โรงเรียนวัดสลักเพชร (อ. เกาะช้าง จ. ตราด) โดยการริเริ่มของท่าน ผอ. นันทิยา บัวตรี ดำริจะจัดเวทีเสวนาเพื่อหาทางขยายผลความสำเร็จไปยังโรงเรียนเครือข่าย โดยอยากจัดก่อนสิ้นปีการศึกษา ๒๕๖๗ เพื่อใช้เวลาช่วงปิดเทอมใหญ่เตรียมงานสำหรับปีการศึกษาต่อไป และอยากให้ผมไปร่วม ผมตีความว่าอยากได้ผู้อาวุโสไปเป็นพระประธานให้วงเสวนาศักดิ์สิทธิ์ นัดกันได้วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
ทีมงานของ สกศ. รีบแจ้งว่า จะจัดการเรื่องการเดินทางและการอำนวยความสะดวกต่างๆ และส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ เป็นการประชุมที่มีการเตรียมข้อมูลดีที่สุดครั้งหนึ่งที่ผมประสบ ดังตัวอย่างข้อมูลเรื่อง TSQM-N จังหวัดตราดและเครือข่ายอีก ๓ จังหวัด (ชลบุรี จันทบุรี ตราด) ที่จะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อ่านได้ที่ (๑) จะเห็นว่า มีการวางแผนพัฒนา ๓ ปี ไว้อย่างดีมาก
ผมเตรียมไปบอกว่า เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน ได้แก่ (๑) จิตวิญญาณและการทำงานที่ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่เผลอเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นศูนย์กลาง (๒) ครูร่วมกันพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการ PLC เป็นตัวช่วย (๓) มีการวัดสมรรถนะหลักของนักเรียน ก่อนและหลังภาคการศึกษา และปีการศึกษา นำมาคำนวณ effect size เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับว่า วิธีการที่ครูแต่ละห้องเรียนใช้ ได้ผลดีเพียงใด และนำมาร่วมกันปรับวิธีการ ในกระบวนการ PLC ของโรงเรียน เกิดวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงเรียนสามารถหนุนการพัฒนาของนักเรียนได้เป็นรายคน เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพสูงให้แก่บ้านเมืองในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่สุดของหลักสูตรสถานศึกษา คือเป้าหมายของการพัฒนาสมรรถนะให้แก่นักเรียน โดยครู โรงเรียน และระบบนิเวศการเรียนรู้ ช่วยหนุนให้นักเรียนร่วมกันทำกิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของนักเรียน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ ตามด้วยการสะท้อนคิดสู่หลักการเชิงนามธรรม ที่นำสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงครู โรงเรียน ครอบครัว และระบบนิเวศการเรียนรู้ในพื้นที่
ข้อมูลที่ได้รับ บอกว่าจะมีคนมาร่วมเกือบสองร้อยคน จาก ๒๓ โรงเรียน ๑๐ จังหวัด โดยครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาร่วมด้วย เป็นการเสวนาของเครือข่าย TSQM-N ลำปลายมาศพัฒนา ที่มีโรงเรียนมาไกลจากกำแพงเพชร และมีผู้อำนวยการโรงเรียนมาประชุมเองเกือบทุกโรงเรียน มีรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ประถมศึกษามาร่วม ๒ ท่าน เราได้คุยทำความรู้จักตอนอาหารเย็นวันที่ ๑๑ ที่ สลักเพชรซีฟู้ดแอนด์รีสอร์ท เป็นการโหมโรง
กิจกรรมในวันที่ ๑๒ ของผมมี ๔ ช่วง ช่วงแรกชมกิจกรรมเคารพเสาธง ตามด้วยการชมห้องชั้นล่างของอาคารบุษราคัม ที่เป็นนิทรรศการหลักการเรียนรู้ที่โรงเรียนวัดสลักเพชร สำหรับให้นักเรียนนำเอาข้อมูลประสบการณ์การเรียนรู้ของตนไปสะท้อนคิดเทียบกับหลักการในแผงนิทรรศการ แต่ละแผงมีการสรุปหลักการที่น่าชื่นชมมาก ช่วงที่สอง เข้าสังเกตชั้นเรียน ช่วงที่สาม ผมนำเสนอเรื่อง การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ตามด้วยการสะท้อนคิดของผู้เข้าร่วม ช่วงที่สี่ ตอนบ่ายแยกเป็นห้องย่อย ๓ ห้อง ผมเข้าห้องเสวนาสะท้อนคิดกลุ่มผู้บริหาร
