ผมเล่าเรื่อง มหกรรมโรงเรียนจิตศึกษา ปีที่ ๒  “การศึกษากับการสร้างต้นทุนอัตลักษณ์” ไว้ที่ (

เนื่องจากบันทึกที่แล้วยาวมากแล้ว    จึงแยกส่วนสะท้อนคิดเป็นอีกบันทึกหนึ่ง    โดยข้อสะท้อนคิดสำคัญที่สุดคือ ความเป็น “โรงเรียนสาธิต” ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา    ซึ่งหมายความว่า เป็นโรงเรียนที่สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ แล้วขยายผลสู่ระบบการศึกษาในวงกว้าง   

เป็น “โรงเรียนสาธิต” ที่ต่างจากโรงเรียนสาธิตในสังกัดมหาวิทยาลัย   ตรงที่คิดค้นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เอง    ไม่ได้ทำตามนวัตกรรมที่คิดขึ้นในมหาวิทยาลัย    พิสูจน์ผลของนวัตกรรมให้พ่อแม่ผู้ปกครองเห็น   และผู้บริหารและครูโรงเรียนอื่นเห็น   แล้วความเป็นโรงเรียนสาธิตก็ตามมา 

พ่อแม่ที่ต้องการโรงเรียนคุณภาพสูง แบบที่ตนต้องการพาลูกมาสมัครเข้าเรียนจากไกลๆ  ตามที่เล่าแล้ว (๒)    พ่อแม่ในพื้นที่ใกล้เคียงมีทางเลือก ว่าจะส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนแบบทั่วๆ ไป หรือเข้าโรงเรียนทางเลือก - ลำปลายมาศพัฒนา   โดยรู้ว่าหากลูกเข้าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาพ่อแม่ต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน    ได้ข่าวว่า พ่อแม่บางคนไม่อยากมีภาระ ก็ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอื่น   

เป็นการ “สาธิต” ว่า พ่อแม่ต้องไม่ยกภาระเรื่องการเรียนรู้ของลูกให้โรงเรียนทั้งหมด   เพราะตนเองก็ต้องร่วมดูแล “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ของลูก   ตอนลูกอยู่ที่บ้านและในชุมชน   

มหกรรมโรงเรียนจิตศึกษา ปีที่ ๒ นี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า ๒ ร้อยคน  มีการเลี้ยงอาหาร เช้า เที่ยง เย็น และมื้ออาหารว่าง   มื้อเช้า เที่ยง เย็นเลี้ยงที่โรงอาหารของโรงเรียน เจ้าหน้าที่โรงครัวจัดการ   มื้ออาหารว่าง และอาหารเที่ยงของแขกผู้ใหญ่ ผู้ปกครองนักเรียนมาช่วยจัดการ  ได้มีโอกาสแสดงฝีมือทำอาหารและขนมอร่อย   

ความเข้มแข็งของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ได้รับแรงหนุนจากชมรมผู้ปกครองในหลายกิจกรรม   รวมทั้งกิจกรรมดูแลเด็ก และดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองด้วย   

แม้จะไม่มีคำว่าโรงเรียนสาธิตในชื่อโรงเรียน   โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามีโรงเรียนในเครือข่ายที่ใช้นวัตกรรมจิตศึกษา และวิธีจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning  และ Experiential Learning ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องถึง ๕๒๗ โรงเรียน   และที่สำคัญ มีการจัดมหกรรมโรงเรียนจิตศึกษา ประจำปี    รวมทั้งมีการประชุมเครือข่าย ที่หนุนโดย TSQM-N ดังตัวอย่างการประชุมที่โรงเรียนวัดสลักเพชร (๓)   กล่าวได้ว่าในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน TSQM-N ของ กสศ.  เครือข่ายโรงเรียนจิตศึกษานำโดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นเครือข่ายที่เหนียวแน่นที่สุด    

ผมได้ไปเห็น “พลวัต” (dynamism) ของหลักการ และการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา   ที่เกิดจากมีการเรียนรู้จากการปฏิบัติของโรงเรียนเอง    ที่มีการพัฒนา อนุบาลจิตศึกษา    และจะมีการเปิดชั้น ม. ปลายแบบ individual learning  เน้นการบรรลุ working competencies ที่นักเรียนแต่ละคนตั้งเป้า   เปิดเรียนในปีการศึกษา ๒๕๗๐   

