วิถีแห่งข้า (My Way)
ปราชญ์โบราณขงจื๊อเคยกล่าววาจาไว้เนิ่นนานปี
“แม้นมาดปรารถนาความสุขสามชั่วยาม จงตั้งวงร่ำสุรา
ปรารถนาความสุขสามทิวา จงท่องไปในแผ่นดินกว้าง
ปรารถนาความสุขสามสัปดาห์ จงจัดหาอาภรณ์ใหม่
ปรารถนาความสุขสามเดือน จงแต่งงานมีคู่ครอง
ปรารถนาความสุขสามปี จงปลูกสร้างคฤหาสน์
แต่หากมาดหมายความสุขชั่วชีวิต… จงปลูกฝังพฤกษา”
ข้าพเจ้าผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนานขอกล่าวเสริมสืบต่อ หากผู้ใดไร้ความปรารถนาในความสุขแม้เพียงวันเดียว… จงก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา’ เถิด!
ในใจข้าพเจ้าพลันเกิดความกังขา ยามนั้นราชสำนักจักต้องสูญเสีย ‘ศึกษาธิการจังหวัด’ ผู้ปรีชาไป เพื่อแลกกับ ‘ผู้อำนวยการเขต’ ที่ไร้ฝีมือผู้หนึ่งกระนั้นหรือ? พลันสะท้อนคิดถึงถ้อยคำอันลึกล้ำของท่านปลัดบรรจง ชูสกุลชาติ ยามที่ข้าพเจ้ากราบลาเพื่อไปรั้งตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดชุมพร ท่านเล่าว่า ยามท่านก้าวเข้าสู่กรมอาชีวศึกษา เหล่าศิษย์ผู้มีฝีมือเชิงช่างต่างมองท่านด้วยสายตาหยามหยัน สบประมาทว่าผู้มิได้จบเพลงดาบเชิงช่างจักปกครองผู้คนได้อย่างไร? ท่านปลัดประกาศก้องให้สะท้านทั่วแผ่นดินว่า “ข้าพเจ้าก็เป็นช่างเช่นกัน!” ยามเมื่อมีคนถามเซ้าซี้ว่าเป็นช่างแขนงใด ท่านจึงตวาดตอบอย่างผ่าเผยว่า… “ช่างแม่ง!”
กระบี่แรกที่ต้องร่ายรำคือการรวบรวมผู้คนจากสำนักที่แตกสลายให้เป็นปึกแผ่น ยามที่ข้าพเจ้าไปเยือนสำนักงานเขต 1 ซึ่งมีโองการให้ใช้ที่ทำการของกองประถมศึกษาจังหวัด ข้าพเจ้าก็หยั่งรู้ได้ทันทีว่าศึกนี้ต้องใช้เวลาขับเคี่ยวเนิ่นนาน หลายคนรู้สึกราวกับตนเองตกเป็นเมืองขึ้น หลายคนลอบมากระซิบกระซาบว่า “ท่านมาก็ดีแล้ว” ยามนั้นไม่มีเวลาให้คิดอ่านสิ่งใดมาก ความกดดันแผ่ซ่านทั่วร่าง สิ้นเดือนทำอย่างไรเงินเดือนของเหล่าครูบาอาจารย์ทั่วทั้งจังหวัดจึงจักออกครบครัน? เพราะเขต 1 ต้องแบกรับภาระเบิกจ่ายแทนเขต 2 ด้วย ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจใช้อำนาจเด็ดขาด โยกย้ายกองกำลังคลังและสินทรัพย์มาไว้ยังศูนย์ราชการจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของคลังจังหวัด เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดแม้กึ่งกระเบียดนิ้ว พร้อมจัดสรรอาคาร สปอ.เมืองชุมพร ให้เป็นที่พำนักของอดีตยอดฝีมือระดับอำเภอ จนผู้คนขนานนามสถานที่แห่งนั้นว่า “ศูนย์มณีลอย”
ข้าพเจ้าสลายความระแวงด้วยการแบ่งสรรงานให้รองผอ.เขต ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด ผู้ช่วยผอ.ประถมศึกษาจังหวัด และผู้ช่วยสามัญศึกษาจังหวัด ให้ดูแลงานในขอบข่ายเดิมไปก่อน ผู้ใดนิยมเคี้ยวหมากพลูก็มิได้ห้ามปราม ความสงบราบคาบจึงหวนคืนมา ข้าพเจ้าแบ่งเวลาพาร่างออกตรวจตราตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง ดั่งเคล็ดวิชาที่ว่า “แม้สถิตอยู่ในที่สูงเพียงใด แต่สองเท้าต้องเหยียบยืนอยู่บนพสุธา จึงจักปลอดภัย”
เริ่มจากโรงเรียนอันทุรกันดารในเขตท่าแซะ ชนชาวท่าแซะมักถูกหัวร่อเยาะว่าเป็น ‘ผู้กลืนกินสบู่’ แต่ชนชาวท่าแซะผู้อยู่ต้นน้ำกลับย้อนถามอย่างคมคายว่า “พวกข้าพเจ้ากลืนกินสบู่เพียงครั้งเดียว แต่ยามที่พวกข้าพเจ้าอาบน้ำและปลดทุกข์ลงในลำธาร กระแสน้ำนั้นย่อมไหลบ่าลงไปสู่เบื้องล่าง ชนชาวตลาดชุมพรกลืนกินสิ่งใดเข้าไป เล็งดูเถิด!” ข้าพเจ้าสลับสับเปลี่ยนไปตรวจตราทั้งปะทิวและเมืองชุมพร มิได้ขาด