หากถามผมว่า ข้อเรียนรู้สำคัญที่สุดสำหรับผมในการเดินทางไปร่วมวง TSQM-N ครั้งนี้คืออะไร คำตอบของผมคือ ได้เรียนรู้ว่า ใน ๓ สายของ TSQM อันได้แก่ TSQM-A, TSQM-I, TSQM-N สายที่น่าจะขับเคลื่อนได้ดีที่สุด มีโอกาสที่จะเกิด transformation ที่ต่อเนื่องยั่งยืนได้คือ TSQM-N เพราะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเป็นเจ้าของ ดำเนินการกันเอง อำนาจของหน่วยเหนือมีอิทธิพลน้อยที่สุด ทางโรงเรียนสามารถขจัด “เรื่องรกรุงรัง” (คำของเหล่าผู้บริหารโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาตอนบ่ายวันที่ ๑๒) ที่ไม่จำเป็นในโรงเรียน ได้ดีที่สุด
ช่วงที่สนุกที่สุดคือช่วงหลัง ๑๐.๔๕ น. ที่ผมบรรยายเสร็จไปจนถึง ๑๒.๓๐ น. ที่มีการสะท้อนคิดสู่วงสานเสวนากันอย่างเปิดใจ ตอนแรกครูใหญ่วิเชียรลุกขึ้นมาทำหน้าที่ facilitator เชิญผู้บริหารเองทีละคน ให้สะท้อนคิดประเด็นสำคัญจากการบรรยายของผม ตามด้วยผมยุให้ครูใหม่ปีเดียวเล่าประสบการณ์การย้ายมาทำงานที่นี่ แล้วสลับไปให้ครูอาวุโสที่สุดทำงานที่นี่มา ๓๒ ปี เล่าประสบการณ์การต่อต้านแล้วค่อยๆ กลายเป็นเห็นคุณค่าของวิธีการจัดระบบโรงเรียนวิธีเรียนของนักเรียน และวิธีทำงานของครูแบบใหม่ คือใช้ “ลัทธิ” กบนอกกระลา แบบ ลปม. (คำว่า ลัทธิ เอ่ยโดยท่านนายกเทศมนตรี จักรกฤษณ์ สลักเพชร ตอนท่านได้รับเชิญให้เล่าผลกระทบต่อพนักงานเทศบาล)
ตามด้วยการเล่าประสบการณ์ตรงของแม่ครัวโรงเรียน ที่เดิมลูกเดือดร้อนจากการถูกเพื่อนล้อแบบเหยียดหยามว่าเป็นลูกแม่ครัว เปลี่ยนเป็นภูมิใจและได้รับยกย่องในบุญคุณที่ทำอาหารให้นักเรียนกิน ตามด้วยนักเรียน ป. ๓ และ ม. ๓ เล่า และแม่ของนักเรียนเล่า ที่ผมตีความว่าเป็นเรื่องราวของ “สนามพลังบวก” ที่พลิก “ลบเป็นบวก” หรือ “ดำเป็นขาว” ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และในชีวิตมนุษย์ ได้อย่างมหัศจรรย์
ผมตีความว่า การสานเสวนาในช่วงสายนั้น ทุกคนพูดออกมาจากใจ จากการสะท้อนคิด จึงทำให้วงเสวนามีพลังมาก และเห็นผลของจิตศึกษาและสนามพลังบวกอย่างชัดเจนมาก โดยที่ผลนั้นไม่ใช่นักเรียนเท่านั้นที่ได้รับ ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงเรียนก็ได้รับ ในวงสะท้อนคิดเราได้รับรู้ว่า พ่อแม่ของเด็กก็ได้รับและเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง ตัวนายกเทศมนตรี และพนักงานของเทศบาลตำบลเกาะช้างใต้ ก็ได้รับอย่างชัดเจนตามคำบอกเล่าของท่านนายกเทศมนตรี จักรกฤษณ์ สลักเพชร
ท่านนายกเทศมนตรีบอกว่า มีผลต่อสังคมหรือชุมชนอย่างชัดเจน ในด้านความสงบสุข ที่เด็กวัยรุ่นไม่ก่อความวุ่นวายเดือดร้อนแก่ชุมชนอย่างสมัยก่อน โดยท่านยกตัวอย่างตัวท่านเอง
ผมได้เรียนรู้สังคมสมัยใหม่ของเด็กวัยรุ่น จากการพูดคุยกับท่าน ผอ. นันทิยา บัวตรี ตอนเช้าวันที่ ๑๓ ที่ท่านไปที่สลักเพชรรีสอร์ท เพื่อส่งพวกเราเดินทางกลับ ว่ามีสภาพสีดำอย่างน่าตกใจ จากการชักจูงทางสังคมที่เราไม่มีโอกาสสัมผัส และ “ลัทธิกบนอกกระลา” ลปม. ช่วยชีวิตเด็กเหล่านี้ได้จริงๆ โดยให้เด็กได้สั่งสมภูมิคุ้มกันไว้ตั้งแต่วัยก่อนเรียนและประถมศึกษา ภูมิคุ้มกันนั้นสร้างขึ้นโดยจิตศึกษา และสนามพลังบวกในโรงเรียน ที่ในบางบ้านก็เปลี่ยนบรรยากาศเป็นสนามพลังบวก จากเดิมเป็นสนามพลังลบ
เป็นการไปเรียนรู้สถาพชีวิตจริงของเด็กในชนบทสมัยใหม่ ที่ผมไม่เคยสัมผัสและไม่เข้าใจ
ทีมงานของ กสศ. จัดทำรายงานการไปร่วมงานครั้งนี้อย่างดีเยี่ยม อ่านได้ที่ (๒)
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.พ. ๖๘ วันแห่งความรัก