โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจัดมหกรรมโรงเรียนจิตศึกษา การขับเคลื่อน Inner Education ระหว่างวันที่ ๔ - ๕ มีนาคม ๒๕๖๘ ผมโชคดี ได้รับเชิญไปร่วมด้วย โดยทำหน้าที่ “ปาฐกถาพิเศษ Inner Education” ที่ผมคิดว่าเป็นการนำเสนอของเณรน้อย มากกว่าปาฐกถาของผู้รู้ ชมการนำเสนอนี้ได้ที่ (๑)
ได้มีโอกาสไปนอนที่บ้านพักรับแขกของโรงเรียน ที่มีบริเวณกว้างขวาง ๕๐ ไร่ สัมผัสบรรยากาศฤดูแล้งของภาคอีสาน นอนฟังเสียงนกร้องยามค่ำคืน รวมทั้งดูแลตนเองหลังได้รับยาบีซีจีตอนเช้าวันที่ ๓ ก่อนเดินทางไปบุรีรัมย์ คือหมั่นดื่มน้ำ ระหว่างรับประทานอาหารค่ำที่บ้านครูใหญ่วิเชียร ฝนตกลงมาซู่หนึ่งสั้นๆ
ห้องนอนมีเตียงนอน ๒ เตียง ผมนอนคนเดียว ลักษณะของห้องพักคล้ายของโรงแรมที่ไม่หรูหรา แต่ก็อยู่สบายแบบสมถะหน่อย และแอร์เย็นดีมาก ตอนอาบน้ำผมได้ประสบการณ์อาบน้ำโดยน้ำกระด้างอย่างชัดเจน คือฟอกสบู่ไม่มีฟอง
การประชุมจัดง่ายๆ ที่โรงเรียน คนลงทะเบียนเข้าร่วมล้นห้องประชุมที่จุได้ราวๆ ๑๕๐ คน ต้องจัดที่นั่งฟังจากจอทีวีที่ด้านข้างของอาคาร รวมทั้งมีผู้เข้าร่วมประชุม ออนไลน์ ด้วย
นีคือกิจกรรมของโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทย สู่การศึกษาที่หนุนการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพตามยุคสมัย
เช้าตรู่วันที่ ๔ ผมออกไปเดินออกกำลังในบริเวณโรงเรียน และออกไปที่ถนนหน้าโรงเรียน ที่สร้างใหม่เป็นสี่เลน ประตู ป้าย และรั้วด้านหน้าโรงเรียนสร้างใหม่สวยงาม ที่ทางเข้ามีป้ายบอกสถานที่พักและรายชื่อคนเข้าพัก รวมกว่าร้อยคน สะท้อนความเป็นโรงเรียนเพื่อการศึกษาดูงาน เห็นรถที่มาจอดจากสารพัดจังหวัด ทราบว่ามาไกลที่สุดจากเชียงราย มาถึงคอนตี ๑ เมื่อคืน
ที่ห้องพักมีป้ายบอกว่า อาหารเช้า ๗ - ๘ น. ที่โรงอาหาร ผมไปกินแล้วต่อไปที่ประชุม คุณแม่ของนักเรียนชื่อพี่นนธิ ตัวคุณแม่ชื่อสุดาดวง นาคะสุวรรณ มาประกบ บอกว่าทางโรงเรียนมอบหมายให้มาดูแลผม ผมจึงชวนนั่งคุยถามเรื่องราวของเธอ ลูก และโรงเรียน ได้ความรุ้ลึกๆ มากมาย ท่านเป็นสถาปนิก เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลาออกเพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูกที่แม่พาไปเข้าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา โดยที่แม่เลือกโรงเรียนทางเลือกให้ลูก ชั่งใจระหว่างรุ่งอรุณ ดรุณสิกขาลัย และลำปลายมาศพัฒนา
อาจารย์สุดาดวง เล่าว่าลูกชาย คือพี่นนธิ มีความสามารถพิเศษหลายอย่าง เช่น กำลังจะไปแข่งขัน rubric ที่นนธิกำลังฝึกทำเวลาให้ได้ได้ต่ำกว่า ๑๐ วินาที เล่นเปียโน เคยเลี้ยงงู และเลี้ยงมดโดยไปจับราชินีมดและมดตัวผู้มาเลี้ยงให้ออกลูก ซึ่งในที่สุดก็ต้องเลิกหมด ผมนึกในใจว่าเหมือนผมตอนอายุราวๆ ๑๐ ขวบ เลี้ยงปลาที่จับจากนา ด้วยเป้าหมายให้มันผสมพันธุ์และออกลูก (ออกไข่) ผลคือปลาตายหมดจนผมต้องเลิก
