บทที่ ๕ นี้ชวนท่านผู้อ่านคิดใคร่ครวญเรื่องการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย ในช่วงก่อนปฏิสนธิ จนถึงเด็ก และต่อเนื่องไปจนวัยชรา ซึ่งส่วนหนึ่งได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ ๓ การจัดการเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ที่ดี มีลักษณะอย่างไร ในหัวข้อ การวางพื้นฐานด้าน สังคม-อารมณ์ ในเด็กเล็ก วัย ๐ - ๓ ขวบ และในหัวข้ออื่นๆ ในบทที่ ๓
บทที่ ๕ นี้ จึงเน้นการมองภาพใหญ่ ของการจัดการด้านสังคม-อารมณ์ ของประเทศ และของพื้นที่ ทั้งเพื่อเตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ของสังคม เพื่อสร้างโอกาส หรือระบบนิเวศ ให้เขาได้เติบโตและพัฒนา อย่างมีคุณภาพ ซึ่งในที่นี้เน้นที่การพัฒนาพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ และเพื่อยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ในภาพใหญ่ หรือระดับประเทศ
เป็นการมองภาพใหญ่ ภายใต้แนวคิดว่า การงอกงามเติบโตด้านสังคม-อารมณ์ และด้านอื่นๆ ของมนุษย์ ส่วนที่ลึก มั่นคง และเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้และพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านอุปนิสัย บุคลิก และความเชื่อ ที่นำสู่การตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่มาจากการสอนหรือสั่งสอน ระบบนิเวศที่ให้ประสบการณ์ตรงในเรื่องสังคม-อารมณ์ศึกษา ที่ชักจูงเด็กและเยาวชนไปในทางที่ดี ป้องกันโอกาสหลงผิดไปในทางเสื่อม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการมีสังคมที่เข้มแข็งในทุกๆ ด้าน รวมทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ดังนั้น การเรียนรู้และพัฒนาด้าน สังคม-อารมณ์ศึกษา จึงต้องดำเนินการแบบ “ครอบคลุม” (inclusive) ทั้งในด้านมิติ (ทั้ง ๕) ของสังคม-อารมณ์ศึกษา มิติด้านวัยของมนุษย์ (ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน) มิติด้านพื้นที่ (เมือง - ชนบท) มิติด้านเศรษฐฐานะ มิติด้านศาสนาและความเชื่อ มิติด้านเชื้อชาติ มิติด้านค่านิยมที่ดีงาม (ดูหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต ๒๕๖๗ โดยวิจารณ์ พานิช) และมิติด้านอื่นๆ และที่สำคัญยิ่ง ต้องดำเนินการแบบที่มี “วงจรเรียนรู้และพัฒนา” (Kolb’s Experiential Learning Cycle) และมีเครื่องมือให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholders) เข้ามาร่วมกันสะท้อนคิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนา เครื่องมือนั้นเรียกว่า DE – Developmental Evaluation ทั้งสองเครื่องมือนี้ เป็นตัวสนับสนุนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการสะท้อนคิด (reflection) และรับฟังซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่า การสานเสวนา หรือสุนทรียสนทนา (dialogue)
ยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ
หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025) Edited by Joseph A. Durlak, Celene E. Domitrovich, Joseph L. Mahoney เน้นการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน โดยมีสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของผู้ใหญ่ (Adult SEL) เป็นตัวหนุน แต่เมื่อผมเขียนต้นฉบับหนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย ก็ค่อยๆ ตระหนักว่า ต้องไม่มุ่งดำเนินการแบบจำกัดเฉพาะต่อนักเรียนนักศึกษา และคนในวัยเด็กเท่านั้น ต้องไม่ดำเนินการเฉพาะในโรงเรียนหรือสถานศึกษาเท่านั้น ต้องดำเนินการแบบ “ครอบคลุม” ในทุกภาคส่วนของสังคม ในคนทุกกลุ่มอายุ และบูรณาการอยู่ในทุกกิจกรรมในสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะในวงการศาสนาเท่านั้น โดยมีเป้าหมายที่ชีวิตที่ดี หรือ สุขภาวะ ของคนทั้งสังคม และส่งผลกระทบต่อการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศด้วย ดังจะกล่าวต่อไป
ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย สุขภาวะ
การเรียนรู้และพัฒนา ด้านสังคม-อารมณ์ เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เพราะเป็นเรื่องของชีวิตที่มีความสุข หรือสุขภาวะ (well-being) ทั้งของตนเอง และของคนรอบข้าง คนที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนจึงควรลุกขึ้นมาร่วมมือกันดำเนินกิจกรรม เพื่อพัฒนาสมรรถนะหลัก ๕ ประการด้านสังคม-อารมณ์ ได้แก่ (๑) ตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) (๒) จัดการตนเอง (Self-management) (๓) ตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness) (๔) ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship skills) และ (๕) ตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible decision-making) ตามที่ระบุในบทที่ ๑ โดยดำเนินการอย่างบูรณาการในชีวิตประจำวัน และในชีวิตการงาน
ดำเนินการเชิงระบบ
ต้องขับเคลื่อนขบวนการยกระดับสังคม-อารมณ์ ในสังคมแบบ “ครอบคลุม” ทุกภาคส่วน ไม่ใช่เน้นเฉพาะในภาคการศึกษาเท่านั้น และนอกจากหลักการ ๕ ประการของ SEL แล้ว ควรเพิ่ม (๖) จากเป้าหมาย "ความสุข" สู่ "ความสามารถในการฟื้นตัว" (resilience) คือ ต้องเผชิญความจริง ว่า ชีวิตจริงไม่ได้ราบเรียบหรือราบรื่น มีสภาพลุ่มๆ ดอนๆ ความเข้มเข็ง หรือความมั่นคง ด้านอารมณ์-สังคมของบุคคลและของสังคม ช่วยให้มีความสามารถในการฟื้นตัวจากสภาพตกต่ำ ได้ ไม่ใช่ช่วยให้มีความราบรื่นเสมอไป
หลักการเพิ่มเติมประเด็นที่ (๗) การกำกับดูแล สังคม-อารมณ์ ร่วมกันทั้งสังคม ไม่ปล่อยให้บางคนหรือบางกลุ่มรับผิดชอบเท่านั้น คือเราต้องช่วย "พยุงอารมณ์" ให้แก่กันและกัน รวมทั้งมีมุมมองหรือกระบวนทัศน์ที่มุ่งเน้นการพัฒนา มิติด้านสังคม-อารมณ์ ของสังคมภาพรวม
และหลักการประเด็นที่ (๘) คือ การบูรณาการกับวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร และวัฒนธรรมประจำครอบครัว ต้องไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “วิธีทำงาน” และ “วิธีดำเนินชีวิต” เช่น วิธีดำเนินการประชุม วิธีการให้ Feedback หรือวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทั้งในที่ทำงาน และในครอบครัว
ดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทไทย
SEL ในวิถีตะวันตก สอดคล้องกับเรื่อง สุขภาวะทางปัญญา (spiritual wellbeing) ในบริบทไทย ที่มีการดำเนินการส่งเสริมกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดย สสส. และกลไกอื่นๆ ที่กล่าวในตอนที่ ๔ ขบวนการยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ จึงควรร่วมมือกับเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญาของ สสส. และใช้ถ้อยคำที่คนไทยคุ้นเคยแทนถ้อยคำที่ถอดจากภาษาอังกฤษ เช่น ใช้คำว่า สติ รู้เท่าทันตนเอง แทน ตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness) ใช้คำว่า ความอดทน มีวินัย แทน การจัดการตนเอง (self-management) ใช้คำว่า เมตตา กรุณา แทนคำว่า ตระหนักรู้ทางสังคม (social awareness) ใช้คำว่า สัมมาวาจา แทนคำว่า ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์ (relationship skills ใช้คำว่า ปัญญา คุณธรรม แทน การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (responsible decision-making) โดยสามารถเทียบเคียง ๕ สมรรถนะของ SEL กับหลักสุขภาวะทางปัญญาได้แนบสนิท ดังนี้
