ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตตบท ๗ ประการอย่างบริบูรณ์ เพราะสมาทานวัตตบท ๗ ประการ จึงได้เป็นท้าวสักกะ

ปฐมเทวสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๒. ทุติยวรรค

หมวดที่ ๒

๑. ปฐมเทวสูตร

ว่าด้วยเทพ สูตรที่ ๑

             [๒๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น ฯลฯ พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตตบท ๗ ประการอย่างบริบูรณ์ เพราะสมาทานวัตตบท ๗ ประการ จึงได้เป็นท้าวสักกะ

             วัตตบท ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ

             ๑. เราพึงเลี้ยงมารดาและบิดาตลอดชีวิต

             ๒. เราพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต

             ๓. เราพึงพูดจาแต่คำอ่อนหวานตลอดชีวิต

             ๔. เราไม่พึงพูดคำส่อเสียดตลอดชีวิต

             ๕. เราพึงมีใจปราศจากความตระหนี่ที่เป็นมลทิน อยู่ครองเรือน มีการบริจาคเป็นประจำ มีมือชุ่มเป็นนิตย์ ยินดีในการเสียสละ ควรที่ผู้อื่นจะขอ ยินดีในการแจกจ่ายทานตลอดชีวิต

             ๖. เราพึงพูดแต่คำสัตย์ตลอดชีวิต

             ๗. เราไม่พึงโกรธตลอดชีวิต ถ้าแม้ความโกรธพึงเกิดขึ้นแก่เรา เราก็จะกำจัดโดยฉับพลันทันที

             ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตตบท ๗ ประการนี้อย่างบริบูรณ์ เพราะสมาทานวัตตบท ๗ ประการ จึงได้เป็นท้าวสักกะ”

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

             เทพชั้นดาวดึงส์กล่าวถึงนรชนผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

             มีปกติประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

             เจรจาแต่คำอ่อนหวาน สมานมิตร ละคำส่อเสียด

             ประกอบในอุบายกำจัดความตระหนี่ มีวาจาสัตย์

             ครอบงำความโกรธได้นั้นแลว่า เป็นสัตบุรุษ

ปฐมเทวสูตรที่ ๑ จบ

-------------------------------------