หัวหิน

บันทึกวิถีแห่งข้า (ตอนที่ 12)

บทเพลงกระบี่ขจัดอธรรม และมิตรภาพท่ามกลางขุนเขาหัวหิน

เพียงหนึ่งเดือนที่ข้าพเจ้าเหยียบย่างสู่แดน หัวหิน กองฎีกาจากเหล่าครูผู้น้อยเกือบร้อยฉบับก็หลั่งไหลมาดั่งน้ำป่า พวกเขาถูกเหล่า “เจ้าสำนัก” เบียดบังเบี้ยหวัดอย่างไม่เป็นธรรม มีเพียงสามสำนักใหญ่คือ วังไกลกังวล, หัวหินวิทยาลัย และ พาณิชยการหัวหินเท่านั้นที่ยึดถือคุณธรรม จ่ายเงินเต็มจำนวนตามทำเนียบ

ยามโพล้เพล้ ครูผู้น้อยสี่ห้าคนมักลอบมาหาข้าพเจ้าที่พักพิง แววตาพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “ใต้เท้า… พวกเราอยากมาหาท่านมากกว่านี้ แต่มือสังหาร (คำสั่งไล่ออก) ของเจ้าสำนักช่างน่ากลัวนัก”

ข้าพเจ้านิ่งเตะถ่วงครุ่นคิด… ในฐานะ “สมุหศึกษาธิการ” ผู้กุมตราอาญาสิทธิ์แห่งกรมธรรมการ หากจะสู้รบตบมือเป็นรายตัวคงมิใช่หนทางที่ชาญฉลาด ข้าพเจ้าจึงขุดเอาวิชา “นิติศาสตร์” ที่เคยร่ำเรียนมาจากสำนักท่าพระจันทร์และประสานมิตรออกมาใช้ออกคำสั่งเพียงแผ่นเดียว!

“ให้ทุกสำนักโอนเบี้ยหวัดเข้าสู่คลังส่วนตัว (บัญชีธนาคาร) ของครูโดยตรง และให้โรงรับจำนำ (ธนาคาร) ส่งรายงานต่อข้าพเจ้าภายในห้าทิวา!”

นับว่าโชคดีที่ทุกฝ่ายยอมสยบต่ออาญาสิทธิ์นี้ ปัญหาเรื่องการอมเบี้ยหวัดจึงคลี่คลาย แต่ก็ยังมีครูบางคนมาคร่ำครวญว่า “เจ้าสำนักบังคับให้ข้าพเจ้าไปเบิกเงินมาคืนภายหลัง”

ข้าพเจ้าได้แต่ถอนใจพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีอำนาจคุ้มครองเพียงแค่ให้เงินถึงมือท่าน เมื่อเงินเข้าสู่ชายพกท่านแล้ว หากท่านยังหยิบยื่นให้เขาเอง ข้าพเจ้าก็จนปัญญาจะคุ้มครอง วิชาของข้าพเจ้าสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ท่านต้องฝึกเพลงกระบี่ ‘รักษาตน’ ด้วยตัวเองบ้างแล้ว”

ยอดคนแห่งวังไกลกังวล

ในบรรดาสำนักทั้งหลาย สำนักวังไกลกังวล ช่างมีความซับซ้อนและยิ่งใหญ่นัก มี ท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย เป็นผู้กุมบังเหียนใหญ่ การประชุมในสำนักนี้ หากมิบอกว่าเป็นการหารือเรื่องการศึกษา ข้าพเจ้าคงนึกว่าเป็นการชุมนุมของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดีเลยทีเดียว!

ความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้ากับท่านขวัญแก้วนั้นลึกซึ้งดั่งพี่น้อง ท่านคือผู้เจนจบในวิชา “บริหารอาคันตุกะ” และ “ศาสตร์แห่งรสสัมผัส” ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาการกินดื่มตามแบบแผนชาววังจากท่าน หลายครั้งเราสนทนากันจนแสงตะเกียงหรุบหรู่ แม้ยามวิกาลที่สถานีวิทยุ อ.ส. สวนจิตรลดา ข้าพเจ้ายังเคยเร้นกายเข้าไปปรึกษาข้อราชการกับท่าน

ท่านขวัญแก้วคือ “มิตรต่างวัย” ผู้ไม่เคยทอดทิ้งข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าจะโยกย้ายไปสู่หัวเมืองใด ท่านมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพร้อมคำสอนอันล้ำค่าดั่งคัมภีร์ลับ:

• วิถีแห่งทาน: อย่าสร้างความลำบากให้ตนเอง ใครขอยืมเงิน ให้เท่าที่พอเจียดได้และจงลืมมันเสีย อย่าได้ไปหยิบยืมผู้อื่นมาเพื่อส่งต่อให้เป็นภาระ

• วิถีแห่งความรู้: ทำสิ่งใดต้องรู้ให้แจ้ง จนสามารถถ่ายทอดวิชานั้นสู่ศิษย์รุ่นหลังได้

• วิถีแห่งรสนิยม: จะเชิญยอดคนมากินดื่ม ต้องไปทดสอบด้วยลิ้นตนเองก่อนว่ารสชาติและบรรยากาศนั้นคู่ควรหรือไม่

• วิถีแห่งอาภรณ์: เสื้อผ้าจะปานใดพออนุโลม แต่ “รองเท้า” ต้องดีเลิศ เพราะคนเมืองฝรั่งมักตัดสินยอดคนจากสิ่งที่สวมใส่ที่เท้า

• วิถีแห่งน้ำใจ: การช่วยคนมิใช่ภาระ แต่มันคือ “โอกาส” ที่ท่านจะได้แสดงตบะและศักยภาพของตนเอง!

เมื่อเหลียวมองกลับไปในอดีต ข้าพเจ้ายังประหลาดใจว่าเหตุใดในวัยหนุ่ม ข้าพเจ้าจึงกล้า “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” ท้าทายเหล่าเจ้าสำนักโฉดเหล่านั้น…

คำตอบมีเพียงประการเดียว คือยามนั้นข้าพเจ้า “ไม่รู้จักเสือ” เห็นเสือโคร่งตัวเบ้อเริ่มเป็นเพียง “แมวตัวโต” จึงกล้าลงมือทำไปโดยมิหวาดหวั่น… แต่ก็นับว่าโชคดีที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตรอดมาเล่าความหลังให้พวกท่านฟังได้ในวันนี้!