| SEL Competency | สุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Well-being) |
|---|---|
| 1. Self-Awareness | สติ (Mindfulness) / การรู้เท่าทันจิตตนเอง: รู้ว่าโกรธ รู้ว่าโลภ รู้ว่าสุข |
| 2. Self-Management | ขันติ (Patience) / ศีล (Self-discipline): การข่มใจ การกำกับพฤติกรรมไม่ให้เบียดเบียนตนเอง |
| 3. Social Awareness | เมตตา-กรุณา (Empathy/Compassion): การเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ การมองเห็นความเป็นมนุษย์ในผู้อื่น |
| 4. Relationship Skills | ปิยวาจา / สังคหวัตถุ ๔: การสื่อสารด้วยถ้อยคำที่สร้างสรรค์ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน |
| 5. Responsible Decision-Making | โยนิโสมนสิการ (Critical Reflection) / ปัญญา (Wisdom): การคิดใคร่ครวญถึงเหตุผลและผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมทั้งผลต่อส่วนรวม |
โดยควรนิยามคำว่า "สุขภาวะทางปัญญา" ให้กว้าง เป็นสากลและร่วมสมัย เน้นที่ ความสามารถในการมีความสุขที่ประณีต ความรักที่ไร้เงื่อนไข และความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ ใช้กิจกรรมเสริมที่หลากหลาย เช่น ดนตรี ศิลปะ การสัมผัสธรรมชาติ การทำงานอาสาสมัคร เป็นเครื่องมือพัฒนาจิตวิญญาณ ไม่จำกัดอยู่ที่กิจกรรมสติภาวนา สมาธิภาวนา หรือกิจกรรมทางศาสนา เท่านั้น
เน้นใช้กระบวนการ “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) เป็นแกนกลาง ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อการฟื้นฟูจิตใจ หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพื่อสร้างวงคุยที่คนสามารถ "ถอดหน้ากาก" เข้าหากัน ฟังกันด้วยหัวใจ (Deep Listening) เพื่อบ่มเพาะความไว้วางใจและความเป็นมนุษย์ นำเอาเหตุการณ์จริง สถานการณ์จริง มาสะท้อนคิดร่วมกันในวงสุนทรียสนทนา เพื่อหาทางให้คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่มารับฟังซึ่งกันและกัน เริ่มจากคนรุ่นเก่าหรือปราชญ์ชาวบ้านตีความแนวคุณธรรมศีลธรรม ค่านิยมในความดีงาม ที่เป็นภูมิปัญญาเก่า แล้วให้คนรุ่นใหม่ถอดบทเรียนด้วย SEL ที่เป็นเครื่องมือใหม่ ทำให้เกิดการเรียนรู้ข้ามรุ่น เกิดความเอ็นดู และเคารพต่อกัน โดยเริ่มที่ "ใจผู้ใหญ่" ก่อนเสมอเพื่อแสดงความเคารพผู้อาวุโสตามธรรมเนียมไทย แต่ในโอกาสเหมาะสมอาจทดลองให้ผู้เยาว์กว่าเสนอข้อตีความก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อาวุโสได้รับฟังมุมมองที่ต่าง โครงการต้องเริ่มจากการฟื้นฟูจิตวิญญาณของครู พ่อแม่ ผู้นำชุมชน ให้เขามีความสุขและอิ่มเอม (Well-being) ก่อน แล้วเขาจะส่งต่อพลังนี้ให้เด็ก
สร้าง "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" (Sacred Space) ในความหมายใหม่ ไม่ต้องสร้างโบสถ์วิหาร แต่สร้าง "มุมสงบในโรงเรียน" "สวนในชุมชน" หรือ "วงล้อมความรู้สึกในบ้าน" ที่ทุกคนรู้ว่าเมื่อเข้ามาตรงนี้ เราจะพูดความจริงต่อกันด้วยความรัก และไม่ตัดสินกัน
