ว่ากันว่า ไม้เท้าของเรายังดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร

มหาสาลสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๔. มหาสาลสูตร

ว่าด้วยพราหมณมหาศาล

             [๒๐๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลคนหนึ่ง เป็นผู้เศร้าหมอง นุ่งผ้าเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพราหมณมหาศาลนั้นดังนี้ว่า “พราหมณ์ ทำไมท่านจึงดูเศร้าหมอง นุ่งห่มก็เศร้าหมอง”

            พราหมณมหาศาลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุตรของข้าพระองค์ ๔ คนในบ้านนี้ คบคิดกับภรรยาแล้วขับข้าพระองค์ออกจากเรือน”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนคาถานี้ เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมกันพร้อมแล้ว จงกล่าวว่า

                          เราหลงชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด

                          บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเรา ดุจสุนัขรุมเห่าสุกร

                          ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษผู้ลามก

                          ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ

                          บุตรเหล่านั้นเหมือนยักษ์แปลงร่างมาเกิดเป็นบุตร

                          ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้

                          บุตรเหล่านั้นกำจัดคนแก่ผู้ไม่มีสมบัติ

                          ออกจากที่อาศัยหากิน ดุจม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้ง ฉะนั้น

                          บิดาของบุตรผู้เป็นพาล เป็นผู้เฒ่า ต้องขอเขากินในเรือนผู้อื่น

                          ว่ากันว่า ไม้เท้าของเรายังดีกว่า

                          พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร

                          เพราะไม้เท้าใช้ป้องกันโคหรือสุนัขดุๆ ได้

                          ในที่มืดใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกใช้หยั่งควานเอาได้

                          พลาดแล้วช่วยพยุงไว้ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า

             ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลนั้นเรียนคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมกันพร้อมแล้ว จึงได้กล่าวว่า

                          เราหลงชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด

                          บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเรา ดุจสุนัขรุมเห่าสุกร

                          ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษผู้ลามก

                          ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ

                          บุตรเหล่านั้นเหมือนยักษ์แปลงร่างมาเกิดเป็นบุตร

                          ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้

                          บุตรเหล่านั้นกำจัดคนแก่ผู้ไม่มีสมบัติ

                          ออกจากที่อาศัยหากินดุจม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้ง ฉะนั้น

                          บิดาของบุตรผู้เป็นพาล เป็นผู้เฒ่า ต้องขอเขากินในเรือนผู้อื่น

                          ว่ากันว่า ไม้เท้าของเรายังดีกว่า

                          พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร

                          เพราะไม้เท้าใช้ป้องกันโคหรือสุนัขดุๆ ได้

                          ในที่มืดใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกใช้หยั่งควานเอาได้

                          พลาดแล้วยังช่วยพยุงไว้ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า

             ลำดับนั้น พวกบุตรนำพราหมณมหาศาลนั้นไปยังเรือน ให้อาบน้ำแล้วให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง พราหมณมหาศาลนั้นถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ แสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์ มาให้อาจารย์ ขอพระโคดมผู้เจริญ ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า จงรับส่วนของอาจารย์เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์

             ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลนั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

