บทความวิจัยเรื่อง ความมั่นคงทางทะเลและวิวัฒนาการนโยบายเรือดำน้ำของประเทศไทย: การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์อินโด-แปซิฟิก Maritime Security and the Evolution of Thailand’s Submarine Policy: Strategic Adaptation under Indo-Pacific Geopolitics ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของนโยบายเรือดำน้ำของประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 จนถึงยุคอินโด-แปซิฟิกร่วมสมัย ผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงทางทะเล การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดกลาง การยับยั้งทางเรือ และแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันที่ถูกใช้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Weaponized Interdependence) แม้ว่าประเทศไทยจะมีความพยายามในการพัฒนาขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำเป็นระยะเวลายาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นรัฐทางทะเลสำคัญเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปที่ยังไม่มีฝูงเรือดำน้ำปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ การศึกษานี้เสนอว่า นโยบายเรือดำน้ำของไทยไม่อาจอธิบายได้เพียงในมิติของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงกระบวนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่ทวีความเข้มข้น และความไม่มั่นคงทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์เอกสารร่วมกับกระบวนการติดตามลำดับเหตุการณ์ (Process Tracing) โดยศึกษาบันทึกทางประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือ การอภิปรายในรัฐสภา เอกสารนโยบายด้านความมั่นคง แถลงการณ์ของรัฐบาล รายงานยุทธศาสตร์ และวรรณกรรมวิชาการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 ถึง 2026 ทั้งนี้ การศึกษามุ่งเน้นเป็นพิเศษต่อกรณีความขัดแย้งในการจัดหาเรือดำน้ำชั้น S26T Yuan-class ระหว่างปี ค.ศ. 2017–2025 และกรณีการระงับการส่งออกเครื่องยนต์ MTU ของเยอรมนี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะการพึ่งพาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากต่างประเทศ ภายใต้การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
ผลการศึกษาพบว่า นโยบายเรือดำน้ำของประเทศไทยมักได้รับการผลักดันอย่างเข้มข้นในช่วงเวลาที่เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่มั่นคงทางทะเล และความไม่สมดุลทางกำลังทางเรือในภูมิภาค นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้เปลี่ยนบทบาทของเรือดำน้ำจากยุทโธปกรณ์ทางเรือแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์หลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งทางทะเล ขีดความสามารถในการปฏิเสธการใช้ทะเล (Sea-Denial Capability) การส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ และการกำหนดจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน วิกฤตการจัดหาเรือดำน้ำของไทยยังสะท้อนถึงการเกิดขึ้นของกระบวนการทำให้ห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมกลายเป็นประเด็นความมั่นคง (Defense Supply-Chain Securitization) ตลอดจนความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นของรัฐขนาดกลางซึ่งดำเนินนโยบายอยู่ภายใต้ระบบภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังแตกแยกออกเป็นหลายขั้ว
การศึกษานี้มีส่วนสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการในสี่ประการสำคัญ ประการแรก การศึกษานี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายเรือดำน้ำของประเทศไทยอย่างครอบคลุมที่สุดงานหนึ่ง ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงระเบียบภูมิรัฐศาสตร์อินโด-แปซิฟิกร่วมสมัย ประการที่สอง การศึกษานี้พัฒนาแนวคิด “การถ่วงดุลเชิงจัดหา” (Procurement Hedging) ในฐานะพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดกลาง ประการที่สาม การศึกษานี้ขยายแนวคิด “ความเปราะบางเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Infrastructural Vulnerability: GIV) ไปสู่บริบทของการจัดหายุทโธปกรณ์และความมั่นคงทางทะเล และประการที่สี่ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันที่ถูกใช้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นต่อแนวทางการพัฒนากองทัพและการปรับปรุงกองทัพเรือของรัฐขนาดกลางในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