เท่ากับเรานำจุดแข็งของสังคมไทยมาปรับใช้พัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์แนวตะวันตกอย่างแนบเนียน ถูกโฉลกกับคนไทย ใช้จุดแข็งของศาสนาพุทธ ด้านสติ เมตตา ความไม่ยึดติด ใช้จุดแข็งของชุมชนด้านความเอื้อเฟื้อ เกรงใจ ช่วยเหลือกัน ใช้จุดแข็งของครอบครัวด้านความกตัญญู ความผูกพัน ใช้จุดแข็งของวิถีชีวิตด้านความพอเพียง ความสมดุล เป็นต้น
ประเด็นที่พึงระวังคือ ต้องไม่ดำเนินการแนวศาสนานิยม เช่นบังคับให้สวดมนต์ บังคับให้นั่งสมาธิ ใช้คำสอนศาสนาแทนเหตุผล เหมารวมศาสนาเดียว เน้นใช้พิธีกรรมทางศาสนา ต้องไม่ทำเป็นพิธีกรรม ไม่ใช้เป็นเครื่องมือควบคุมหรือบังคับ และต้องไม่ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำแล้ว ซึ่งจะเป็นการทำแบบปลอมๆ สะท้อนความไม่จริงใจออกมา ความจริงใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการร่วมสร้างสังคมอุดมพลังสังคม-อารมณ์
แนวทางดำเนินการที่ถูกต้องคือ ออกแบบอย่างเป็นระบบ เน้นการมีระบบนิเวศสำหรับคนทั้งหมู่บ้านหรือชุมชน ต้องไม่ทำเป็นโครงการเดี่ยว ทำวูบเดียวแล้วจบ ทำเป็นระบบนิเวศที่เชื่อม บ้าน (ครอบครัว) วัด โรงเรียน ชุมชน สื่อ แพล็ตฟอร์มดิจิทัล เน้นการเรียนรู้ร่วมกันจากสถานการณ์จริง นำมาสะท้อนคิด (reflect) ร่วมกัน เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจหลักการเชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization) และสมาชิกนำไปทดลองปฏิบัติ แล้วนำข้อสังเกตผลลัพธ์มาเข้าวงสุนทรียสนทนา ร่วมกัน เพื่อยกระดับการเรียนรู้ ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle
เน้นเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) ร่วมกัน โดยร่วมกันออกแบบกิจกรรมที่จะทำร่วมกันเพื่อนำสู่การพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ของสมาชิก เน้นโครงการพัฒนาชุมชน เช่นโครงการหมู่บ้านสะอาด ใจสะอาด โครงการชุมชนปลอดยาเสพติด ที่นักเรียนอาจดำเนินการเป็นโครงการเรียนรู้จากการรับใช้ชุมชน (Service Learning)
ควรดำเนินการพัฒนาครูก่อน ให้ครูได้มีพื้นที่เยียวยาใจ มีวงสะท้อนคิดสุนทรียสนทนาของครู มีชุมชนนักปฏิบัติ (CoP หรือ PLC หรือ SLC) ของครู ระบบนิเวศที่สร้างขึ้นต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กและสมาชิกพูดความในใจและความรู้สึกของตนออกมาโดยไม่ถูกตัดสิน หรือถูกดุ
แนวทางดังกล่าว จะไม่เพียงสร้างพลเมืองที่ "เก่งและดี" ตามนิยามตะวันตก แต่เราจะสร้างพลเมืองที่ "ตื่นรู้และเบิกบาน" ตามวิถีแห่งปัญญาตะวันออก ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้
ศาสนาหนุน
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนน้อยนับถือคริสต์ และคนในสามจังหวัดภาคใต้นับถือศาสนาอิสลาม ทุกศาสนามุ่งส่งเสริมชีวิตที่ดี สังคมมีความสงบสุข จึงควรนำพลังหรือคุณค่าของศาสนาเข้ามาหนุนการเรียนรู้และยกระดับสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของผู้คน เน้นใช้ศาสนาหนุน ไม่ใช่นำ โดยไม่ยึดติดพิธีกรรมหรือศรัทธาจำเพาะของศาสนา แต่มุ่งใช้คุณค่าร่วมเชิงศีลธรรมและมนุษยธรรมของศาสนา มา หนุนกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตและตัวตนของมนุษย์ ที่ยอมรับความหลากหลาย และไม่ผูกติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ดึง "กลไก" การทำงานของจิตในแต่ละศาสนามาใช้พัฒนาสมรรถนะสังคม-อารมณ์ ให้แข็งแรงขึ้น ถอดเปลือกพิธีกรรมออก เหลือไว้แต่ "แก่นสัจธรรม" ที่มนุษย์ทุกคนใช้ได้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด เน้นที่คุณค่าแท้จริงว่า ทำสิ่งนี้แล้วใจสงบขึ้นไหมเข้าใจผู้อื่นดีขึ้นไหม แปลศัพท์ศาสนาให้เป็นทักษะสังคม-อารมณ์ เช่น "ศีล" = "Self-management", "เมตตา" = "Social Awareness" เป็นต้น
