงภาคกลาง อำเภอไหนก็ได้ นายย้ายให้ลงสังขละบุรี ครับสังขละบุรีอยู่ภาคกลาง ไกลจากกาญจนบุรี พอกับกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ เป็นดินแดนที่เงียบมาก ปลัดกระทรวงท่านหนึ่งเคยถามผมว่า มันเงียบขนาดไหน ผมตอบหน้าตาเฉย ดวงอาทิตย์ตกยังได้ยินครับ พี่หวัดจึงระวังมากเรื่องถูกนายแกล้ง เช่น เวลาเขียนคำร้องขอย้ายจะสำเนาส่งหลายคนหลายที่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี เพื่อเป็นสักขีพยาน กระดาษถ้ามีหลายแผ่นต้องใช้กาวมาแปะต่อกันเป็นหางว่าว กันเรื่องหายบางแผ่น เรื่องสุดท้ายท่านเล่าว่า ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาเยี่ยมชอบให้พาไปที่พระเจดีย์สามองค์ เพราะมีภาษิตกะเหรี่ยงบอกว่า มาสังขละบุรีไม่เห็นเจดีย์สามองค์ถือว่าไม่ถึง แต่ถ้าใครไปแล้วไปอีกถือว่าโง่ พี่หวัดจะมีบันทึกให้คนขับรถรับรองไว้ในสมุดว่า “วันนี้นาย……. ศึกษาธิการจังหวัด..มาเยี่ยม ศึกษาธิการอำเภอพาไปพระเจดีย์สามองค์ ศึกษาธิการจังหวัดเดินเข้าไปในตลาดฝั่งประเทศพม่า ศึกษาธิการอำเภอกับคนขับรถรออยู่ฝั่งไทย” พี่หวัดบอกว่าถ้าเขาแกล้งพี่อีกจะฟ้องว่าออกนอกประเทศไม่ขออนุญาต ตั้งแต่พบกันจนลากลับพี่หวัดไม่ได้พูดถึง ปล. ของดีที่จะให้ผมเลย สงสัยจะเป็นเคล็ดวิชาที่เล่าให้ฟังมา 3-4 คืน แค่นี้ก็คุ้มครองผมได้แล้วครับ