เราคุยกันจนมีคนมาเตือนว่าจะถึงเวลาพิธีเปิดการประชุมที่ห้องประชุมใหญ่แล้ว จึงย้ายไปห้องประชุม ทันไปฟังเพลงอันไพเราะของคุณณัฐภัทร เรืองบุญ ศิษย์เก่าลำปลายมาศพัฒนาที่ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในระดับ ม. ปลาย ปริญญาตรี และปริญญาโท ต่อด้วยการอ่านบทกวี โดย อ. นฤมล ปราชญโยธิน อันไพเราะยิ่ง ตามด้วยการกล่าวความรู้สึกโดยคุณเจมส์ คลาร์ก ผู้สนับสนุนทุนในการก่อตั้งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และการมอบรางวัลครูของโลก รุ่นที่ ๕ แก่ ผอ. จุฬาลักษณ์ ใหม่คำ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดต้นเชือก จ. นนทบุรี กับครูบุหงา พูลเฉลิม โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ อ. เมือง นครราชสีมา
การบรรยายเรื่อง Inner Education ของผมอยู่ที่ (๑) โดยดู PowerPoint ประกอบการบรรยายได้ที่ (๒)
ตามด้วยรายการ Pitching ครูต้นแบบนวัตกรรม ๗ ท่าน ท่านละ ๗ นาที แต่มีรายการแถม เริ่มต้นโดย นส. ภัทรวดี ตระกูลชัยพฤกษ์ อดีตนักเรียนโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่เวลานี้กำลังเรียน กศน. ชั้น ม. ปลาย และทำงานพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อหาประสบการณ์ไปพร้อมๆ กัน มาเล่าเรื่องการเรียนในโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เธอพูดได้ดีมาก และรายการที่ตามมาโดย ๗ ท่านก็สุดยอดทั้งสิ้น น่าเสียดายที่ผมไม่ได้รับ link การบันทึกใน YouTube
ตอนบ่ายผมเลือกเข้าห้อง “ศิษย์เก่าเล่าเรื่อง” ที่มีศิษย์เก่า ๒ คนมาให้คุณอ้วนจากมูลนิธิสยามกัมมาจลซักให้ผู้เข้าร่วมประชุมฟัง และตอนหลังให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมถามหรืออภิปรายด้วย และมีศิษย์ปัจจุบันชั้นมัธยม มาร่วมให้ข้อมูลเรื่อง Empathy Camp ที่นักเรียนได้ร่วมกันทำกิจกรรมที่ซับซ้อน ยาก และน่าประทับใจมาก
ผมไม่ได้เข้าฟังห้อง “ผอ. ตื่นรู้ และความท้าทายในการปลุกผู้อื่น” แต่ได้ฟัง YouTube ที่ (๓) ฟังแล้วมีความสุข ว่ามีผู้บริหารโรงเรียนที่เอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเป้าหมายหลัก ไม่ใช่มุ่งเอาใจนายเพื่อความก้าวหน้าส่วนตัว หากมี ผอ. โรงเรียนแบบที่ไปเล่ามากขึ้นเรื่อยๆ การปฏิรูปการศึกษาไทยก็มีความหวัง
๕ มีนาคม ๒๕๖๘
