วันนี้แม่มีเรื่องที่อยากชวนคุย เป็นเรื่องของชุมพร-ระนองนี่แหละ คนแถวนี้คงคุ้นเคยกันดีกับการขุดเจอของเก่า เจอเครื่องประดับโบราณ หรือลูกปัดสวยๆ ตามสวนตามไร่ใช่ไหม บางคนอาจจะเก็บไว้ดูเล่น บางคนอาจจะเอาไปขาย แต่แม่มีเรื่องที่อยากจะแชร์ให้ฟังว่า ของที่อยู่ในดินบ้านเราเนี่ย มันมีค่ามากกว่าแค่ลูกปัด
อย่างที่ลูกรู้ แม่อยากเป็นนักโบราณคดีมาตั้งแต่เด็กๆ และแม่เป็นแฟนคลับของ Dr. Bérénice Bellina (ดร. เบเรนิซ เบลลินา) มานานแล้ว นักโบราณคดีต่างชาติระดับโลกที่มาทำงานวิจัยลงพื้นที่ที่ชุมพรระนองมานาน
ครั้งนี้แม่จะสรุปงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Prof. Bellina มาให้ลูกอ่าน ชื่อ “Southeast Asia and the Early Maritime Silk Road” เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ Bellina ค้นพบในพื้นที่ชุมพรและระนองนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการพบของโบราณ แต่เป็นการค้นพบนวัตกรรมและความสัมพันธ์ระดับโลก จุดยุทธศาสตร์ของ “เส้นทางสายไหมทางทะเล” ที่เกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อ 2,000 ปีก่อน
งานวิจัยของ Prof. Bellina ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ เขาสามแก้ว (ชุมพร) และ ภูเขาทอง (ระนอง) ในสมัยนั้นมีความเป็นเมืองนานาชาติสูงมาก มีการอยู่ร่วมกันของชาวพื้นเมือง ชาวอินเดีย และอาจรวมถึงชาวจีนและเวียดนาม (วัฒนธรรมดองซอน)
ในยุคโบราณ เขาสามแก้ว (ชุมพร) ไม่ใช่แค่เนินเขาธรรมดา และไม่ใช่แค่จุดพักเรือ (ปู่เคยพาเราไปดูจุดพักเรือมาแล้ว) แต่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอัญมณี” ระดับโลก มีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตลูกปัดแก้วและลูกปัดหิน เช่น คาร์เนเลียน (Carnelian) และ อาเกต (Agate)
Bellina บอกว่าคนในพื้นที่เราเนี่ยแหละคือ “ตัวจริง” ที่เก่งมาก ไม่ใช่แค่รอรับของจากต่างชาติ แต่เรามีฝีมือถึงขั้นผลิตลูกปัดแก้วและอัญมณีสวยๆ ขายไปทั่วโลก ตั้งแต่สมัยที่คนอื่นยังไม่ได้ทำกัน
ภูเขาทอง (ระนอง) มีการค้นพบจารึกอักษรทมิฬ-พราหมี และตราประทับทองคำ เป็นหลักฐานยันยืนว่าระนองคือจุดแรกๆ ที่อารยธรรมอินเดียและตะวันตกไหลเวียนเข้ามาผสมผสานกับภูมิปัญญาถิ่น จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรารู้จักในปัจจุบัน (หน้าตาลูกกับพ่อและปู่มีส่วนของความเป็นอินเดียอยู่มากเหมือนกัน)
ลูกอาจจะเคยได้ยินว่าการจะเชื่อมฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันเป็นเรื่องใหม่ไม่กี่สิบปี แต่รู้ไหมว่าจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ Bellina ระบุไว้ พื้นที่บริเวณนี้คือส่วนหนึ่งของ ระบบการค้ายุคโลกาภิวัตน์ครั้งแรกของโลก ก่อนคริสตกาล
แม่ไม่ได้อยากจะหยุดความเจริญของบ้านเมือง ไม่ได้มาค้านความเจริญ ใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานมีงานทำ มีเงินใช้ แต่แม่ฝันอยากเห็น “แลนด์บริดจ์ที่สง่างาม” คือแลนด์บริดจ์ที่สร้างขึ้นบนฐานความเข้าใจในคุณค่าของตัวเอง หากเราพัฒนาโดยไม่ทำลายรากเหง้า เราจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงปัญญา
ขอให้แลนด์บริดจ์ครั้งนี้ เป็นการเชื่อมต่อไม่ใช่แค่สองมหาสมุทรแต่เป็นการเชื่อมต่ออดีตที่รุ่งเรืองเข้ากับอนาคตที่ยั่งยืนเพื่อลูกหลานของเรานะ
ด้วยความเคารพในทุกความเห็นและรักในแผ่นดินไทย
อ้างอิงข้อมูลจาก:
Bellina, B. (n.d.). Southeast Asia and the Early Maritime Silk Road. In Lost Kingdoms: Hindu-Buddhist Sculpture of Early Southeast Asia (John Guy, Ed.). The Metropolitan Museum of Art, New York.
I like the idea of the Bridge Cities joining two great Oceans, a great place to live and grow civilization (instead of industrial zone). The vision is something like the bridge linking the Pacific ocean to the Indian ocean, sunrise to sunset, mountains and forests to beaches and tropical islands, ancient histories to modern trends, East to West, and…
What we need is a plan for modern cities (of the future) with clean energy supply, residential infrastructure (water, roads, drainage, public spaces [parkland, wildlife reserves and recreation areas], hi-speed telecommunication links [to the world], transport hubs (land links, sea links, air links), and trade links, and so on. This development would attract more people, more sustainable and clean industries, more tourists and set a new standard for other city (of the future) developments. It can set a common goal for Thailand.
Lots of homework to do before we can say how much we should invest. But let’s move beyond a quick win and a polluted legacy. Our younger generations deserve better Thailand.
เห็นด้วยค่ะ อยากเห็นความเจริญที่ยั่งยืนและไม่ทำลายประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าจนนับไม่ได้ค่ะ