เป็นอีก Side Meeting หนึ่ง ของ PMAC 2026   ในบ่ายวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๙   ชื่อการประชุมคือ  The Spirit of Good Death. When Societies Grow Older : Designing Health System that Honor Life, Death, Meaning, and the Spiritual Dimension of Care (๑)   ผมกลับจากศิริราช มาเข้าห้องนี้เมื่อเวลาเกือบ ๑๖.๓๐ น.  ได้ร่วมฟังจนจบ คือเลย ๑๘ น.  พบว่าที่ประชุมพูดกันเรื่อง Good Death - ตายดี    แต่ผมสนใจที่มิติด้านจิตใจ จิตวิญญาณ ของการดูแล   

 เช้าวันที่ ๓๑ มกราคม  ผมขอให้สหายเอไอช่วยสรุปประเด็นของการประชุม  และเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ในสังคมไทย    ขอนำคำตอบของ ChatGPT  และ Gemini  มาลงไว้ ดังต่อไปนี้ 

 

ChatGPT

นี่คือ สรุปสาระสำคัญ จากการประชุม PMAC 2026 Side Meeting ตามเนื้อหาที่ปรากฏในลิงก์ที่คุณให้ไว้เกี่ยวกับการประชุมช่วงบ่าย วันที่ 27 มกราคม 2569 (SMB222: When Societies Grow Older…) พร้อมแนวทาง การประยุกต์ใช้ในบริบทไทย:

 

✅ สาระสำคัญของ Side Meeting (SMB222)

หัวข้อ: When Societies Grow Older: Designing Health Systems that Honor Life, Death, Meaning, and the Spiritual Dimension of Care
วันที่/เวลา: 27 มกราคม 2569 เวลา 14:00–18:00 น. ห้อง Lotus Suite 7, ชั้น 22, Centara Grand & Bangkok Convention Centre, CentralWorld, กรุงเทพฯ (Jitwiwat)

🧠 1. วัตถุประสงค์หลัก

  • เปิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันเพื่อเข้าใจการดูแลผู้สูงอายุโดยไม่ใช่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึง ด้านอารมณ์ จิตวิญญาณ และศักดิ์ศรีของชีวิต ตั้งแต่ชีวิต การเจ็บป่วยจนถึงการจากไปอย่างมีคุณค่า. (Jitwiwat)
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติจากระบบสุขภาพ ชุมชน ผู้ให้บริการ ผู้ดูแล และผู้มีประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาวิธีการดูแลที่ “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” มากขึ้น. (Jitwiwat)
  • สำรวจแนวทางการบูรณาการ ความเชื่อมโยงระหว่างระบบสุขภาพ (รวมถึงการดูแลปลายชีวิต) กับมิติทางจิตวิญญาณ เพื่อออกแบบระบบบริการที่ตอบสนองความต้องการผู้สูงอายุอย่างมีคุณค่าและเป็นธรรม. (Jitwiwat)
  • สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคส่วนอื่น เพื่อพัฒนานโยบาย/โครงการต่อเนื่องในอนาคต. (Jitwiwat)

📌 2. เนื้อหาหลักของการประชุม

  • การออกแบบระบบสุขภาพที่ ให้เกียรติทั้งชีวิตและการจากไป — ไม่เน้นแค่การยืดอายุ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต การสื่อสาร ความเข้าใจใน “ความหมายของชีวิต” จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต. (Jitwiwat)
  • การดูแลแบบผสานมิติจิตวิญญาณ (Spiritual Health) เป็นส่วนสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม โดยรวมถึงความหวัง ความสงบ ความเป็นอยู่ที่มีคุณค่า และการมีพื้นที่ให้คนและครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในแบบที่ต้องการ. (Jitwiwat)
  • การสร้าง ระบบดูแลปลายชีวิตและ palliative care ที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือพื้นที่. (Jitwiwat)
  • การมีส่วนร่วมจากบุคคลที่มีประสบการณ์ตรง — ผู้สูงอายุ ผู้ดูแล ครอบครัว และภาคประชาสังคม — เพื่อให้ระบบตอบโจทย์จริงจากมุมมองชีวิตของผู้ที่ “ใช้ระบบจริง”. (Jitwiwat)

