
ผมเริ่มรู้จักชีวิต งาน และเกียรติคุณ ของท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ตั้งแต่กว่า 40 ปีก่อนเมื่อจบศิลปะของโรงเรียนเพาะช่างแล้วมาเรียนสาขาเวชนิทัศน์ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อครั้งคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราชและอีกหลายคณะของมหาวิทยาลัยมหิดลยังไม่ได้ยกระดับก่อตั้งขึ้นเป็นคณะ แต่เป็นการรู้จักแบบนักศึกษาและคนรุ่นหลังห่างไกลจะรู้จักอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ บรรพชน บุพการีของสังคมการศึกษาของศิริราชและมหาวิทยาลัยมหิดลในยุคนั้นหลายท่าน ประสบการณ์ยังน้อย สติปัญญายังแคบ
เมื่อจบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ไปทำงานที่ศูนย์เอกสารและพิพิธภัณฑ์เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างนั้น หลังทำงานและรอเข้ารับพระราชทานปริญญาได้ 4-5 เดือน อาจารย์ของผม รองศาสตราจารย์นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน ก็พูดเปรยกับพวกเราที่แวะเวียนกลับไปหาครูอาจารย์และยังติดอยู่กับบรรยากาศของโรงเรียนเวชนิทัศน์ที่ตึกโอพีดีเก่าริมน้ำเจ้าพระยาว่าใครอยากไปทำงานพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานกับหมอกระแส ชนะวงศ์ กับหมอประเวศ วะสีบ้างไหม ในยุคนั้น ผมรู้จักด้วยแล้ว ว่าอาจารย์หมอกระแส ชนะวงศ์ อาจารย์หมอประเวศ วะสี อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นชาวไทยที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ก่อตั้งและดำเนินการขึ้น มอบให้แก่ปัญญาชนและผู้นำที่สร้างคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่มนุษยชาติ ซึ่งเหมือนเป็นรางวัลโนเบลของกลุ่มประเทศอาเซียน
ท่านอาจารย์หมอนันทวันเล่าเรื่องราวโดยย่อเกี่ยวกับการริเริ่มและก่อตั้งองค์กรนำการพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานขึ้นในประเทศไทย ซึ่งสรุปโดยรวมคือยังไม่มีอะไรเลย ไม่มีคน ไม่มีสำนักงานดำเนินการ มีแต่คนเก่งไปรวมตัวกันและมีแนวคิดจะดำเนินการต่างๆ ซึ่งดูแล้วก็จะมีแต่ความลำบาก แต่มุ่งบรรลุผลต่อประชาชนและสังคมของคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะภาคชนบท งานที่จะไปทำก็คงจะต้องไปศึกษา บุกเบิก และริเริ่มดำเนินการต่างๆเอาเอง ที่พื้นที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งเมื่อ 40-50 ปีก่อนนั้น ยังเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ในปริมณฑลกรุงเทพมหานคร ติดกับนครปฐม แต่ผมพอจะรู้จักและศรัทธาวิถีของทั้งสองท่าน อาจารย์หมอกระแส ชนะวงศ์ และอาจารย์หมอประเวศ วะสี อยู่เป็นทุนเดิม เมื่ออาจารย์หมอนันทวันได้นำมากล่าวถึง อีกทั้งบอกว่าอาจารย์หมอประเวศและอาจารย์หมอกระแสนั้นเป็นชาวศิริราช และหมอกระแส ก็เป็นเพื่อนของอาจารย์ด้วย ผมก็เลยบอกกับอาจารย์ว่าผมมีความสนใจ และหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ผมก็ร่วมเก็บงานทำสื่อและสิ่งจัดแสดงน้อมเกล้าฯ ทรงเสด็จแทนพระองค์ เปิดพิพิธภัณฑ์หอยและสัตว์เลื้อยคลาน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นงานสุดท้าย ไปสอบเข้าเริ่มต้นทำงานกับสถาบันวิชาการสนับสนุนการพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งต่อมาคือสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล มาตั้งแต่บัดนั้น ตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งท่านอาจารย์หมอประเวศ เป็นท่านหนึ่ง ที่ได้เป็นกำลังสติปัญญา กำลังวิชาการ เป็นผู้นำ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ให้กับงานดังกล่าวมาอย่างใกล้ชิด
