ท่านพราหมณ์ ท่านถวายบิณฑบาตตลอด ๓ วัน ยังย่อท้ออยู่ ในโลกมีธรรม ๑๖ ประการที่ควรทำบ่อยๆ ดังนี้

อุทยสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๒. อุทยสูตร

ว่าด้วยอุทยพราหมณ์

             [๑๙๘] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ตักข้าวใส่บาตรถวายจนเต็ม

             แม้ครั้งที่ ๒ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ฯลฯ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ก็ตักข้าวใส่บาตรถวายจนเต็ม

             แม้ครั้งที่ ๓ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ฯลฯ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ก็ตักข้าวใส่บาตรถวายจนเต็มแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระสมณโคดมนี้ติดในรสจึงเสด็จมาบ่อยๆ”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อยๆ

                          ฝนย่อมตกบ่อยๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆ

                          แว่นแคว้นย่อมสมบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อยๆ

                          ผู้ขอย่อมขอบ่อยๆ ทานบดีย่อมให้บ่อยๆ

                          ครั้นให้บ่อยๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ

                          ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดน้ำนมบ่อยๆ

                          ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อยๆ

                          บุคคลย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อยๆ

                          คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อยๆ

                          สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆ

                          บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อยๆ

                          ส่วนผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินย่อมไม่เกิดบ่อยๆ

                          เพราะได้มรรคแล้วไม่มีภพใหม่อีกต่อไป

             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุทยพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

อุทยสูตรที่ ๒ จบ

-----------------

อรรถกถาอุทยสูตรที่ ๒

          ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นพราหมณ์นั้น ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียว เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงปิดประตูแล้วประทับนั่ง ทรงเห็นโภชนะที่เขายกเข้าไปไว้ใกล้พราหมณ์ ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้นทรงคล้องบาตรที่จะงอยบ่า เสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จถึงประตูพระนครทรงนำบาตรออก แล้วเสด็จเข้าภายในพระนคร ทรงดำเนินไปตามลำดับ ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านพราหมณ์.
         พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ถวายโภชนะที่เขาจัดแจงมาเพื่อตน. แม้ในวันที่ ๒. แม้ในวันที่ ๓ ได้ยินว่า ในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประตูเรือนพราหมณ์ติดๆ กัน ตลอด ๓ วัน ไม่มีใครๆ ที่สามารถจะลุกขึ้นรับบาตรได้. มหาชนได้ยืนแลดูอยู่เหมือนกัน.
         พราหมณ์แม้ถวายจนเต็มบาตรตลอด ๓ วัน ก็มิได้ถวายด้วยศรัทธา. พราหมณ์บริโภคโดยมิได้ถวายแม้เพียงภิกษาแก่บรรพชิตที่มายืนอยู่ยังประตูเรือน แต่ได้ถวายเพราะกลัวถูกติเตียนว่า บรรพชิตมายืนถึงประตูเรือนแล้ว แม้เพียงภิกษาก็ไม่ถวาย กินเสียเอง ดังนี้. และเมื่อถวาย ๒ วันแรกถวายแล้วมิได้พูดอะไรๆ เลย กลับเข้าบ้าน. ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอะไรๆ เหมือนกัน เสด็จหลีกไป แต่ในวันที่ ๓ พราหมณ์ไม่อาจจะอดกลั้นไว้ได้ จึงได้กล่าวคำนี้.
         แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จไปจนถึงครั้งที่ ๓ ก็เพื่อจะทรงให้เขาเปล่งวาจานั้นนั่นเอง. พระศาสดาทรงสดับคำของพราหมณ์แล้ว ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ ท่านถวายบิณฑบาตตลอด ๓ วัน ยังย่อท้ออยู่ ในโลกมีธรรม ๑๖ ประการที่ควรทำบ่อยๆ ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น จึงทรงเริ่มพระธรรมเทศนานี้.
         ในที่สุดเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยบุตรภรรยา พวกมิตรและญาติ เลื่อมใส ถวายบังคมแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.