พุทธศาสนาเด่นเรื่อง "การรู้เท่าทันกระบวนการคิดและอารมณ์" ฝึก การรู้ตัวตน (Self-awareness) ด้วยสติ หรือกระบวนการพัฒนาสติ (สติภาวนา) ด้วยวิธีกำหนดลมหายใจ (อานาปานสติแบบประยุกต์) ช่วยการคุมสติเวลามีอารมณ์พลุ่งพล่าน มีการฝึก กายภาวนา (พิจารณากาย – body scan) เพื่อจับสัญญาณอารมณ์ ฝึก ความตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness) ด้วยพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เช่นใช้ เมตตา (Loving-kindness) เป็นฐานในการเข้าใจผู้อื่น - แผ่เมตตาให้แก่ศัตรู ช่วยลดความขัดแย้ง และเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) และใช้ อุเบกขา (Equanimity) ในการวางใจเป็นกลางไม่ตัดสิน การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible decision-making) เชื่อมโยงกับโยนิโสมนสิการ - การใคร่ครวญไตร่ตรอง (critical reflection) และความเข้าใจรากของปัญหา โดยอริยสัจ ๔ เป็นต้น
ศาสนาอิสลามเด่นเรื่องระเบียบวินัยในชีวิต และสันติภาพหรือความเป็นพี่น้อง การจัดการตนเอง (self-management) หนุนด้วยการถือศีลอดและละหมาด การถือศีลอดช่วยฝึกการยับยั้งชั่งใจ ฝึกเอาชนะความอยาก การละหมาดเป็นการฝึกจัดการเวลา และจัดการตนเอง ให้มาอยู่กับความสงบวันละ ๕ เวลา อูคูวะห์ (ภราดรภาพ - ความเป็นพี่น้องกัน) เป็นทักษะปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่เมื่อพบกันก็ทักทายด้วย "สลาม" (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) คือการเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงบวก มีวงพูดคุย หรือการรวมกลุมในครอบครัว (Usrah) เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ในการเปิดใจและดูแลความรู้สึกกัน
คริสต์ศาสนาเด่นเรื่อง "ความรักที่ไร้เงื่อนไข" (Unconditional Love) และ "การให้อภัย" (Forgiveness) ฝึก ความตระหนักรู้ทางสังคม(Social awareness) โดยใช้เรื่องเล่า "ชาวสะมาเรียผู้ใจดี" (Good Samaritan) เพื่อสอนเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ และการมีความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) ต่อคนที่แตกต่าง กิจกรรม "Service Learning" (การเรียนรู้ผ่านการรับใช้สังคม) เป็นหัวใจของคริสต์ที่สร้าง Empathy ได้ดีที่สุด พัฒนาทักษะความสัมพันธ์ (Relationship Skills) หนุนด้วย "การให้อภัย" – Forgiveness โดยทำความเข้าใจว่า การให้อภัยไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อปลดปล่อยใจตัวเองจากความโกรธ ฝึก การยอมรับผิดและการคืนดี (Confession & Reconciliation) เมื่อเกิดความขัดแย้งในห้องเรียนหรือที่ทำงาน เป็นต้น
ตัวผู้นำทางศาสนาเป็นคนที่ได้รับความยอมรับนับถือในชุมชนหรือสังคม การที่ท่านเข้าร่วมขบวนการยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคน จึงย่อมช่วยเสริมพลังและศรัทธาจากผู้คน นอกเหนือจากพลังของหลักการหรือคำสอนในศาสนาที่กล่าวแล้ว
โรงเรียนและครูเป็นกลไกหนุน
