ผ่าตัดปอด

วิถีข้า (13): ฝ่าด่านมัจจุราช

ปีพุทธศักราช 2538… นับเป็นปีที่เมฆหมอกสลาย แสงสุริยันฉายส่อง ข้าสอบเปลี่ยนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดได้สำเร็จ ชื่อถูกจารึกอยู่ในบัญชีลำดับที่ 30 จากนั้นต้องเข้าสู่อาราม “สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา” เพื่อฝึกปรือวิชานาน 23 วัน

รุ่นนี้ห้าวหาญนัก! ข้าพร้อมมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ 5 คน คิดการใหญ่จะข้ามมหาสมุทรไปดูงานต่างแดน ข้าจึงรุดไปพบ “ทักษิณ ปิลวาสน์” เจ้าสำนักทักษิณทัวร์ ณ ย่านบางลำพูงามวงศ์วาน (ซึ่งต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขสมาคมท่องเที่ยวแห่งแผ่นดิน) คำนวณเบี้ยหวัดรายจ่ายในการบุกเกาหลีใต้สำหรับ 30 ชีวิต ตกเป็นเงิน 4 แสนบาท

แม้การขอกำลังหนุน (งบประมาณ) จะทุลักทุเลดุจเข็นครกขึ้นยอดเขา แต่ได้ “รองปลัดบุญเทียม เจริญยิ่ง” ยื่นมือเข้าช่วยดุจพยัคฆ์ติดปีก ข้าจึงได้ถือหนังสือเดินทางสีน้ำเงินเล่มแรกในชีวิต มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยยองเซ ท่องตลาดทองแดมุนยามราตรี บุกรังนัมแดมุน และเปิบ “ไก่ดำ” แกล้มกิมจิอย่างสำราญใจ นับเป็นการเปิดป่าถางพงให้รุ่นหลังได้ดำเนินตามรอยสืบไป

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

ทว่า… สวรรค์ไร้เมตตา สุขภาพข้าเสื่อมทรมดุจเทียนเล่มน้อยกลางพายุ ระบบลมปราณติดขัดจนหมอแห่งเมืองราชบุรีต้องเจาะปอดขับลมร้ายออก วินิจฉัยว่า “ปอดรั่ว” หากรักษามิทันอาจต้องทิ้งร่างไว้ที่นั่น ข้ามิยอมแพ้ต่อโชคชะตา เร่งศึกษารากเหง้าแห่งโรคจากคัมภีร์แพทย์อย่างเอาเป็นเอาตาย

ข้าดั้นด้นไปพบ “ศ.นพ.ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล” ยอดฝีมือย่านรังสิต ท่านนัดข้าไปตรวจสอบธาตุในกายด้วยเครื่องมือพิสดาร ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ วันฟังผล… ข้าต้องเผชิญหน้ากับยอดปรมาจารย์ 5 ท่าน และเหล่านักศึกษาแพทย์นับสิบ คำตัดสินนั้นหนักแน่นดุจขุนเขา:

“ทางเดียวที่รอดคือต้องเปลี่ยนปอดใหม่ มิเช่นนั้นก็นับวันตาย หากเปลี่ยนแล้วก็มีอายุต่อได้เพียง 5 ปีเท่านั้น!”

ข้านำคำตัดสินนี้ไปปรึกษา “หมอธนะบุญ ประสานนาม” สหายร่ำสุราแห่งสังขละบุรี หมอธนะบุญกวาดสายตาดูแล้วแค่นยิ้มกล่าวว่า “หากปอดท่านเหลือเพียง 2 ส่วนใน 10 ส่วน ท่านคงมิอาจเดินขึ้นมาหาข้าบนชั้น 2 ได้ด้วยลำแข้งตนเอง ผลนี้ย่อมมีเงื่อนงำ!”

ปาฏิหาริย์แห่งคมมีด

ในที่สุด ข้าก็ได้พบยอดหัตถ์เทวะ “นพ.สุปรีชา ธนะมัย” ผ่านการชี้แนะของหมออภิชาติแห่งหัวหิน ท่านนัดหมายผ่าตัดใหญ่เพื่อตัด “หลืบมาร” ในปอดข้าทิ้งเสีย ข้าต้องกักตัวฝึกวิชาในโรงพยาบาลอยู่นานนับเดือน หมอสุปรีชาใช้เครื่องมือวิเศษจากแดนไกล (อเมริกา) สนนราคา 8,000 บาท เย็บปอดข้าดุจซิปกางเกง

ยามนั้นข้าต้องแบกรับความเจ็บปวดสุดพรรณนา ทว่าอาการกลับดีวันดีคืน จนกระทั่งเกิดเหตุคับขัน ลมติดค้างในทรวงอกจนหัวนมโป่งพอง ข้าต้องเรียกหมอมา “เจาะสด” โดยไร้ยาสลบ ข้าประคองสติประหนึ่งนักศึกษาแพทย์ผู้กล้า

ข้ารอดตายครานี้ เพราะมี “สหายสุรา” ที่ดี และมีปัญญาเป็นอาวุธ หากข้าเชื่อคำทำนายคราแรก ข้าคงมอดม้วยไปตั้งแต่ปี 2543 แต่นี่ข้าหยัดยืนมาได้ถึง 29 ปีแล้ว!

จำไว้เถิด… การเข้าโรงพยาบาลก็เหมือนเข้าสู่สมรภูมิ ท่านต้องเตรียมความรู้ให้พร้อมดุจเตรียมกระบี่ อุปกรณ์ช่วยชีวิตต้องแอบติดกายไว้ เพราะอาการป่วยมิมักเลือกเวลา ยามวิกาลหรือวันหยุดที่ไร้เงาหมอ โรงพยาบาลก็วังเวงดุจป่าช้า

เรื่องอื่นล้วนเรื่องเล็ก… การรักษาชีวิตให้รอดนั้น คือสุดยอดวิชา!