มหาสาลสูตรที่ ๔ จบ

----------------

อรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔

         เล่ากันมาว่า ในเรือนของพราหมณ์นั้นได้มีทรัพย์ถึง ๘ แสน. พราหมณ์นั้นได้ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน จ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน.
         ลำดับนั้น เมื่อนางพราหมณีของพราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่า ถ้าบิดาจักนำนางพราหมณีอื่นมา ตระกูลจักแตกด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนาง เอาเถอะ เราจักสงเคราะห์ท่าน.
         บุตรทั้ง ๔ คนนั้นบำรุงด้วยของกินและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้น สงเคราะห์ วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นั้นนอนกลางวันแล้วลุกขึ้น จึงพากันนวดมือและเท้า กล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง จึงอ้อนวอนว่า พวกฉันจักบำรุงท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉัน. พราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละหนึ่งแสนอีก แล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดออกเป็น ๔ ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตน มอบให้ไป. บุตรคนโตบำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน.
         ครั้นวันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำแล้วมาอยู่อย่างนี้ว่า เหตุไร ท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจนเหลือเฟือ บุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ ท่านไม่รู้ทางไปเรือนของบุตรคนอื่นๆ หรือ. พราหมณ์โกรธว่า อีหญิงถ่อย จงฉิบหาย แล้วได้ไปเรือนบุตรอื่น. แต่นั้น ๒-๓ วัน ก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้
         เหตุนั้น เมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาว เที่ยวภิกขาจารโดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลง มีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไป ลุกขึ้นนั่งตรวจดูตนเมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตร จึงคิดว่า ได้ยินว่า พระสมณโคดมมีพระพักตร์ไม่สยิ้ว มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถาร เราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ปฏิสันถาร. พราหมณ์จัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อย ถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ. ความว่า บุตรทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มีทรัพย์ จึงปรึกษากับภรรยาของตน แล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน.

         ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้น เมื่อพวกบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้น นั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่างใหญ่ ท่ามกลางพวกพราหมณ์.
         พราหมณ์แก่คิดว่า นี้เป็นเวลาของเราแล้ว จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหม เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่า กล่าวเถิด กล่าวเถิด ท่านพราหมณ์ พวกเราจักฟัง ดังนี้ จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว.
         ก็โดยสมัยนั้นแล พวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา ผู้นั้นควรให้ตายเสีย ดังนี้ เพราะฉะนั้น บุตรพราหมณ์เหล่านั้นจึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า พ่อจ๋า ขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวกฉันเถิด.
         เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูกๆ พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ๆ ของฉันพินาศเสียเลย พวกเขาจักเลี้ยงดูเรา ดังนี้.
         ลำดับนั้น คนทั้งหลายกล่าวกะลูกๆ ของพราหมณ์นั้นว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่าพวกเธอเสีย. ลูกๆ เหล่านั้นมีความกลัว จึงนำบิดาไปยังเรือนปรนนิบัติ. 

          พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบายสองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง มีร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่า เราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระสมณโคดม จึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. 

          พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูล แล้วได้กล่าวคำนี้ คือกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเอง อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกลูกๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔ ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น ข้าพระองค์จักบริโภคเอง ๒ ส่วน.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ท่านอย่ามอบให้เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้น.
         พราหมณ์กราบทูลว่า ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือน เรียกพวกลูกมาบอกว่า ลูกๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒ ส่วนแก่พระสมณโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึงบ้าน พวกเจ้าอย่าลืมเสียล่ะ พวกลูกพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ.
         เช้าวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ ของลูกคนโต. พอเขาเห็นพระศาสดาเท่านั้น รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือน ให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต.
         วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง พระองค์เสด็จไปเรือนของลูกพราหมณ์ทุกคนตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้. พวกลูกพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือนๆ กัน.

          อยู่มาวันหนึ่ง ที่เรือนของลูกคนโตมีงานมงคล. ลูกคนโตนั้นกล่าวกะบิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร. พราหมณ์กล่าวว่า พวกเราไม่รู้จักใครอื่นเลย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ ลูกคนโตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของลูกชายคนโตนั้น ในวันรุ่งขึ้น. ลูกชายคนโตนั้น เชิญเสด็จพระศาสดาให้เข้าไปสู่เรือน ซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง นิมนต์ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อย และของเคี้ยวต่างชนิด.
         ลำดับนั้น ลูกทั้งสี่คนของพราหมณ์นั่งเฝ้าพระศาสดา กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาท ขอพระองค์จงดูอัตภาพ.
         พระศาสดาตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำแล้วเป็นความดี พวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียว แล้วตรัสนาคราชชาดก ยกอริยสัจ ๔ แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนาพราหมณ์พร้อมด้วยลูก ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
         จำเดิมแต่นั้น พระศาสดามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้นในกาลทั้งปวง ดังนี้แล.