ค่ำวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ผมมีบุญสองต่อ คือได้รับเชิญจากท่านผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย คือท่านอดีตทูตเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ  ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ Professor Manabu Sato  เจ้าพ่อ SLC (School as Learning Community   ที่ทางวชิราวุธวิทยาลัยเชิญมาบรรยาย และไปเยี่ยมชม PLC ในโรงเรียนนำร่องใน กทม.   เย็นวันนั้น เลี้ยงที่ภัตตาคารจีนหลินฟ้า ที่โรงแรมสุโกศล 

ได้ทั้งลาภปาก และลาภสมอง    โดยเฉพาะลาภชนวนสะท้อนคิด ที่กำลังทำอยู่นี้   

ผมเตรียมหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ ไปสามเล่ม   ได้แจกให้ ดร. นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้ประสานงานการเชิญ ๑ เล่ม    มอบให้ ศ. ซาโตะ ๑ เล่ม   และคุณ ... ผลโภค ๑ เล่ม   และหนังสือที่นำไปมอบให้ท่าน ผบ. เกียรติคุณคือ งอกงามความรักเรียน กับ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์     

ช่วงรับประทานอาหารผมถือโอกาสซัก ศ. ซาโตะ เพื่อขอเรียนรู้เรื่อง SLC ในประเทศต่างๆ ว่าแตกต่างกันอย่างไร    ได้ความรู้มากจริงๆ  เพราะท่านมีประสบการณ์ในทุกมุมโลก    ท่านเล่าความแตกต่างของประเทศละตินอเมริกา   ประเทศที่คนขาวผสมกลมกลืนกับคนพื้นเมืองได้ดีคือเม็กซิโก    ต่างจากอาร์เจนตินา ที่คนขาวครองเมือง ชนพื้นเมืองอยู่บนเขา    ส่วนในตะวันออกกลางผู้หญิงไม่มีเสียง   โดยที่หลักการสำคัญของ SLC คือประชาธิปไตย และความเท่าเทียม สังคมแนวระนาบ    การนำ SLC ไปใช้ในต่างวัฒนธรรม จึงต้องหาทางจัดการแรงโน้มถ่วงของแต่ละวัฒนธรรม   

เช้าวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ผมออกไปเดินออกกำลังพร้อมกับฟัง ยูทูป เรื่อง SLC   ค้นพบ SLC Podcast Ep. 01 ที่ฟังแล้วเข้าใจ SLC ได้ลึกมาก  ผมขอเชิญชวนครูและผู้บริหารการศึกษาที่ต้องการพลิกโฉมการศึกษาไทยเข้าไปชม พ็อดคาสต์ นี้   เพราะจะช่วยให้เข้าใจว่า เราต้องช่วยกันเปลี่ยนวัฒนธรรมในระบบการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง   

ผมได้เข้าใจว่า SLC เป็น “ลัทธิ” ใหม่ด้านการศึกษา    ที่เผยแพร่อย่างเอาจริงเอาจังโดย ศ. ซาโตะ ไปทั่วโลก    โดยท่านบอกว่า ท่านเดินทางไปต่างประเทศ ๑ ใน ๓ ของเวลาแต่ละปี  ลัทธิใหม่นี้เป็นอย่างไร ให้เข้าไปดู SLC Podcast Ep. 01    จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง SLC กับ PLC ด้วย    รวมทั้งได้เข้าใจวิธีใช้สองเครื่องมือนี้ให้เสริมพลังกัน    

เป็นโอกาสให้ผมได้ตรวจสอบตนเอง   ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง ในการเขียนหนังสือโรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ๒ ปีเศษมาแล้ว    เพราะผมสงสัยมานานแล้ว ว่าในการเขียนหนังสือแต่ละเล่มของผม  น่าจะมีหลายส่วนที่ผมเข้าใจไม่ลึก หรือบางกรณี เข้าใจผิด    ตรวจสอบแล้วโล่งใจว่า น่าจะไม่มีอะไรที่ผิดจังๆ   แต่ก็บอกผมว่าตอนเขียนต้นฉบับหนังสือ ผมเข้าใจหลักการหลายส่วนไม่แจ่มชัดเท่าตอนได้พูดคุยกับ ศ. ซาโตะ     