ผมประทับใจ ซาบซึ้ง กินใจ และสนใจวิทยาการปัญญาปฏิบัติหลายอย่างของท่าน ที่สร้างชุมชนทางปัญญาและนำสร้างสรรค์การวิวัฒน์สังคมอย่างกว้างขวางที่ยึดโยงกับสุขภาพและสุขภาวมูลฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะงานเขียนสื่อสารการแพทย์และสุขภาพเชิงสังคม หมอชาวบ้าน การพัฒนาการศึกษาสร้างคนผู้นำพัฒนาสังคม การบูรณาการเชื่อมโยงมิติสังคมกับปรากฏการณ์ธรรมชาติชีวิตตั้งแต่ระดับโมเลกุล จุลภาค โลหิตวิทยา กับอุบัติการณ์ทางสุขภาพและระบบสังคมที่ต่างเป็นปัจจัยส่งผลถึงกัน
อาจารย์เป็นยอดผู้นำวิทยาการแพทยศาสตร์และการพัฒนาสุขภาพเชิงสังคมท่านหนึ่งของประเทศ ที่นำปฏิบัติการให้เห็นได้ว่าเราสามารถเดินออกไปสร้างสังคมให้ส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาของสังคมประเทศชาติ และสามารถพัฒนาสุขภาพให้ส่งผลดีต่อการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่จะทำได้ยากด้วยหนทางอื่นและทำไม่ได้ด้วยภาคส่วนหนึ่งใดแต่โดยลำพัง งานสุขภาพ งานการศึกษา และการสร้างสุขภาวะสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ มีธรรมชาติเป็นสิ่งที่จะน้อมนำการร่วมแรงร่วมใจกันของสังคมให้บรรลุเป้าหมายการสู้สิ่งยากที่ทำด้วยวิธีอื่นไม่ได้ งาน แนวคิด และประเด็นชี้แนะทางสติปัญญาของท่านอาจารย์ มีพลังคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับสภาวการณ์สังคมไทย ชวนให้เกิดพลังใจ ให้ความสำคัญกับวิถีแห่งปัญญา บูรณาการสรรพวิทยาการ ใส่ใจต่อสังคมไทย สังคมโลก วิถีชีวิตชนพื้นถิ่น อิงอาศัยกัน ในทุกวิกฤติปัญหาได้ตลอด คงมั่นหยัดยืนเสมอตลอด 40-50 ปี ที่ผมมีวาสนาได้รู้จักและเข้ามาอยู่ในเสี้ยวแวดวงหนึ่งที่ท่านมีบทบาทสำคัญด้วย
ในบทบาทของภาควิชาการ สถาบันวิจัย สถาบันพัฒนากระบวนการศึกษา สถาบันการศึกษาขั้นสูง และเป็นสถาบันนำการพลวัตทางภูมิปัญญาของสังคม ดังเช่นมหาวิทยาลัยมหิดลในส่วนที่ผมได้อยู่นั้น วิถีการให้สติปัญญา การเป็นครู เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้สร้างวาระและเวทีการรวมตัวทำงานร่วมกันเพื่อสังคมประเทศชาติและเพื่อโลกกว้างอย่างสร้างสรรค์ ของท่านอาจารย์หมอประเวศ โดยไม่ต้องรอตั้งรับอยู่ด้านเดียว แต่ต้องรู้ริเริ่มการทำงานเชิงรุก แปรวิกฤติเป็นโอกาส แปรปัญหาเป็นปัญญา อีกทั้งไม่ต้องรอให้คัดเลือกคนเก่งมาเข้าระบบของมหาวิทยาลัยได้อย่างต้องการแล้ว การศึกษา องค์ความรู้การวิจัยที่ดี กระบวนการวิชาการเชิงสังคม และกระบวนการทางปัญญาเพื่อนำการวิวัฒน์ของสังคม จึงจะเริ่มต้น เป็นวิถีวิชาการและการศึกษานำสร้างสังคม ที่อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมาก ทั้งในมหาวิทยาลัยมหิดลและในทั่วประเทศ
อาจารย์มีบทบาทนำสร้างวัฒนธรรมใหม่ ในการไม่เพียงถือเอาความรู้ วิชาการ ทฤษฎี และบทบาทรวมศูนย์ตั้งรับ ถือหลักถ่ายทอดวิทยาการแต่ไม่ยึดโยงกับความเป็นปัจจุบันของวิกฤติปัญหาและความเป็นจริงของสังคม ของมหาวิทยาลัย สถาบันทางปัญญา สถาบันการศึกษาขั้นสูง สถาบันวิจัย แต่เพิ่มบทบาทความจำเป็นมิติใหม่มากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายร่วมกับภาคส่วนต่างๆของสังคมอย่างบูรณาการ จากนั้น ก็หนุนเสริมและพาผู้คนนำการเปลี่ยนแปลงจากการเผชิญวิกฤติปัญหา เปิดกว้างและเรียนรู้อย่างเมตตากับชุมชนปัญญาปฏิบัติและกลุ่มการรวมตัวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างภูมิปัญญาที่มีนัยสำคัญต่อการร่วมสร้างสุขภาวะสังคมในภาคส่วนต่างๆ
แนวทางดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับวิถีวิชาการปฏิบัติการเชิงสังคม จึงนอกจากจะได้ติดตามงานคิดงานเขียน ประเด็นการให้ข้อชี้แนะทางวิชาการ การวิจัย การสื่อสารสร้างปัญญาสาธารณะ การศึกษาปรากฏการณ์ดังที่ดำเนินไปของสังคม ของอาจารย์ที่จะมีอย่างต่อเนื่องแล้ว ชีวิตและงานของท่านจัดว่าเป็นตำรามีชีวิตของสังคมร่วมยุคสมัย ที่ในชุมชนการศึกษา ชุมชนวิชาการ ชุมชนการวิจัย ตลอดจนชุมชนปัญญาปฏิบัติ จะได้ใช้เป็นฐานสร้างปัญญาหมู่ร่วมกัน ในการวิพากษ์ทบทวน สัมมนา ใคร่ครวญ อภิปรายวิชาการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาการวิจัย พัฒนาแนวคิดและแนวปฏิบัติที่สามารถสะท้อนขยายผลการสร้างเสริมกันเป็นทวีคูณของทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ Theory and Practice ในขอบเขตต่างๆ ที่ผมได้ทำอยู่ตลอดเวลา ทั้งการสร้างผู้นำบุคลากรประจำการระดับ Non-Degree Program และ Short Course Training การสร้างคนผู้นำระดับ Degree Program ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก การสร้างเครือข่ายผู้นำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแนวประชาคม บูรณาการและสะท้อนความหมายจากการพัฒนาสุขภาพ การพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน การสร้างการมีส่วนร่วมการพัฒนาอย่างบูรณาการกับมิติสุขภาพ และการพัฒนาองค์ประกอบสุขภาวะชุมชน
นอกจากนี้ ก็มีส่วนมาก ที่ทำให้ผมเกิดความเชื่อมั่น ขออาสาที่ประชุมชุมชนผู้นำสหวิทยาการของมหาวิทยาลัยมหิดล และจากภายนอกของประเทศที่ประสานงานมาร่วมประชุมกันโดยมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีอาจารย์เป็นประธาน ลงไปทำงานพัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเชิงพื้นที่ในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ของสังคม เมื่อหลังวิกฤติสังคมไทยปี 2535 ต่อเนื่องด้วยวิกฤติเศรษฐกิจโลก 2540 ที่กระจายออกไปจากการล่มสลายทางเศรษฐกิจของสังคมไทย ด้วยการลงไปเรียนรู้กับพื้นที่ ในการวิวัฒน์ตนเองนำกระบวนการสร้างสรรค์สังคมให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า กระจายตัวนำการพัฒนาในมิติใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับพื้นถิ่นความแตกต่างหลากหลายของประเทศ แปรวิกฤติเป็นโอกาส สร้างระบบและกลไกการจัดการอย่างมีส่วนร่วม เสริมพลังปฏิรูปตนเองของสังคม โดยถือเอาประเด็นร่วมเชิงพื้นที่ พื้นถิ่นจังหวัด กลุ่มจังหวัด เป็นตัวตั้ง ที่จังหวัดกาญจนบุรี พื้นถิ่นชาติภูมิของท่าน จังหวัดพื้นที่ชายแดนภาคตะวันตก และพื้นที่ผืนป่าต้นน้ำแคว กลุ่มจังหวัดอุตสาหกรรมภาคตะวันตก กลุ่มจังหวัดลุ่มน้ำท่าจีนแม่กลอง
กระบวนการทำงานเชิงพื้นที่ดังกล่าว เป็นกระบวนการออกแบบวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ยึดโยงกับกระบวนการสร้างพลวัตทางปัญญาสาธารณะของสังคมอีกหลายชั้น สะท้อนฐานล่างขึ้นบน สะท้อนระบบส่วนบนลงฐานล่าง และผสมผสานหลายระนาบ ทั้งกระบวนการวิชาการ การวิจัย กระบวนการทางการศึกษา การสื่อสารสาธารณะ การสร้างองค์ความรู้ งานผลิตงานความคิด บทความ หนังสือตำรา การสร้างเวทีสนทนาหารือเชิงนโยบาย Theory and Practice, Multi-Sectoral and