🗣️ 3. รูปแบบการประชุม

  • ปฏิบัติการตั้งต้น ด้วยการฝึกสติ/ตระหนักรู้เกี่ยวกับชีวิต–ความตาย เพื่อเปิดมุมมองการดูแล. (Jitwiwat)
  • บรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ โดยผู้เชี่ยวชาญในด้าน  end-of-life care และ compassionate communities. (Jitwiwat)
  • วงสนทนาแบบ  Fishbowl เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์จริง. (Jitwiwat)

🧩 4. ข้อสรุปแนวคิดเชิงเปลี่ยนมุมมอง

  • “Good death” หรือการจากไปอย่างสงบ เคารพศักดิ์ศรี เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่ควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน. (Jitwiwat)
  • ระบบสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่ยืดชีวิต แต่รวมถึงการดูแลชีวิตอย่างมีคุณค่า ตั้งแต่คลอดจนถึงการจากไป. (Jitwiwat)

 

📍 แนวทางการประยุกต์ใช้ในบริบทของ ประเทศไทย

ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว — ดังนั้นแนวทางจากการประชุมนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ดังนี้:

1) ขยายบริการการดูแลแบบองค์รวมในระบบสุขภาพ

➡️ ไม่ใช่แค่ Medical Care แต่รวม Palliative Care, Hospice, Emotional & Spiritual Care ในบริการปกติของสถานบริการ.
➡️ พัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรสุขภาพด้าน “การดูแลจิตวิญญาณและ end-of-life care”.

2) สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

➡️ ผสานบทบาทของชุมชน องค์กรศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อเป็น “เครือข่ายดูแลชีวิต” ตั้งแต่ชุมชน ไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล.

3) นโยบายสุขภาพประชากรสูงอายุที่เป็นคนจริง

➡️ นำเสียงของผู้สูงอายุและครอบครัวเข้าสู่การออกแบบบริการและนโยบาย เช่น กลไก feedback จากผู้ใช้บริการโดยตรง.

4) เปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมการดูแล

➡️ เดินหน้าสร้างความเข้าใจในสังคมว่า “การดูแลชีวิตและความตาย” เป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ควรถูกตีตรา — ส่งเสริมการพูดคุย เปิดเผย และการเตรียมความพร้อมทางใจ.

5) คำนึงถึงความเป็นธรรมและการเข้าถึงบริการ

➡️ ให้บริการเหล่านี้เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม — โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่มีความเปราะบาง.

 

หากคุณต้องการ สรุปเชิงเปรียบเทียบ ระหว่างประเด็นการประชุมอื่นในวันที่ 27 (เช่นด้านเมือง สุขภาพดิจิทัล หรือการ convene คณบดีสาธารณสุข) เพื่อใช้ในเชิงนโยบาย/เชิงยุทธศาสตร์ — ฉันสรุปให้ได้ต่อเลยครับ 😊

 

Gemini

จากการประชุม PMAC 2026 Side Meeting หัวข้อ "When Societies Grow Older: Designing Health Systems that Honor Life, Death, Meaning, and the Spiritual Dimension of Care" (เมื่อสังคมสูงวัย: ออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพชีวิต ความตาย ความหมาย และมิติจิตวิญญาณ) เมื่อบ่ายวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๙ สรุปสาระสำคัญและแนวทางประยุกต์ใช้ในบริบทไทยได้ดังนี้ครับ

1. สรุปสาระสำคัญจากการประชุม (Key Takeaways)

"ความตายดี" คือสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่อภิสิทธิ์

ในยุคที่การแพทย์ยื้อชีวิตคนให้ยาวนานขึ้น โจทย์ใหญ่คือ "คุณภาพของการมีชีวิตอยู่" และ "คุณภาพของการจากไป" ระบบสุขภาพปัจจุบันมักเน้นรักษาทางกาย แต่ละเลยมิติจิตใจและจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวและไร้ศักดิ์ศรี

ประเด็นหลักจากเวที:

  • Whole-Person Care (ดูแลทั้งคน ไม่ใช่แค่โรค): ดร.  Libby Sallnow ชี้ว่าระบบต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นรักษาโรค ไปสู่การดูแลความเป็นมนุษย์ ดูแลความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิตในช่วงสุดท้าย
  • Compassionate Communities (ชุมชนกรุณา): ดร.  Kerrie Noonan เน้นว่า "การตาย" ไม่ใช่เรื่องของหมอพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชน (Civic Responsibility) เราต้องสร้าง "ความฉลาดรู้เรื่องความตาย" (Death Literacy) ให้คนทั่วไปรู้วิธีดูแลประคับประคองใจกันและกัน
  • Spiritual Health (สุขภาวะทางปัญญา): การดูแลระยะท้ายที่ไม่รวมมิติจิตวิญญาณ (ความหวัง การให้อภัย ความสงบ) ถือเป็นการดูแลที่ไม่สมบูรณ์

     

2. แนวทางประยุกต์ใช้ในบริบทไทย (Application in Thai Context)

ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (เช่น ศาสนาพุทธ, ระบบเครือญาติ) แต่กำลังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัย การนำแนวคิดนี้มาใช้ให้เกิดผลจริง ควรดำเนินการดังนี้:

ก. ระดับชุมชน: ฟื้นฟู "วัด/มัสยิด" เป็นศูนย์กลาง Palliative Care ชุมชน

  • แนวทาง: ใช้โมเดล  Compassionate Communities เชื่อมกับ "บวร" โดยให้วัดหรือศาสนสถาน ไม่ใช่แค่ที่สวดศพ แต่เป็นพื้นที่ "เตรียมตัวตายดี"
  • ปฏิบัติจริง: ฝึกอบรมพระสงฆ์และผู้นำชุมชน ให้มีทักษะการฟังด้วยหัวใจ (Deep Listening) และการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้ผู้สูงอายุในชุมชน ลดภาระของโรงพยาบาล

ข. ระดับระบบสุขภาพ: บูรณาการ "Spiritual Care" ในสิทธิรักษาพยาบาล

  • แนวทาง: ผลักดันให้การดูแลประคับประคอง (Palliative Care) ที่ครอบคลุมมิติจิตวิญญาณ เป็นมาตรฐานในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะคนมีเงิน
  • ปฏิบัติจริง: พัฒนาตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของโรงพยาบาลใหม่ ไม่ใช่วัดที่ "อัตราการรอดชีวิต" เท่านั้น แต่วัดที่ "คุณภาพชีวิตระยะท้าย" (Quality of Dying) ด้วย

ค. ระดับสังคม: สร้าง "ความฉลาดรู้เรื่องความตาย" (Death Literacy)

  • แนวทาง: รณรงค์ให้เรื่อง "สมุดเบาใจ" (Living Will) หรือการแสดงเจตนาการรักษาล่วงหน้า เป็นเรื่องปกติที่คนแข็งแรงก็ทำได้
  • ปฏิบัติจริง: บรรจุวิชา "Life & Death Education" ในหลักสูตรโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายของชีวิต และรู้วิธีดูแลใจคนในครอบครัวเมื่อถึงวาระสุดท้าย

ง. ระดับนโยบาย: "ธนาคารจิตอาสาดูแลใจ"

  • แนวทาง: ขยายผลโมเดล ธนาคารเวลา (Time Bank) หรือ ธนาคารจิตอาสา ที่มีการพูดถึงในงาน ให้เป็นระบบระดับชาติ
  • ปฏิบัติจริง: ให้เครดิตเวลาแก่จิตอาสาที่ไปช่วยดูแลใจผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยระยะท้าย โดยสามารถนำเครดิตนั้นมาแลกเป็นการดูแลตนเองในยามจำเป็นได้ เพื่อรองรับสังคมที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น

บทสรุป:

การประชุมนี้ย้ำเตือนว่า สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้ผู้สูงวัย "แก่และตายอย่างโดดเดี่ยว" แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ "การตายดีเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้" โดยใช้ทุนทางสังคมที่เรามี (ความกตัญญู, ศาสนา) ผสานกับความรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและงดงามที่สุดครับ

 

ก่อนจบการประชุม ทีมผู้จัดขอให้ผมสะท้อนคิด   ผมบอกว่า ตายดี (Good Death)  กับอยู่ดี (Good Life)  เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน   

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ม.ค. ๖๙

ห้อง ๔๗๑๐  โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซนทรัลเวิร์ล