ผมขอให้สหายเอไอช่วยเหลือ โดย ตั้งคำถามว่า  “จากลิ้งค์ทั้งสาม นี้ Manabu Sato   โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้   SLC Podcast Ep. 01    กรุณาสรุปประเด็นสำคัญเรื่อง SLC  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นหลักสำหรับนำมา transform ระบบการศึกษาไทย”   ได้รับคำตอบจาก Gemini ดังนี้

Gemini

จากประเด็นสำคัญใน SLC Podcast Ep. 01 และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด School as Learning Community (SLC) ของศาสตราจารย์ Manabu Sato สามารถสรุปประเด็นหลักเพื่อนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่าน (Transform) ระบบการศึกษาไทยได้ดังนี้ครับ:

1. ปรัชญาพื้นฐาน 3 ประการ (3 Pillars of SLC)

หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมโรงเรียนไทยจากระบบอำนาจนิยมหรือการทำงานแยกส่วน ไปสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้:

  • ความเป็นสาธารณะ (Publicness): โรงเรียนและห้องเรียนต้องไม่ใช่พื้นที่ปิด ครูควรเปิดประตูห้องเรียนให้เพื่อนร่วมงานและผู้บริหารเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความโปร่งใสและแบ่งปันประสบการณ์การสอน
  • ประชาธิปไตย (Democracy): การเคารพในคุณค่าและเสียงของทุกคนอย่างเท่าเทียม "แม้แต่เด็กที่พูดเสียงเบาที่สุด เสียงของเขาก็ต้องถูกรับฟัง" เน้นความสัมพันธ์แนวราบ (Horizontal relationship) ทั้งระหว่างครูกับครู และครูกับนักเรียน
  • ความเป็นเลิศ (Excellence): ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อให้เป็นที่หนึ่ง แต่คือการสนับสนุนให้ทุกคน (ทั้งครูและเด็ก) พัฒนาไปสู่จุดที่ดีที่สุดของตนเอง โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (No one left behind)

2. ระบบกิจกรรม 3 อย่าง (3 Activity Systems)

เครื่องมือหลักในการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติในโรงเรียน:

  • การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลัง (Collaborative Learning): เปลี่ยนจากการทำงานกลุ่มแบบแบ่งงานกันทำ (Cooperative) มาเป็นการเรียนรู้ที่เด็กทุกคนต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทาย (Jump Task) และแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเน้นการฟังและการช่วยเหลือกัน
  • ความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร (Professional Relationship/Collegiality): สร้างวัฒนธรรมที่ครูเรียนรู้จากกันและกันผ่านระบบ "Buddy" หรือเพื่อนคู่หู แทนการนิเทศแบบจับผิดหรือการสั่งการจากบนลงล่าง
  • การเรียนรู้จากห้องเรียนและการสะท้อนคิด (Learning from Practice): ใช้การเปิดห้องเรียน (Open Classroom) เพื่อสังเกต "การเรียนรู้ของเด็ก" ไม่ใช่มาดูว่า "ครูสอนดีหรือไม่" แล้วนำสิ่งที่พบมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในวง PLC

3. ประเด็นหลักสำหรับ Transform ระบบการศึกษาไทย

จากการถอดบทเรียนใน Podcast ประเด็นที่จะช่วยให้ SLC เกิดขึ้นจริงในไทยคือ:

  • ก้าวข้าม PLC แบบทางการ: ปรับเปลี่ยนจากการทำ PLC ตามนโยบายที่เน้นเอกสารหรือการรายงานผล มาเป็นการสร้าง "วัฒนธรรมการเรียนรู้" ที่เกิดจากความเต็มใจของครู
  • ปรับจุดเน้นจาก "ครู" ไปที่ "เด็ก": ในการเปิดห้องเรียน ครูไทยควรฝึกสังเกตปฏิกิริยาและการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายคน เพื่อดูว่าเด็กคนไหนเริ่มหลุดจากการเรียนรู้ และจะช่วยส่งต่อการเรียนรู้นั้นได้อย่างไร
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัย: การ Transform เริ่มต้นจาก "ความสัมพันธ์เชิงบวก" ในห้องพักครู หากครูรู้สึกปลอดภัยที่จะแชร์ความล้มเหลวในห้องเรียน การพัฒนาก็จะเกิดขึ้นได้จริง