ผมออกไปเดินออกกำลังสายกว่าเมื่อวาน เพื่อไปกินอาหารเช้าที่โรงอาหารเวลา ๗.๐๐ น. ตามเวลาเปิด แล้วกลับไปอาบน้ำที่ห้องพัก “ปลายนา ๑” คืออยู่สุดชายแดนโรงเรียน แล้วไป “ร่วมวิถีโรงเรียนจิตศึกษา ชมนิทรรศการ และ ร่วมกิจกรรมจิตศึกษาในชั้นเรียนที่เป็น VbL (Values based Learning) นำชมและชวนร่วมกิจกรรมโดยผู้ปกครองลำปลายมาศพัฒนา (บริเวณหน้าเสาธง)”
๘.๑๕ - ๙.๑๕ น. ผมเข้าร่วมกลุ่มที่ ๑ ร่วมกิจกรรมจิตศึกษาชั้น ป. ๓ ที่มาทราบภายหลังว่า ครูที่นำกิจกรรมนักเรียนตลอดเวลา ๔๕ นาทีนั้น เป็นครูที่เพิ่งมาทำงานได้ ๕ เดือน โดยผมสะท้อนคิดกับตนเองว่า ครูชวนนักเรียนสะท้อนคิดโดยการตั้งคำถาม เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว โยงสู่สถานการณ์สมมติ ให้นักเรียนบอกความรู้สึกของตนต่อเหตุการณ์นั้นๆ โยงสู่การคาดเดาว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร เพราะอะไร นักเรียนยกมือกันสลอนขอตอบ คำตอบก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง โดยครูไม่ตัดสินเลย
ระหว่างนั่งฟัง ผมทำตัวเป็นผู้ฟังที่ไม่นั่งนิ่ง เดินไปถ่ายรูปจากมุมต่างๆ ของห้อง รวมทั้งแอบถ่ายรูปเอกสาร แผนการจัดกิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน ฐานสมรรถนะ ระดับประถมต้น ที่มี Objective เพื่อฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ และการใช้วิจาณญาณในการตัดสินใจให้ได้ผลดี แก่นสำคัญของตัวชง เคารพและเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นทำโดยไม่ตัดสิน เดินเรื่องด้วยการ “ชง เชื่อม ใช้” โดยมี ๒ ช่วงคือ (๑) ขั้นเตรียมสภาวะจิต (๒) ขั้นกิจกรรม เพื่อฝึกฝนการใคร่ครวญและการตระหนักรู้ ซึ่งมี ๓ ช่วงคือ ๑) ชง ๒) เชื่อม ๓) ใช้ โดยใช้ตุ๊กตาผ้าเป็นวัตถุประกอบการตั้งคำถาม
ช่วยให้ผมเข้าใจกิจกรรมจิตศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาชัดเจนขึ้นว่า เป็นการเรียนรู้ด้านในจากสถานการณ์หรือประสบการณ์สมมติ นำมา reflect ฝึกสะท้อนคิดเพื่อสร้าง empathy
ผมตั้งคำถามกับตนเองว่า เด็กวัยนี้ควรได้รับการฝึกให้ตั้งคำถามหรือไม่ หากควร จะมีวิธีการอย่างไร เพื่อหนุนให้เด็กสร้างสมรรถนะอะไรใส่ตัว
๙.๑๕ - ๑๒.๓๐ น. ผมเลือกเข้าร่วม “CoP พ่อแม่ชุมชนนักเรียนรู้” (ห้องถอดบทเรียน) [พ่อแม่ผู้เปลี่ยนแปลงตนเองสู่การร่วมสร้างการพัฒนาผู้ เรียนและเพื่อนผู้ปกครอง] มีแม่ ๕ คนมาตอบคำถามของคุณอ้วน (ณรงค์ชัย เต็นยะ) วิทยากรกระบวนการมือฉมังจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ช่วยให้ผมได้เข้าใจว่าแม่กลุ่มจิตอาสาช่วยเหลือโรงเรียนนี้ มีประมาณร้อยละ ๓๐ - ๔๐ ของผู้ปกครองทั้งหมด พาลูกมาเรียนที่นี่เพราะต้องการหาโรงเรียนทางเลือกให้ลูก ที่เรียนในโรงเรียนกระแสหลักไม่ได้ หรือพ่อแม่ไม่ศรัทธา ยิ่งเอาเรื่องราวของแม่-ลูกเหล่านี้มาคุยกับครูใหญ่วิเชียรตอนอาหารเที่ยง ก็ยิ่งชัดเจนว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นที่พึ่งของแม่-ลูกไม่ปกติธรรมดาเหล่านี้