มนุษย์เราย่อมหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง นี่เป็นสัจธรรมที่ผู้คนเรียนรู้เพื่อใช้สอบมาเนิ่นนาน แต่อยากเทียบบัญญัติบนแผ่นกระดาษกับการลงมือจริง แม้กฎหมายอาญาสิทธิ์จักมอบอำนาจให้เขตบริหารงานบุคคลได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ในการพิจารณาความดีความชอบ ข้าพเจ้ายอดฝีมือยังคงยึดเอาพื้นที่และสังกัดเดิมเป็นปราการขวางกั้น ปันส่วนในกองเดิม การโยกย้ายกระทำในสังกัดเดิม ยามที่ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กคิดอ่านวิ่งเต้นหมายจักก้าวสู่โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ ข้าพเจ้ามักเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง
ข้าพเจ้าถามพวกเขาว่า “ท่านเคยไปเยือนอำเภอระโนด จังหวัดสงขลาหรือไม่?” หากตอบว่าไม่เคย ข้าพเจ้าจะถามสืบต่อ “แล้วเพชรบุรีเล่า เคยไปหรือไม่? ที่นั่นมีพฤกษาใดมากที่สุด?” ยามที่พวกเขาตอบว่า “ต้นตาล” ข้าพเจ้าจึงรุกคืบ “ยามรุ่งอรุณ มีผู้คนปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนยอดตาล พวกเขาขึ้นไปเพื่อเหตุใด?” เมื่อพวกเขาตอบว่า “ขึ้นไปปาดและเก็บน้ำตาล” ข้าพเจ้าจึงสรุปความอย่างทรงพลังว่า… “ถูกต้องแล้ว! เขาขึ้นไปเพื่อเก็บน้ำตาล มิใช่ขึ้นไปนั่งรอปล้นเครื่องบิน!”
เรื่องราวทั้งมวลนับแต่ก้าวเข้าสู่เขตพื้นที่การศึกษา ข้าพเจ้าได้สลักจารึกไว้อย่างละเอียดยิบในลักษณ์อักษรที่ GoToKnow มันคือวิถีแห่งบุรุษผู้กรำงาน (Working man) ชีวิตจริงอันเรียบง่าย ทว่าชีวิตงานกลับสลับซับซ้อนท้าทาย ข้าพเจ้าคบหาผู้คนทุกชนชั้น หากแต่เลือกคบหาเป็นเรื่องราวไป มิสร้างความลบล้างเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น ยามเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอันยิ่งใหญ่ ก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ เสพสุขในความสันโดษ ดั่งบทเพลงที่ขับขานว่า “พี่พอแล้ว”
ข้าพเจ้าขอกล่าววาจาขอบคุณต่อมิตรสหายในยุทธจักรที่ติดตามอ่าน “วิถีแห่งข้า” (My Way) ที่เขียนไว้เพื่อกันลืม ด้วยเกรงว่าวันหนึ่งจักกลายเป็นดั่ง ‘ตาเหมือน’ และ ‘ยายหมา’ วันหนึ่งสองผู้เฒ่าเดินท่องไพรเพื่อเก็บหน่อไม้ ตาเหมือนเดินนำหน้า ยายหมาเดินตามหลัง พลันยายหมาหวีดร้องเสียงหลง “โอย! แตนต่อย!” ก่อนจะตวาดถามตาเหมือนว่า “แล้วเจ้าล่ะ มันมิทำร้ายรึ?” ตาเหมือนตอบเรียบเรื่อยว่า “ข้าพเจ้าก็โดนเช่นกัน” ยายหมาบันดาลโทสะ “แล้วเหตุใดมิบอกข้าพเจ้าบ้างเล่า!” ตาเหมือนสะบัดหน้าตอบว่า… “ข้าพเจ้าลืม!”
บันทึกทำเนียบความก้าวหน้าแห่งยอดฝีมือ
• วันที่ 18 มิถุนายน ปีพุทธศักราช 2547
ข้าพเจ้าสะบัดกระบี่สอบเปลี่ยนตำแหน่งจากศึกษาธิการจังหวัด (ระดับ 8) ก้าวขึ้นเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ระดับ 8) รับเบี้ยหวัด 31,189 บาท
• วันที่ 11 สิงหาคม ปีพุทธศักราช 2547
(อายุได้ 46 ปี 9 เดือน) เลื่อนขั้นสู่ระดับ 9 รับเบี้ยหวัด 33,020 บาท พ่วงด้วยเงินประจำตำแหน่ง 9,900 บาท และเงินพิเศษอีก 9,900 บาท ตามบัญญัติแห่งกฎ ก.ค.
• วันที่ 24 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2547
เปลี่ยนผ่านเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชี่ยวชาญ รับเบี้ยหวัด ค.ศ. 4 จำนวน 34,310 บาท เงินวิทยฐานะ 9,900 บาท และเงินพิเศษ 9,900 บาท
• วันที่ 1 เมษายน ปีพุทธศักราช 2556
ทะยานขึ้นรับเบี้ยหวัด ค.ศ. 5 จำนวน 67,430 บาท
• วันที่ 1 ตุลาคม ปีพุทธศักราช 2556
บรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่ง ค.ศ. 5 รับเบี้ยหวัด 69,810 บาท
• วันที่ 1 ตุลาคม ปีพุทธศักราช 2558
บรรลุขั้นสูงสุดแห่ง ค.ศ. 5 (ตามบัญชีเบี้ยหวัดใหม่) รับ 76,800 บาท
• วันที่ 1 ตุลาคม ปีพุทธศักราช 2561
ล้างมือในอ่างทองคำ เกษียณอายุราชการจากยุทธจักรอย่างทระนง!