ในที่นี้ เรากำลังพิจารณาแนวทางยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ ดังนั้นจึงต้องไม่ลืมใช้ ครูและโรงเรียน เป็นพลังขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ โดยต้องไม่หลงเน้นเฉพาะบทบาทต่อนักเรียน และต่อวงการครูหรือวงการการศึกษาเท่านั้น ต้องสร้างกลไกให้ครูและระบบการศึกษาเป็นกลไกหนุนการพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ และหนุนการพัฒนาเชิงระบบ เป็นวงจรเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่อง
ผมมีความเห็นว่า ต้องไม่เพิ่มภาระแก่ครู และระบบการศึกษา กลยุทธสำคัญคือ ต้องใช้การทำงานตามปกตินั้นเอง เป็นกลไกขับเคลื่อนการยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนที่เกี่ยวข้อง และของคนในชุมชนโดยรอบโรงเรียน และอาศัยผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ ไปขับเคลื่อนชุมชนอื่น รวมทั้งระดับประเทศ และโลก ผ่านการสื่อสารผลสำเร็จ
พลังสำคัญที่สุดไม่ใช่ครู ต้องใช้นักเรียนเป็นพลังสำคัญในการทำหน้าที่นี้ โดยครูและวงการการศึกษาไทย ต้องเปลี่ยนมุมมองหรือกระบวนทัศน์ต่อนักเรียน เปลี่ยนจากผู้มารับหรือดูซับวิชาความรู้ ไปเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” (co-creator) สิ่งดีมีคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ผ่านการเรียนรู้ของตน ที่เป็นการเรียนรู้เชิงรุก การเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการรับใช้สังคม (Service Learning) การพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของนักเรียน ที่ดำเนินการผ่านกิจกรรม “โครงงาน” (PBL - Project-Based Learning) ต้องออกแบบให้สร้างผลกระทบต่อชุมชน ในลักษณะช่วยยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนในชุมชน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ครูร่วมกันหนุนนักเรียน โดยครูร่วมกันทำกิจกรรม SLC – School as Learning Community (ดูหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ ๒๕๖๖ โดยวิจารณ์ พานิช) ร่วมกันสังเกตและเก็บข้อมูลกิจกรรม PBL ของนักเรียน ที่มีเป้าหมายยกระดับสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของนักเรียน และของผู้เกี่ยวข้อง (stakeholders) รวมทั้งยกระดับสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของคนในชุมชน ว่าในความเป็นจริงก่อผลกระทบอะไรบ้าง แล้วนำออกเผยแพร่ทั้งต่อชุมชน ต่อวงการศึกษา และต่อสังคมวงกว้างในประเทศ และต่างประเทศ
นั่นคือครูและระบบการศึกษา มีบทบาทยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ ผ่านการพลิกความคิดหรือกระบวนทัศน์ว่าด้วย “ห้องเรียน” ให้ทำหน้าที่ “ห้องปฏิบัติการทางสังคม” ด้วย โดยนักเรียนแสดงบทบาทนี้ เพื่อการเรียนรู้ของตน ผ่านการเรียนรู้แบบโครงงาน ที่นักเรียนและครูร่วมกันออกแบบอย่างดี รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ๒๕๖๙ (๑) เขียนโดย วิจารณ์ พานิช ซึ่งจริงๆ แล้ว ส่งผล “พลิกโฉมสังคม” ด้วย
ศัตรูหมายเลขหนึ่ง หรืออุปสรรคตัวร้าย ที่ปิดกั้นไม่ให้ครูและระบบการศึกษาทำหน้าที่นี้ได้ คือวัฒนธรรมอำนาจรวมศูนย์สั่งการของราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่นำสู่ระบบการสอบวัดผลแบบเน้นคะแนนของการสอบส่วนกลาง ที่เป็นศัตรูหมายเลขสอง
ตัวอย่างการดำเนินการเชิงระบบในระบบการศึกษาของทั้งประเทศ
ประเทศสิงคโปร์มี ระบบ CCE (Character and Citizenship Education) เชื่อมโยง "ค่านิยมชาติ" เข้ากับ "ทักษะอารมณ์-สังคม" ผนวกอยู่ในหลักสูตรแกนกลาง รัฐบาลมีสื่อและ Workshop ให้ผู้ปกครอง เพื่อให้สิ่งที่สอนที่บ้านตรงกับโรงเรียน เน้นกิจกรรม "Values in Action" (VIA) คือให้เด็กออกไปทำโครงการเพื่อสังคมจริงๆ แล้วกลับมาถอดบทเรียน (Reflection) ในห้องเรียน ความยืดหยุ่นทางใจและการรู้เท่าทันโลก เพื่อสร้างพลเมืองที่ นิสัยดี ยืดหยุ่น และรับผิดชอบต่อสังคม
