พระราชกรณียกิจนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยโครงการที่ทรง "อุดช่องว่าง" ของความลำบาก ทรงเลือกที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารเพียงใด ไม่ถูกลืมไว้ข้างหลัง

ทำดีแบบไม่ตะโกน

          เมื่อหลายเดือนก่อน อ่านบทความของคุณณัฎฐ์ มงคลนาวิน ในเฟสบุ๊ค จากนั้นได้คัดลอกเก็บไว้ ได้กลับมาอ่านอีกหลายครั้ง ด้วยความซาบซึ้งและภาคภูมิใจยิ่งนัก 

          ภูมิใจที่พำนักอาศัยในท้องถิ่นเลาขวัญและมีโอกาสสืบสานรักษาต่อยอด 

          คุณณัฎฐ์ มงคลนาวิน ตำแหน่งปัจจุบันของท่าน คือ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม 

          ท่านขึ้นต้นบทความไว้ว่า......

          ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน หากใครพูดถึง อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ภาพจำที่ทุกคนมีคือดินที่แตกระแหง ฝุ่นควัน และความแห้งแล้งที่รุนแรงจนได้รับฉายาว่า "อีสานภาคกลาง" เกษตรกรที่นี่ต้องเจอกับวงจรหนี้สิน เพราะปลูกอะไรก็ตายหมด น้ำกินน้ำใช้ต้องรอรถบรรทุกมาแจกจ่ายไปวันๆ....

          ผมมาทันได้เห็นภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ที่ผู้คนมักจะพูดคุยกันให้ได้ยินเสมอว่าที่เลาขวัญทำนาปีละ ๓ ครั้ง ฟังแล้วก็ดีใจ แต่พอฟังไปจนจบจึงพบว่า ผลผลิตไม่ได้เลยสักครั้งเดียว

          จึงเป็นอำเภอชายขอบที่ห่างไกล กันดาร ที่ไม่ค่อยจะมีใครแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือน แม้แต่ส่วนราชการ วันเสาร์-อาทิตย์ ถนนหนทาง ร้านค้า เงียบสงบไร้เสียงและสีสันใดๆ

          ๑๐ ปีต่อมา เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนเข้มแข็งขึ้น จึงเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่วันที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด และนับเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ที่ทุกคนจดจำมิรู้ลืม

          ในท่ามกลางความสิ้นหวัง มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจอย่างเงียบๆ พวกเขาไม่ได้มาแค่จดบันทึก แต่มาพร้อมกับพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐   

           พระองค์ทรงทราบถึงความลำบากนี้ ผ่านรายงานขององคมนตรี พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า "น้ำคือชีวิต และคนเลาขวัญต้องมีน้ำใช้ตลอดปี"

          แทนที่จะรอโครงการงบประมาณประจำปีที่อาจใช้เวลานาน พระองค์ทรงรับเป็น "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ทันที ทรงส่งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำบาดาลลงพื้นที่

           ขุดเจาะลงไปใต้ดินลึกกว่าร้อยเมตรเพื่อหาแหล่งน้ำมหาศาลที่ซ่อนอยู่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ "ระบบจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่" ที่ส่งน้ำผ่านท่อตรงถึงบ้านเรือนและไร่นาของประชาชน

          การลงมือทำที่ยิ่งใหญ่กว่าคำพูด...จึงตราตรึงอยู่ในหัวใจของพสกนิกร

          ในตอนท้ายของบทความ คุณณัฎฐ์ มงคลนาวิน บอกว่า” วันนี้เลาขวัญไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ​จากผืนดินที่แห้งแล้ง กลายเป็นไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง และพืชผักสวนครัวที่เขียวขจี”

​        จากความท้อแท้สิ้นหวัง กลายเป็นรอยยิ้มของชาวบ้าน ที่ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดจากก๊อกน้ำในบ้านตัวเอง บังเกิดความสมบูรณ์พูนสุขในครัวเรือนและชุมชน เป็นผลิตผลเชิงประจักษ์นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา

         ความจริงที่น่าประทับใจ ชาวบ้านหลายคนอาจไม่เคยเห็นภาพข่าวการมอบโครงการนี้อย่างใหญ่โตทางทีวี แต่พวกเขาสัมผัสได้ถึง "ความรัก" ผ่านหยดน้ำที่ไหลออกมาทุกวัน                                                                                                               ​                        

          นี่คือความหมายที่แท้จริงของการทำงานแบบ "ปิดทองหลังพระ" ที่เน้นให้ประชาชนมีกินมีใช้ มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์

          พระราชกรณียกิจนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยโครงการที่ทรง "อุดช่องว่าง" ของความลำบาก ทรงเลือกที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารเพียงใด ไม่ถูกลืมไว้ข้างหลัง

          สุดท้าย..ผู้เขียนบทความ ถามผู้อ่านว่า.. ​"คุณเคยเห็นโครงการพระราชดำริใกล้บ้านของ ร.๑๐ ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชนบ้างไหม? ลองแชร์เรื่องราวประทับใจกันได้ครับ"

          ผมในฐานะบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต ๔  มีความประทับใจในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา : โครงการพระราชดำริที่ผมใกล้ชิดที่สุด    

          ณ ร.ร.บ้านหนองสาหร่าย ร.ร.บ้านห้วยหวาย ร.ร.บ้านหนองปลาไหล และ ร.ร.บ้านทุ่งโป่ง เป็นร.ร.ที่สร้างคนดีให้แก่ชุมชนและบ้านเมือง ด้วยการปลูกฝังคุณธรรมและยกระดับการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

          หลายคนเข้าใจและเข้าถึงซึ่งโครงการนี้ ว่าสร้างโอกาสทางการศึกษา: ส่งเสริมและสนับสนุนเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ให้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพได้

          ผมจึงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๘  พฤษภาคม  ๒๕๖๙

www.gotoknow.org/posts/700666