SLC Podcast Ep.01 | เริ่มทำความรู้จักกับแนวคิด SLC

วิดีโอนี้อธิบายพื้นฐานและปรัชญาของ SLC โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญที่ขับเคลื่อนแนวคิดนี้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเข้าใจภาพรวมของการปฏิรูปโรงเรียนตามแนวทางของ Manabu Sato 

 

หัวใจอย่างหนึ่งของลัทธิ SLC คือ ความร่วมมือ (Collaboration)   ที่ต่างจาก cooperation ที่ภาษาไทยใช้คำว่า การร่วมมือ เหมือนกัน   แต่จะเห็นว่า Gemini แปลคำว่า collaboration  เป็น “ร่วมมือร่วมพลัง”   โดย ศ. ซาโตะบอกว่า cooperation เน้น แบ่งงานกันทำ ช่วยให้งานใหญ่สำเร็จได้ในเวลาที่กำหนด   ส่วน collaboration เป็นสภาพที่สมาชิกของทีมฟังซึ่งกันและกัน นำสู่การทำความเข้าใจความคิดที่แตกต่างหากหลาย   และเกิดแนวคิด (ไอเดีย) ใหม่   ที่ผมตีความต่อ ว่า collaboration เป็นสะพานเชื่อมสู่ creativity – ความริเริ่มสร้างสรรค์     

Cooperation จึงน่าจะแปลว่า “ร่วมแรง”    ส่วน collaboration แปลว่า “ร่วมปัญญา” หรือ “ร่วมคิด”   

นำผมสู่คำว่า Listening Pedagogy   ผมจึงถามสหายเอไอดังนี้ “Listening Pedagogy มีที่มาอย่างไร ความหมายลึกๆ คืออะไร  นำมาประยุกต์ใช้ในกรณีใดบ้าง  มีคำแนะนำให้ใช้ในบริบทระบบการศึกษาไทยอย่างไร   โดยเฉพาะการที่ผู้ใหญ่กว่า หรือผู้มีตำแหน่งสูงกว่า เอาใจใส่ฟังคนระดับล่าง”   คำตอบของ Gemini คือ

Gemini

Listening Pedagogy (สุนทรียภาพแห่งการฟัง หรือ ครุศาสตร์แห่งการฟัง) เป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด SLC (School as Learning Community) โดยศาสตราจารย์ Manabu Sato ซึ่งถือเป็นรากฐานของการสร้าง "ชุมชนแห่งการเรียนรู้" อย่างแท้จริง ข้อมูลเชิงลึกมีดังนี้ครับ

1. ที่มาของ Listening Pedagogy

แนวคิดนี้มีต้นกำเนิดจากการสังเกตห้องเรียนในญี่ปุ่นและปรัชญาสากล:

  • ปรัชญาบทสนทนา (Dialogic Philosophy):ได้รับอิทธิพลจากนักคิดอย่าง Mikhail Bakhtin และปรัชญาสายตีความ (Hermeneutics) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่าง "ตัวตนของเรา" กับ "สิ่งอื่น" (คนอื่น, เนื้อหา, หรือโลก)
  • การปฏิรูปห้องเรียน: อาจารย์ Sato ค้นพบว่าปัญหาของห้องเรียนส่วนใหญ่คือครู "พูดมากเกินไป" และมุ่งเน้นแต่จะ "สอนให้จบตามแผน" จนไม่ได้ยินเสียงที่แท้จริงของนักเรียน ท่านจึงเสนอว่าการสอนไม่ใช่กิจกรรมของการ "พูด" (Telling) แต่คือกิจกรรมของการ "ฟัง" (Listening)

2. ความหมายลึกๆ: ฟังมากกว่าแค่ได้ยิน

Listening Pedagogy ไม่ได้หมายถึงการฟังเพื่อจับใจความเพียงอย่างเดียว แต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น:

  • Receptive Listening (การฟังเชิงรับ): เป็นการฟังด้วยความเคารพและเปิดใจ (Caring & Waiting) ไม่ตัดสิน ไม่รีบแทรกแซง หรือรีบสรุปว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นถูกหรือผิด
  • การฟังเสียงที่ "ไม่ได้พูด" (Unvoiced Voice): คือการสังเกตท่าทาง แววตา หรือความเงียบของอีกฝ่าย เพื่อรับรู้ถึงความสับสน ความกังวล หรือความพยายามในการคิด
  • การเชื่อมโยง (Connecting): การฟังเพื่อที่จะ "ถักทอ" (Weaving) ความคิดของผู้อื่นเข้ากับความคิดของเรา จนเกิดเป็นความรู้ใหม่ร่วมกัน