ใช้ โมเดล R3ICH (Respect, Responsibility, Resilience, Integrity, Care, Harmony) ๓ เสาหลัก (The 3 Focus Areas) ที่ใช้อย่างเข้มข้น คือ (๑) สุขภาพจิต (Mental Health) สอนวิธีจัดการความเครียด การขอความช่วยเหลือ และการเป็นผู้ฟังที่ดี (Peer Support) (๒) สุขภาวะทางไซเบอร์ (Cyber Wellness) การรับมือ Cyberbullying, Fake News และการรักษา Digital Footprint (๓) ประเด็นร่วมสมัย (Contemporary Issues - CI) การหยิบยกข่าวสารบ้านเมือง เรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และความขัดแย้งระดับโลก มาถกเถียงกันในห้องเรียน
จากการดำเนินการมาประมาณ ๕ ปี เห็นผลกระทบชัดเจนใน ๒ ด้าน ด้านบวก: ความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิต เด็กสิงคโปร์กล้าพูดเรื่องความเครียดและซึมเศร้ามากขึ้น คำว่า "ไปหาหมอจิตเวช" กลายเป็นเรื่องปกติในหมู่วัยรุ่น ลด Stigma ลงได้มาก ทักษะการคิดวิพากษ์ เด็กแยกแยะ Fake News ได้ดีขึ้น และเข้าใจมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย (Perspective-taking) จากการถกเถียงเรื่องประเด็นร่วมสมัย (CI) ความท้าทาย/ผลกระทบเชิงลบ: ภาระทางอารมณ์ของครู ครูจำนวนมากรู้สึกกดดันที่ต้องสอนเรื่องที่ตนเองไม่เชี่ยวชาญ (เช่น สุขภาพจิต หรือ ความขัดแย้งทางการเมือง) กลัวพูดผิดแล้วกลายเป็นประเด็น ดราม่า ความขัดแย้งกับผู้ปกครอง บางประเด็นที่สอนในโรงเรียน (เช่น เรื่องเพศสภาพ หรือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ขัดแย้งกับความเชื่อของผู้ปกครองบางกลุ่ม นำไปสู่การร้องเรียน
โครงสร้างของกลไกเชิงระบบ
เพื่อยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ ต้องมีโครงสร้างของระบบขับเคลื่อน คือมีกลไกเชิงสถาบันทำหน้าที่รับผิดชอบ ที่ขณะนี้มีอยู่แล้ว ๒ กลไก คือ ศูนย์คุณธรรม องค์การมหาชน กับ สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ ที่น่าจะมีกลไกปรึกษาหารือหาทางร่วมมือกัน ผลักดันให้มีนโยบายสนับสนุนระดับประเทศ รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่นการยกเว้นภาษีแก่ผู้บริจาคสนับสนุนงานนี้) และมีระบบวัดความก้าวหน้า หรือผลกระทบ ในภาพรวม สำหรับใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับสู่การพัฒนาการดำเนินการในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่หรือชุมชน กลไกเชิงระบบนี้จะเสนอโดยละเอียดในบทที่ ๖ ในหัวข้อ ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย
จัดการแรงต้านเชิงโครงสร้าง
แรงต้านเชิงโครงสร้างต่อการยกระดับพื้นฐานด้านสังคม-อารมณ์ของคนทั้งประเทศ ในสังคมไทยได้แก่ วัฒนธรรมอำนาจนิยม การกลัวความเสี่ยง หรือความผิดพลาด ล้มเหลว ระบบประเมินที่ลงโทษความเสี่ยง และภาระงานครูส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาศิษย์
ส่วนวัฒนธรรมเคารพอาวุโส การมีพวกพ้อง ความเกรงใจ เป็นได้ทั้งคุณและโทษ ต้องมีวิธีใช้ในทางบวก ป้องกันการนำไปใช้ในทางลบ
ผลกระทบระยะยาวต่อสังคม จากการที่ผู้คนมีพื้นฐานสูงด้านสังคม-อารมณ์
เมื่อพลเมืองมีสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ สูง สังคมจะเปลี่ยนผ่านจาก "สังคมฐานอำนาจ" ไปสู่ "สังคมฐานปัญญาและความร่วมมือ"
