หัวหิน

วิถีแห่งข้า (๑๐) : จอมคนผู้มากับดวง

ยามนั้น… ข้าพเจ้าจำต้องจำพรากจากสังขละบุรี เหตุเพราะพรรษาทางราชการยังมิแกร่งกล้าพอ กระทั่งมาพำนักอยู่ ณ บางสะพานน้อยจนครบขวบปี วาสนาจึงหนุนส่งให้เลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการระดับเจ็ด กินเบี้ยหวัดหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบอีแปะ ในวันที่หนึ่งสิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ขณะนั้นข้าพเจ้ามีอายุได้สามสิบสี่ปีเศษ

ครั้นถึงเดือนเก้า ปีเดียวกัน กงล้อแห่งโชคชะตาก็หมุนเปลี่ยน เมื่อเจ้ากรมการศึกษาอำเภอหัวหินตัดสินใจสลัดชุดกากีเพื่อลงสู้ศึกเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทันใดนั้น… ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ทรงบารมีได้แวะเวียนมาหาข้าพเจ้าถึงถิ่น พร้อมเอ่ยปากว่า

“ข้าจะขอตัวเจ้าไปรั้งตำแหน่งที่หัวหิน ห่วงก็แต่เพียงว่า… เจ้าจะเมามายยามต้องตามเสด็จหรือไม่?”

ข้าพเจ้าตรองดูแล้ว หัวหินนั้นใกล้รวงรังที่นนทบุรี ย่นระยะทางไปได้ถึงห้าร้อยลี้ (๒๐๐ กิโลเมตร) จึงตั้งปณิธานหักใจเลิกสุราเมรัยอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ก่อนนี้เคยตั้งใจไว้ว่า หากเมาแล้วราวีทะเลาะกับผู้ใดจึงจะเลิก แต่น่าแปลก… ข้าพเจ้าด่ำดื่มมาสิบห้าปีกลับมิเคยมีเรื่องราวกับใครเลย

วันที่ยี่สิบสาม กันยายน ๒๕๓๕ ข้าพเจ้าจึงก้าวเท้าเข้าสู่หัวหิน พำนัก ณ บ้านพักหลังเก่าคร่ำคร่าตามกาลเวลา โดยเฉพาะห้องสุขานั้นเสื่อมโทรมยิ่งนัก ข้าพเจ้าต้องลงมือบูรณะใหม่จนใช้การได้ดี พร้อมกับรักษาคำสัตย์… มิตะบันเหล้าดั่งเก่าก่อน แม้จะยังจำคำขานรับของเหล่านักดื่มได้ขึ้นใจว่า

“ผู้ใดกินเหล้าทุกค่ำเช้า โรคาจะหายสิ้น… ครั้นมรณานางฟ้าจะอุ้มชูเป็นหมื่นแสน… ส่วนใครมิพักดื่มกลับถูกดูแคลน ยมบาลจะหมายหัวลงบัญชีสุนัข…”

แต่นั่นก็เป็นเพียงวาจาในวงเหล้าเท่านั้น!

หลายคนหารู้ไม่ว่า หัวหินนั้นคือ “พยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อน” เป็นอำเภอใหญ่ที่มีเกียรติภูมิระดับสากล ผู้คนต่างชิงชัยเพื่อจะไปอยู่ แต่ความเป็นจริงกลับมิมีใครอยากกรายใกล้ เหตุเพราะค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว อีกทั้งมิมีวันหยุดพักผ่อน วันเสาร์วันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์ บรรดานายใหญ่และผู้ติดตามมักจะแวะเวียนมาข้าพเจ้าในฐานะเจ้าบ้านต้องต้อนรับขับสู้ให้เพียบพร้อม งานในรั้วในวังต้องละเมียดละไมพิถีพิถัน แขกของจังหวัดก็คือแขกของอำเภอโดยดุษฎี

ทว่า… ข้าพเจ้าผู้เกิดในวันศุกร์ เดือนเก้า ปีระกา มิเคยย่อท้อต่ออุปสรรค ดวงชะตาบ่งบอกว่าจะมีผู้ใหญ่เมตตาค้ำจุนเสมอมา

ในสำนักงานมีข้าราชบริพารร่วมงานเจ็ดชีวิต มีอาชาเหล็กป้ายแดงคอยรับใช้หนึ่งคัน ที่นี่คือแหล่งรวมสำนักศึกษาชั้นเลิศ ทั้งไกลกังวล หัวหินวิทยาลัย และอีกมากมายนับมิถ้วน จำนวนครูเอกชนนั้นพรั่งพร้อมยิ่งกว่าข้าราชการเสียอีก

จากเดิมที่เป็น “ศึกษาธิการสายบู๊” กินข้าวกลางป่าพงไพร ข้าพเจ้าต้องจำแลงกายเป็นพนักงานออฟฟิศผู้สง่างาม กินดื่มในเหลาและโรงแรมหรูหรา เริ่มเรียนรู้วิถีสนามกอล์ฟ และคบหาเหล่าคหบดี นักการเมืองผู้มีอิทธิพล ข้าพเจ้าถึงกับยอมควักกระเป๋ากว่าห้าหมื่นบาท ซื้อ “สื่อสารไร้สายโมโตโรล่า” รุ่นกระดูกหมูมาใช้เป็นคนแรกๆ เพื่อการประสานงานที่รวดเร็วดุจสายฟ้า

มิเพียงเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องฝึกปรือภาษาของชาวตะวันตกพอให้เจรจาพาทีรู้ความ และหัดใช้ศาสตรา “มีด-ส้อม” ประคองอาหารฝรั่ง แม้จะเป็นเรื่องที่มิชอบใจนักแต่ก็ต้องทำให้เจนจัด มิเช่นนั้นจะขายหน้าไปถึงวงศ์ตระกูลและผู้บังคับบัญชา เสื้อผ้าอาภรณ์ก็มีหลายชุด ทั้งปกติขาว ครึ่งยศ และเต็มยศ พร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่พิธีการได้ทุกเมื่อเชื่อวัน!

เรื่องราวที่หัวหินมีมากมายเหลือคณา บางเรื่องก็ขำไม่ออกดั่งเรื่องของ “ผู้ใหญ่บ้านป้ายแดง” ท่านหนึ่ง ใส่เครื่องแบบใหม่เอี่ยมพร้อมรองเท้าหนังวาววับเข้าประชุม ทว่า… นั่งไปได้มินานกลับรู้สึกเจ็บปวดที่เท้าขวาอย่างแสนสาหัส เท้าเริ่มบวมเป่งขึ้นมาถึงขา แต่ด้วยศักดิ์ศรีจึงต้องข่มกลั้นไว้จนเลิกรา

ครั้นกลับถึงรวงรังจึงเอ่ยกับภรรยาว่า “ข้าเชื่อแล้วว่า… รองเท้าใหม่นั้นมันกัดเจ็บปวดถึงทรวงเพียงใด”

แต่พอถอดรองเท้าออกมาดูเท่านั้น… ทั้งสองก็ต้องตกตะลึง! เพราะสิ่งที่อยู่ในนั้นมิใช่เพียงรอยกัดของหนัง แต่เป็น “ตะขาบ” ตัวเขื่องที่นอนตายอนาถอยู่หนึ่งตัว!