ผมเชื่อว่า โรงเรียนในเครือข่าย ๕๒๗ โรงเรียน น่าจะมีการคิดค้นทดลองวิธีจัดการเรียนรู้ที่ก่อผลดีต่อนักเรียนอย่างน่ามหัศจรรย์   จึงขอเสนอว่า ทีมจัดมหกรรมโรงเรียนจิตศึกษาปีที่ ๓ น่าจะค้นหาความสำเร็จเล็กๆ นี้   เลือกมานำเสนอในการประชุมสัก ๒ - ๓ ผลงาน    จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเข้าร่วมเคือข่ายโรงเรียนจิตศึกษานั้น ไม่ใช่ให้ผลเพียงทำตามครูใหญ่วิเชียรแล้วนักเรียนมีการพัฒนาครบด้านดีขึ้น  และโรงเรียนเป็นสัปปายะสถานเท่านั้น    ยังมีผลทำให้ ผอ. และครู มีความริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้นด้วย   

ผมสนใจ ครูของโลก ปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๗ ท่าน   แต่ไม่มีโอกาสคุยด้วย    ได้แต่ถ่ายรูปโปสเตอร์นิทรรศการครูของโลก เอามาอ่านที่บ้าน  (๑) ครูรัตนาพร ทาเชาว์  โรงเรียนบ้านหนองตานา จ. เลย    ที่ transform ตัวเอง  จากครูสอน เป็นครูโค้ช  และชวนเพื่อนครูเปลี่ยนแปลงด้วย  (๒)  ครูรัตนา บัวแดง โรงเรียนวัดโคกทอง  จ. ราชบุรี   ที่นอกจาก transform ตัวเอง  จากครูสอน เป็นครูโค้ช   แล้ว ยัง transform จากเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับวิธีการใหม่  กลายเป็นครูแกนนำขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน   (๓) ครูจินตนา โชติเสน  โรงเรียนบ้านวังวน  จ. สระแก้ว  ครูนักฟัง และพัฒนาตนเองไปพร้อมๆ กันกับหนุนการพัฒนานักเรียน  จนครูเองเติบโตเป็นโค้ชไม่เฉพาะแก่นักเรียน   แต่เป็นโค้ชแก่เพื่อนครูในโรงเรียนของตน และครูโรงเรียนอื่นด้วย   (๔) ครูยุทธพงษ์ สุยะ โรงเรียนบ้านปางมะหัน  จ. เชียงราย   ครูผู้นำจิตศึกษาและภาษาไทยผ่านวรรณกรรม ไปประยุกต์ใช้สอนภาษาไทยแก่นักเรียน ป. ๔ - ๖ กลุ่มชาติพันธุ์ ได้ผลดี  จนกลายเป็นครูโค้ช ถ่ายทอดวิธีการแก่ครูโรงเรียนอื่นบนดอยสูง    (๕) ผอ. จรุณี ทองสุข   โรงเรียนบ้านคาโด  จ. ปัตตานี  เป็นผู้นำที่ประยุกต์ใช้จิตศึกษา  PBL  PLC พัฒนาโรงเรียน และเชื่อมโยงโรงเรียนเข้ากับการศึกษาปัญหาจริงของพื้นที่   (๖) ผอ. รุ่งโรจน์ พรหมมีชัย  โรงเรียนบ้านหนองยาง  จ. นครราชสีมา   นักพัฒนาโรงเรียนโดยทำงานในระนาบเดียวกันกับครู  ค่อยๆ พัฒนาโดยไม่เร่งรีบ แต่ต่อเนื่อง   เมื่อประสบผลสำเร็จในโรงเรียน ก็ได้รับยกย่องให้เป็นโค้ชแก่โรงเรียนอื่น ผ่านการประสานงานของเขตพื้นที่การศึกษา  (๗) ผอ. เปรมจิตร จอกทอง โรงเรียนบ้านสำโรงคุรุราษฎร์วิทยา จ. อุบลราชธานี   เป็นตัวอย่างของผู้บริหารโรงเรียนที่อดทน แต่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวเองก่อน แล้วนำสู่การเปลี่ยนแปลงของครู ที่เปลี่ยนวิธีการสอน   และเห็นผลที่การเปลี่ยนแปลงของนักเรียน   

อ่านเรื่องราวสั้นๆ ของแต่ละท่านแล้ว ผมมีความสุข   และเกิดความคิดว่า ในมหกรรมจิตศึกษาปีที่ ๓   ผมขออาสาทำหน้าที่กระบวนกรซักครูของโลก   เพื่อนำเรื่องราวมาทำเป็นหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงฉบับเดินดิน บนแผ่นดินแม่  

ผมไปเห็นกระบวนการ สร้าง Change Agent ให้แก่แผ่นดินไทย 

วิจารณ์ พานิช

๑ มี.ค. ๖๙