ตอนเข้ากลุ่มย่อย ผมถามคุณแอนน์แม่ของพี่ไอดิน (ที่เวลานี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย) ว่ามีความขัดแย้งระหว่างแม่กลุ่มจิตอาสา กับแม่กลุ่มใหญ่ที่ด้อยโอกาสกว่าบ้างไหม เช่นเด็กทะเลาะกันลามไปถึงพ่อแม่ ได้ความว่าแม่กลุ่มจิตอาสาสามสี่คนจะรวมตัวกันชวนมาคุยทำความเข้าใจ โดยครูไม่ต้องเข้าร่วม รวมทั้งเคยรวมตัวกันไปเยี่ยมนักเรียนลูกครึ่งฝรั่งที่พ่อไม่มาเยี่ยมเป็นเวลานาน เป็นเด็กชั้นมัธยมที่ไม่ยอมมาโรงเรียนเพราะโดนเพื่อนล้อเลียน จนแก้ปัญหาให้เด็กมาเรียนได้ ตอนนี้เด็กไปอยู่กับพ่อที่ไอซ์แลนด์แล้ว
ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มาจาก สพฐ. บอกว่า โรงเรียนของท่านบริบทต่างโดยสิ้นเชิง โดยโรงเรียนอยู่ในพื้นที่โรงงาน พ่อแม่ทำงานโรงงาน ไม่มีเวลามาร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน เป็นโจทย์ที่เอาวิธี ลปม. ไปใช้แบบลอกแบบไม่ได้ ต้องหาทางประยุกต์หลักการตามบริบทของแต่ละโรงเรียน
ผมมีความเห็นว่า ประเด็นการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครองมีประเด็นรากฐานที่หลักการ ว่าการเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เกิดเฉพาะช่วง ๘ ชั่วโมงที่เด็กมาโรงเรียน พ่อแม่มาร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อเรียนรู้และเปลี่ยนความคิดตนเองในเรื่องการดูแลลูกที่บ้านและในชุมชน เห็นได้ชัดเจนว่าแม่จิตอาสากลุ่มนี้เกิด transformation ในมุมมองและพฤติกรรมในความเป็นแม่
ครูใหญ่วิเชียรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ รร. ลปม. นักเรียนไม่มีของใช้ส่วนตัว มีแต่ของใช้ร่วมกัน หากนักเรียนหรือพ่อแม่ต้องการให้นักเรียนมีของใช้อะไร จะมาปรึกษากันแล้วร่วมกันจัดหา นำมาเป็นสมบัติส่วนรวมของห้อง เป็นกุศโลบายที่แยบยลมากที่หากครูใหญ่วิเชียรไม่บอก ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมก็อดเถียงไม่ได้ว่า นักเรียนยังคงมีสมบัติส่วนตัวอยู่ดี คือแก้วน้ำกับแปรงสีฟัน
๑๓.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. ผมตั้งใจเลือกเข้าร่วมกิจกรรม กระบวนทัศน์และกระบวนการ “จิตศึกษา กับ Value based Learning” สักครึ่งชั่วโมง แต่การคุยแลกเปลี่ยนการสะท้อนคิดกับครูใหญ่วิเชียร และ ผศ. ดร. อนุชา กอนพ่วง จาก มน. อย่างสนุกสนาน ทำให้เวลาหมดโดยไม่รู้ตัว
ถึงเวลา ๑๔.๐๐ น. ต้องนั่งรถตู้ของโรงเรียนไปสนามบินบุรีรัมย์ เพื่อกลับบ้าน
วิจารณ์ พานิช
๕ มี.ค. ๖๘
สนามบินบุรีรัมย์