Multi-Functionals Policy Dialogue กระบวนการเวทีประชาคมจังหวัด การพัฒนานวัตกรรมการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การสร้างคน การสร้างระบบและกลไกนำการพัฒนามิติใหม่ๆของสังคม ตลอดจนการบูรณาการ ทำงานถักทอเชื่อมประสานกัน ก่อเกิดพลังการสะท้อนความหมาย พลวัตวิทยาการ การสื่อสนทนาสาธารณะด้วยทัศนวิพากษ์ความรู้ การเรียนรู้ และภูมิปัญญาเชิงปฏิบัติการสังคม การจัดตั้งตนเอง นำการวิวัฒน์ตนเอง สร้างความตื่นตัวและเป็นหลักความมั่นคงแยบคายทางสติปัญญา เสริมพลังหลายภาคส่วนของสังคมไทยให้นำตนเองฝ่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ วิกฤติทางสังคมรอบด้าน วิกฤติทางการเมือง ที่ทรงพลังภาวะผู้นำทางปัญญา งดงาม ดีงาม สร้างรากฐานปัญญาปฏิบัติ และเสริมพลังก่อเกิดการเคลื่อนไหว ร่วมจรรโลงความงอกงามในมิติต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง แม้ในยามที่สังคมมีข้อจำกัดที่สุด ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของพหุภาคส่วนสังคม ประชาชนพลเมือง ด้วยกระบวนการพลวัตอุดมศึกษาประชาชนพลเมือง และการศึกษาเพื่อวิวัฒน์การกระจายตัวสร้างรากฐานสุขภาวะสังคม จัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางวิชาการเชิงสังคมที่อาจารย์มีส่วนสำคัญ ส่งผลกว้างขวางและมีความหมายมากที่สุดครั้งหนึ่งต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำทางปัญญาเชิงสังคมอย่างบูรณาการของอาจารย์ ทำให้สถานการณ์และทุกวิกฤติปัญหาสังคม แปรเป็นมหาวิทยาลัยประชาสังคม ตำรามีชีวิต สตูดิโอปฏิบัติการศิลปวิทยวัฒนธรรมมีชีวิต มณฑลบริบาลสุขภาวมูลฐานพหุลักษณ์สังคม อย่างกว้างขวางหลากหลาย ทุกขอบเขต ทุกระดับ ก่อเกิดตัวบทเนื้อหาจากการสามารถน้อมสนทนาสื่อสารกัน สร้างพลวัตภูมิปัญญาสร้างสรรค์ ผสานยึดโยงทุกมิติ สะท้อนลงสู่องค์ประกอบพื้นฐาน ความจริง ธรรมชาติแห่งชีวิต ผ่านองค์ประกอบความหมายทางสุขภาพและสุขภาวสังคมในทุกสิ่ง และสะท้อนสร้างฐานรากสุขภาวะสังคม สร้างพลวัตสังคมจากฐานชีวิต ด้วยวิทยาการนำปฏิบัติการสุขภาพเชิงสังคม และสะท้อนความหมายนำสร้างสุขภาวะพหุมิติของสังคม บูรณาการกับองค์ประกอบทางสุขภาพในฐานชีวิตของทุกคน อย่างทรงพลังพหุปัญญา เปิดกว้างต่อสรรพวิทยาการศาสตร์ศิลป์ มีผลต่อวัฒนธรรมทางปัญญาบนความเป็นวิทยาศาสตร์ของสังคมไทยร่วมสมัย ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในทุกยุคสมัย
เชื่อได้ว่าวิถีปัญญาเชิงสังคมของอาจารย์ จะเป็นต้นธาร แบบอย่าง ความเชื่อมั่น และให้ความใฝ่มุ่งหวังได้ ของคนรุ่นต่อไปในอนาคตอีกนานเท่านาน ว่าการศึกษา การพัฒนาการเรียนรู้ และกระบวนการปัญญาปฏิบัติของสังคม ประชาชนพลเมือง ยึดโยงกับฐานชีวิต ฐานปัญญาสังคม เป็นมหาวิทยาลัยประชาสังคม สร้างสุขภาวะสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติได้อย่างไม่จำกัด และพาสังคมแปรวิกฤติเป็นโอกาส สร้างอนาคตการพัฒนาที่ดีร่วมกันจากพื้นฐานที่มี ได้อย่างดีเสมอ
……………
ขอน้อมกราบท่านด้วยความเคารพยิ่ง ผศ.ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ บ้านสังคมศิลป์ เชียงใหม่ WAC Artist พัฒนาวิชาการบูรณาการ สุขภาวมูลฐาน มิติสุนทรียพลานามัย อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตประธานสาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และรองประธานคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขต 1 ภาคเหนือ ชุดบุกเบิก ชุดที่ 1