3. การนำมาประยุกต์ใช้

  • ในห้องเรียน: ครูฟังนักเรียนเพื่อหา "ประกายไฟ" ของการเรียนรู้ เมื่อเด็กตอบผิด ครูจะไม่บอกว่า "ผิด" แต่จะฟังเพื่อทำความเข้าใจว่า "ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น" และใช้ความคลาดเคลื่อนนั้นเป็นบทเรียนให้เพื่อนคนอื่นได้คิดต่อ
  • ในวงประชุมครู (PLC/SLC): ครูฟังเพื่อนครูที่มาแชร์ประสบการณ์สอน โดยไม่แนะนำหรือสอนเทคนิคทันที แต่ฟังเพื่อสะท้อนคิด (Reflection) ว่าเราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น

4. คำแนะนำสำหรับระบบการศึกษาไทย (กรณีผู้ใหญ่ฟังผู้น้อย)

ในบริบทสังคมไทยที่มีระบบอาวุโสและโครงสร้างอำนาจนิยม (Hierarchy) เข้มแข็ง การนำ Listening Pedagogy มาใช้มีความท้าทายและข้อแนะนำดังนี้ครับ:

  • เปลี่ยนจาก "อำนาจสั่งการ" เป็น "อำนาจแห่งความสัมพันธ์": ผู้บริหารหรือครูอาวุโสต้องตระหนักว่า "ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งต้องพูดให้น้อยลง" เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ให้คนรุ่นใหม่หรือคนระดับปฏิบัติการกล้าแสดงความคิดเห็น
  • การฟังแบบ "ระงับตัวตน" (Suspending Ego): ผู้ใหญ่ควรฝึกฟังโดยวาง "ความเชี่ยวชาญ" หรือ "ประสบการณ์ที่ผ่านมา" ไว้ชั่วคราว เพื่อรับฟังมุมมองใหม่ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจ หากผู้ใหญ่รีบสอนหรือรีบสรุป ผู้น้อยจะหยุดสื่อสารทันที
  • ใช้ "ความเงียบ" เป็นเครื่องมือ: ในวงสนทนา เมื่อผู้น้อยพูดจบ ผู้ใหญ่ควรทิ้งจังหวะหยุดสักครู่ (Pause) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรากำลัง "คิดและไตร่ตรอง" ในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ ไม่ใช่แค่รอจังหวะเพื่อจะสวนกลับ
  • ฟังเพื่อ "สนับสนุน" ไม่ใช่ฟังเพื่อ "จับผิด": ปรับเปลี่ยนจากการประเมิน (Evaluating) เป็นการทำความเข้าใจ (Understanding) เมื่อครูชั้นผู้น้อยทำพลาด ผู้บริหารต้องฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และตั้งคำถามว่า "เราจะสนับสนุนคุณได้อย่างไรบ้าง"

สรุปประเด็นสำหรับ Transform การศึกษาไทย:

หากผู้บริหารโรงเรียนหรือครูอาวุโสในระบบการศึกษาไทยสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้บอกทาง" (Leader as Teller) มาเป็น "ผู้ฟังที่ทรงพลัง" (Leader as Listener) จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) และเปลี่ยนโรงเรียนจากสถานที่ทำงานตามคำสั่ง ให้กลายเป็น "ชุมชนที่ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน" อย่างแท้จริงครับ

 

เช้าวันที่ ๑๙ ดร. นิภาพร กรุณาส่ง เอกสารสรุปการบรรยายของท่านที่คณะครุศาสตร์ จุฬา เมื่อปี ๒๕๖๒ มาให้    พร้อมกับ PowerPoint ที่ ศ. ซาโตะ ใช้บรรยายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ มาให้   ช่วยให้ผมได้รู้จัก Thailand Principal Forum (๑)   (๒)   (๓)    และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มี ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล เป็นผู้อำนวยการ   ที่กำลังขับเคลื่อน  SLCในวงการศึกษาไทยอย่างเข้มแข็ง   

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ก.พ. ๖๙