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
งานวิจัย (ในสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า ทุกๆ ๑ ดอลลาร์ที่ลงทุนใน SEL จะได้ผลตอบแทนถึง ๑๑ ดอลลาร์ (ลดงบประมาณคุก, ลดค่ารักษาพยาบาลจิตเวช, ได้ภาษีเพิ่มจากคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ) โลกยุค AI ไม่ต้องการคนทำงานซ้ำซาก (Rote tasks) แต่ต้องการคนที่ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ (Collaboration), ยืดหยุ่น (Adaptability) และ มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้รากฐานคือ สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์
ผลกระทบด้านสังคมและการเมือง
นำสู่ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ (Deliberative Democracy) สังคมที่มีสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์สูง จะมีความขัดแย้งรุนแรงต่ำ เพราะคนรู้จักจัดการความโกรธ และมีทักษะการฟัง (Deep Listening) ทำให้ความเห็นต่างไม่นำไปสู่ความเกลียดชัง พลเมืองจะไม่ได้แค่ออกไปเลือกตั้ง แต่จะตื่นตัวเรื่องความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) เพราะเขามี Empathy ต่อผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตน
ด้านสาธารณสุข: สังคมอายุยืนที่มีสุขภาวะ (Healthy Longevity)
ลดโรคระบาดทางใจ อัตราการฆ่าตัวตาย ซึมเศร้า และการติดยาเสพติดจะลดลง เพราะคนมี "ภูมิต้านทานทางใจ" สุขภาพกาย (Physical Health) ดีขึ้น เพราะความเครียดเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรัง (NCDs) เมื่อคนจัดการอารมณ์ได้ ร่างกายก็จะเจ็บป่วยน้อยลง ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ
ผลกระทบสำคัญต่อ "ประเทศไทย" เป็นพิเศษ
ทะลายกับดักความขัดแย้งทางความคิด (Polarization) สังคมไทยติดหล่มกีฬาสีเสื้อมานาน สมรรถนะด้าน สังคม-อารมณ์ (โดยเฉพาะทักษะ Social Awareness และ Relationship Skills) คือเครื่องมือเดียวที่จะทำให้คนไทยคุยเรื่อง การเมื องกันได้โดยไม่เลิกคบกัน
จัดการกับดักสังคมสูงวัย (Aging Society) ได้ดีขึ้น สังคมไทยแก่ก่อนรวย ถ้าคนหนุ่มสาวไม่มี Empathy ต่อคนแก่ และคนแก่ไม่มีความยืดหยุ่นทางความคิด ช่องว่างระหว่างวัยจะกลายเป็นระเบิดเวลา สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ จะช่วยสร้างความปรองดองข้ามรุ่น
จัดการกับดักความเหลื่อมล้ำ (Inequity) เด็กยากจนมักมีความเครียดสูง (Toxic Stress) ซึ่งทำลายสมอง สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ ช่วย สร้างความยืดหยุ่น (resilience) ให้เด็กกลุ่มเปราะบางมีพลังใจที่จะถีบตัวเองพ้นจากความยากจน
วิกฤตสุขภาพจิตวัยรุ่น สถิติเด็กไทยเครียดและซึมเศร้าสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ คือ "วัคซีนใจ" ที่ต้องฉีดด่วนที่สุด
สรุป
การวางพื้นฐาน สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ ของพลเมืองไทยทั้งมวล ทุกกลุ่มอายุ ทุกกลุ่มอาชีพ ทุกกลุ่มเศรษฐกิจและสังคม ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติ และทุกกลุ่มที่อยู่ตามภูมิศาสตร์ จะเป็นการวางพื้นฐานความก้าวหน้าระยะยาวให้แก่ประเทศไทย และทุกประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.พ. ๖๙
ห้อง ๔๐๔๐ สุรสัมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา
ปรับปรุง ๒๘ ก.พ. ๖๙ ห้อง ๔๐๒๐ ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช สมุทรสาคร